ภวังค์เงาใต้เกาะพิลึก
เสียงคลื่นตีกระทบชายหาดในยามสาย แสงแดดที่ยังไม่แผดเผานักสะท้อนกับผิวน้ำใสแจ๋ว เด็กสาวคนหนึ่งใส่ชุดนักเรียนยืนเท้าเปล่าอยู่ชายฝั่ง สายตาเธอเหม่อมองทรายละเอียดที่ปลายเท้า ก่อนจะเหลือบมองเงาตัวเองที่สั่นไหวในน้ำ ลมทะเลพัดแรงจนเส้นผมหยิกยุ่งเหยิงไปทั้งศีรษะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เธอวาดอะไรน่ะ?” เสียงทุ้มของเด็กชายวัยเดียวกันดังขึ้นจากด้านหลัง เขาสะพายกล้องตัวเก่า ฝุ่นจับโพกสายสะพาย ใบหน้าเหลี่ยมยังติดรอยขี้เล่น เด็กสาวชะงัก ขยับเท้าถอย เธอขีดเส้นบนทราย ลายตะกุกตะกักไม่เป็นรูปทรง
“เปล่า…” เสียงเธอเบาลง เธอชื่อ ‘พิม’ ชื่อธรรมดาที่ฟังดูเรียบเฉย แต่แววตากระสับกระส่ายและบาดแผลรอยขูดที่หลังมือที่พยายามซ่อนเอาไว้ บ่งบอกความขัดแย้งในใจที่ไม่เอื้อนเอ่ย
“ถ้าเธอไม่ยอมพูดตรง ๆ มันก็แค่เส้นบนทรายนั่นแหละพิม” เด็กชาย ‘เติ้ล’ ยิ้มให้ ก้มลงนั่งข้าง ๆ เอากล้องไปวางไว้บนหนังกำพร้าตัวเอง “แต่รูปนั้นของเธอ…ฉันว่ามันเหมือนคนกำลังหาทางออกจากอะไรบางอย่าง”
เธอไม่ตอบ อากาศแปรเปลี่ยนจากอบอุ่นเป็นเย็นเฉียบดื้อ ๆ คำถามค้างคานั้นล่องลอยกลางอากาศ ลมหอบทรายขึ้นมาปาดแข้งขาลดแสงแดดลงคล้ายจะเตือนสัญญาณประหลาด
“เย็นลงแฮะ…” เติ้ลเหลียวมองท้องฟ้าปลอดโปร่งแต่ขนลุกวูบ ยังไม่ทันพูดต่อ เสียงกริ่งวับ ๆ เงียบแหบของเรือหาปลาที่อยู่ลิบ ๆ ก็พลันหายเงียบเหมือนถูกกลืน พิมสะบัดหัว เดินหนีขึ้นชายหาด ตัดขาดจากการสนทนา เติ้ลจึงเก็บกล้อง เดินตามไปเงียบ ๆ
บนทางเดินไม้สั้น ๆ ที่เชื่อมระหว่างหาดกับกระท่อมเก่าทรงกลม เด็กสาวอีกสองคนกำลังช่วยกันตากผ้าขาวม้า สีหน้าระคนระหว่างเบื่อกับครุ่นคิด คนหนึ่งห้าวชื่อ ‘เหมย’ ใส่แว่นตาเส้นหนา อีกคน ‘ขวัญ’ ดวงตากระจ่าง สุ้มเสียงเรียบนิ่งฮาวาย
“รู้มั้ย เกาะนี้มีอะไรซ่อนอยู่” ขวัญพูดขึ้น เหมยหัวเราะ “ก็แค่มีหมาเร่ร่อนกับต้นตะบองเพชรนั่นน่ะสิ” แต่ขวัญยังคงเงียบ สายตาเหลือบไปทางป่าทึบด้านหลังเหมือนจับเค้าความลับอะไรสักอย่าง
“วันนี้ครูใหญ่จะมาตรวจหออีกแล้ว ใช่ป่ะ อย่าเพิ่งเถียง ชั้นไม่ได้ซ่อนของกินอะไรไว้จริง ๆ” เหมยเปรย เติ้ลทิ้งกล้องลงบนโต๊ะไม้ กึ่งเอียงอกกึ่งขี้เกียจ “เขากลัวเราไปมั่วสุมในป่ากันมากกว่า เกาะนี้ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น แต่ทุกคนดูเหมือนกลัวพื้นที่ในเงา”
บทสนทนาหยุดชะงักด้วยเสียงขับรถกระบะมาเทียบท่าถัดไป เป็นครูใหญ่ในชุดกางเกงวอร์มสีเทา ๆ กับใบหน้าละไมแต่ดวงตาเขี้ยว เขาโบกมือเรียก พวกเด็กทั้งสี่เดินเข้าไปหา
“คืนนี้ฟ้ามืดเร็ว อย่าไปเดินเล่นริมผา จำไว้นะ คืนนี้ข้างขึ้น หมาก็เห่าหนักกว่าทุกที” เสียงเขาเข้มข้นแต่ติดอ่อนโยน เด็ก ๆ พยักหน้ารับอย่างปั้นใจอย่างจำใจ
หลังอาหารค่ำ ห้องอาหารรวมเล็ก ๆ ริมกระท่อม หลังคาฟางผุ ๆ เด็ก ๆ วางช้อน เสียงกระซิบของเหมยลอดมาแผ่วเบา “เธอว่าคืนนี้พระจันทร์จะสีอะไร” ขวัญตอบ “บางที…อาจเห็นอะไรในเงาจันทร์” พิมขมวดคิ้วจ้องตาเพื่อนนิ่ง
เสียงหมาเห่าโหยหวนดังโน่น พิมนิ่งงัน สีหน้าซีดจาง “เรากลับห้องกันเหอะ” เติ้ลว่า “จะปล่อยให้พวกนั้นมันเห่าเปลืองเสียงแรงอีกไม่นาน”
แสงไฟรถกระบะวาบโดดเดี่ยวในคืนมืด เด็ก ๆ สี่คนยืนกึ่งวงกลมหน้าประตูห้องพัก รอยเท้าคู่หนึ่งแฉะบนพื้นฝุ่น พิมหยุด หันไปมอง ขวัญพูดเบา “ที่นี่บางทีมันก็…เหมือนมีใครเดินตามนะ” เหมยตบไหล่เพื่อนแรง ๆ “คิดไปเองมั้ย อย่างมากก็อะไรสักอย่างที่ยังหาทางออกเหมือนพิม”
เสียงสายลมโถมแรงขึ้นท่ามกลางความเงียบ กิ่งไม้ฟาดหน้าต่าง ทุกคนรู้งานปิดประตูให้สนิท คืนนั้น พิมนอนไม่หลับ เธอนั่งลุกขึ้นกลางความมืด หมุนตัวไปแนบข้างหน้าต่าง เสียงขูดเบา ๆ ดังขึ้นจากใต้ห้องใต้ถุนโล่ง เธอหลับตาแน่น กลั้นหายใจยาว
รุ่งเช้า พิมลุกขึ้นมาใต้ชั้นไม้ใต้ถุน พบร่องรอยเหมือนอะไรลากเป็นเส้นยาวจากชายป่าเข้าในห้อง เธอจ้อง เงาราง ๆ ในเศษน้ำค้างสะท้อนภาพบางอย่าง พิมกลืนน้ำลาย เดินย้อนตามรอยเส้นนั้นเข้าสู่ป่าครึ้ม เติ้ลมาชะงักมือ “เธอจะไปไหน”
“จะดู…ว่ารอยนี้มันมาจากอะไร” พิมย้ำเสียงราบเรียบปกปิดความกลัว เติ้ลลังเลแต่ก็เลือกเดินตาม พวกเหมยกับขวัญวิ่งมาแทบหกล้ม…
เส้นทางในป่าทึบชื้นยามเช้าเต็มด้วยเสียงจิ้งหรีด เร่งเร้าความรู้สึกผิดปกติของพิม แต่ไม่มีใครพูดอะไรจนพ้นต้นตะบองเพชรจอมเก่า สายตาพิมสะดุดกับรูปลายมือรูปหนึ่งที่ขีดข่วนบนก้อนหิน มันฝังเป็นเส้นบางเฉียบ เธอยื่นมือไปแตะ เหมยรีบบ่น “อย่าเพิ่งจับ เดี๋ยวมันเป็นอะไรแปลก ๆ อีก”
“มันเหมือนลายมือพิมเลย…” ขวัญสบตาพิม แววตาอ่อนลงคล้ายเข้าใจบางสิ่งซ่อนอยู่ ทันใด ลมพลิกแรง กิ่งไม้ยาวสะบัดฟาดหน้าทุกคน ทรายปลิวใส่ตา ต้องกระพริบออกจนมองลายมือนั้นไม่ชัด
เสียงคล้ายเงาเดินวนรอบตัวดังขึ้นแผ่ว ๆ รอบข้าง หญิงสาวทั้งสี่กับเติ้ลชะงักนิ่ง แต่เติ้ลกระชับมือกล้องแน่น มองเพื่อน ๆ แล้วพยายามกลั้นใจ “ถ้ายังเดินต่อไป…พวกเราจะได้คำตอบมั้ย”
“บางคำตอบอาจไม่อยากให้พวกเราเจอก็ได้…” เหมยตอบ ประโยคค้างคามากอารมณ์ ด้วยเสียงแฝงกลัวราวผ่านชีวิตมาก่อน
ทุกคนยังเลือกเดินต่อ เส้นทางที่เลือกเลี้ยวเข้าไปใกล้ริมผาแล้วตัดลงสู่ประตูก้อนหินเก่า มีเงาดำวูบหนึ่งตัดผ่านสายตา พิมหยุดยืน บีบมือตัวเองจนซีดขาว
ทันใดนั้น เสียงเหมือนเนื้อไม้แหลกสะท้านไหล่ หลังจากดินใต้ฝ่าเท้าถล่มลง ครึ่งกลุ่มร่วงลงหลุมใต้ดินตื้น ลึกอับแสง อากาศข้างในหนาวเย็นกว่าข้างนอก แสงลอดช่องรูเพียงสายเดียว พิมขยับตัวลุกนั่ง มองหาเติ้ลกับขวัญที่ตกลงมาด้วยกัน
“พวกเราอยู่ไหน…” ขวัญหายใจแรง เบิกตากว้าง เติ้ลพยายามส่องแฟลชจากกล้อง สำรวจห้องโถงใต้นั้น ทั้งหมดเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่สะท้อนแสงแฟลช เงาดำ ๆ วาดรูปคล้ายคนกำลังหนีบางอย่าง
พิมเอานิ้วแตะพื้น ทันใดนั้นรอยเย็นวาบปลายนิ้วแผ่ผ่านกระดูกไปถึงใจกลาง เธอสั่นระริก เติ้ลละสายตา “นี่มัน…เหมือนกับที่พิมวาดบนหาดเลย”
ก่อนเหมยจะส่งเชือกหย่อนลงช่วย ดินในห้องถ้ำสั่นโครม เสียงคลื่นกระแทกเกาะดังขึ้นแปลกประหลาด พิมตะโกน “ขึ้นไป!” เติ้ลรีบคว้ามือเธอ ขวัญปีนตามแบบหวาดหวั่น ในใจแน่นไปหมด
กลับขึ้นถึงพื้น อากาศบริเวณป่าเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบผิดอากาศเขตร้อน ฟ้ายามสายคล้ายค่ำ หมอกจาง ๆ ลอยตามขอบชายป่า คำถามคั่งค้างในสายตาทุกคน
“สิ่งพวกนั้น…” พิมเอ่ยเบา ๆ “เหมือนมันกำลังเฝ้ามองเราอยู่” ไม่มีใครค้านคำพูด กลิ่นเกลือทะเลก็หายไป กลายเป็นกลิ่นดินชื้นแทน
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง พวกเขากลับมาถึงกระท่อม เจอครูใหญ่ยืนรอหน้าประตู เด็ก ๆ สบตาอย่างรู้กัน…แต่ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่เจอในถ้ำ เงียบงันนานก่อนครูใหญ่พรูลมหายใจ “ถ้ายังไม่รู้จักกลัว ถูกอะไรพาไปทีละคน พวกเธอจะไม่เหลือใครให้กลับมาหาอีก”
คืนนั้นทั้งสี่นอนนิ่งเสียงหัวใจรัว เหมยนอนเบือนหน้าหนีหน้าต่าง ขวัญน้ำตาคลอ พิมครุ่นคิดเรื่องขมขื่นกับครอบครัวที่ไม่เคยได้รับการให้อภัย เท้าของเธอสั่นระริกจากความทรงจำเก่า ๆ ที่กัดกินภายใน แต่เธอไม่พูด เธอดันตัวเองลุกขึ้น ถือไฟฉายเดินออกนอกห้อง เติ้ลสะดุ้งตื่นตามไป
เขายืนขวาง “จะไปไหนพิม?”
“ฉันต้องรู้ ว่าเราทุกคนถูกเฝ้าคอยเพื่ออะไร” พิมเสหลบตา เสียงสั่นจริงจัง เติ้ลลังเล เท้าเปลี่ยนแนวสายตา “ฉันขอโทษ…ที่วันนั้นฉันบังคับเธอให้เข้าเกาะกับเรา”
“ไม่ใช่ความผิดนาย…ฉันเองที่หนีตัวเองมาตลอด”
คำนั้นลอยค้าง พิมเดินนำไปที่ชายป่า ทั้งเติ้ล เหมย ขวัญหลุดตาม เงาในป่าขยับเคลื่อนตาม
พวกเขาเดินลึกไปพบซากกระท่อมโบราณที่ถล่มลงมา พิมไขประตูผุกรอบ ทุกคนพบสมุดทำมือเก่าในกล่องเหล็ก ในนั้นเป็นบทบันทึกกระจัดกระจาย เล่าถึงการพลัดพราก ปริศนาการหายตัวและรอยเงามืด ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินสั่น การหายตัวของคนในเกาะเกิดขึ้นซ้ำซากมาหลายรุ่น
“มันบอกว่า…ใครก็ตามที่หนีความผิด ความกลัวหรือความลับของตัวเอง จะถูกเกาะนี้กลืนกิน” ขวัญอ่านพลางเสียงสั่น เติ้ล ถาม“ถ้าเราปล่อยให้ทุกอย่างจบลงในนี้ล่ะ…”
“มันจะไม่มีวันจบ” พิมแน่วแน่และเติบโตขึ้นในแววตา เธอปิดสมุด กวาดสายตาเพื่อนด้วยความจริงใจ “ถ้าเรายอมรับบาดแผล มันจะไม่ลากเราเข้าความมืดอีกต่อไป”
ทันใด เงาดำปรากฏโอบล้อมทั้งกลุ่ม ลมหอบหมอกเข้าปะทะแรง เสียงเหมยร้องลั่น พิมสาวเท้าก้าวเข้าไปหาเงานั้นเต็มใจ พร้อมบอกเสียงชัด “ฉันพร้อมแล้ว…”
เงาดำละลาย กลายเป็นสายลมพัดหาย เสียงคลื่นกลับมาอีกครั้ง กลิ่นทะเลฟุ้งเหมือนปลดปล่อย
ฟ้ารุ่งอรุณ ทุกคนโอบกอดกัน น้ำตาซึมงันแห่งความโล่งใจ เหมยคราง “ฉันขอโทษ…ที่ชอบเล่นแรง ๆ กับทุกคนเพราะกลัวจะถูกลืม” ขวัญพูดโพล่ง “ฉันกลัวเสียเพื่อนมากกว่ากลัวเงา” เติ้ลสะอื้นเบา ๆ นึกถึงวันที่เคยปล่อยโอกาสดี ๆ หลุดลอย “นี่แหละ…คือบ้านของพวกเรา”
พิมเดินออกสู่หาด เธอนั่งลงวาดภาพใหม่ลงทราย ท้องฟ้ามีเมฆลอยเหมือนจะร้องไห้ น้ำตาตัวเองหยดทะลุฝ่ามือ…แต่เมื่อมองเงาสะท้อนในน้ำ เธอเห็นเพื่อน ๆ เดินเข้ามานั่งข้าง ๆ
ฉากสุดท้าย แสงแดดสะท้อนเงาพวกเขาบนทะเล ต่อให้กระแสน้ำซัดหายไป เส้นบนทรายยังตราตรึงในใจเสมอ