ลมหายใจของหิมะ
ลมหนาวจัดปะทะใบหน้าปรินยาในย่ามเช้าตรู่ ขณะที่เขาก้าวผ่านซุ้มไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะจนเหมือนอุโมงค์สีขาว เมืองแอ่งหิมะนี้ไร้เสียงรถ มีเพียงเสียงรองเท้าบูตทิ่มหิมะระหว่างปีกป้านของโรงเรียนมัธยมประจำเมือง ผู้คนเดินกันเงียบ ๆ เหมือนกลัวจะรบกวนความสงบ ปรินยายกมือซุกกระเป๋า สูดหายใจติดขัดพลางเหลียวมองเงาตัวเองที่ทอดยาวข้างถนน เงานั้นสั้นบ้าง ยาวบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าใจเขากำลังหวั่นไหวแค่ไหน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไอ้ปริน! จะช้าไปไหน” เร็นตะโกนจากหน้าประตูโรงเรียน ดวงตาเธอแหลมคมเหมือนมีพลังที่จะเจาะลึกเข้าไปในตัวคนอื่น ปรินยาตะกุกตะกักพยักหน้า รีบจ้ำเดินให้ทันเพื่อนรัก ขณะที่นที นั่งรอโดยไม่พูดอะไร หิมะละลายใต้ร่มไม้เหนือหัวนที ฝุ่นขาวหล่นลงช้า ๆ เหมือนเวลาถูกหยุดไว้
“เมื่อคืนแกฝันร้ายอีกแล้วเหรอ” เร็นถามเสียงเบาแต่ไม่ประนีประนอม ปรินยาเลี่ยงมองตา “เปล่า…” เขาตอบไม่เต็มเสียง นทียกเป้ขึ้นไหล่ พยักหน้าให้ทั้งคู่ เร็นถอนหายใจแรง “ถ้าไม่รีบ พี่หนูดีต้องพาเข้าแถวคนสุดท้ายแน่” สามคนเดินเข้าตึก หัวเราะขื่น ๆ เบียดไหล่กันเมื่อผ่านกระจกที่เกล็ดน้ำแข็งจับด้านใน
เสียงระฆังโรงเรียนดังกังวาน ท่ามกลางบรรยากาศชื้นเย็น ภายในห้องเรียนอึมครึมหยั่งกับอากาศจะแช่แข็งอารมณ์ทุกคน ครูณัฐพูดช้า ๆ เรื่องการบ้าน ตัวหนังสือบนกระดานดูเบลอจนปรินยาหรี่ตา
พลัน กล่องจดหมายหน้าโรงเรียนส่งเสียงแปลก ๆ เด็กอีกกลุ่มก็วิ่งคิดอวดกันว่าเห็นบางสิ่งตกกลางหิมะ ปรินยายืดคอมองแล้วหันกลับมา พบว่าที่นั่งข้าง ๆ เว้นว่าง… พีม เพื่อนร่วมห้องที่นั่งคู่กับเขา พีมหายไป
เสียงซุบซิบแว่วไปทั่ว “ใครเห็นพีมบ้าง” “บ้านเขาบอกว่าเมื่อคืนเขาออกไปหายใจรับลม” “หรือจะแค่ไปบ้านยายฝั่งเหนือ” ไม่มีใครตอบจริงจัง ครูณัฐเองมองข้าม พูดเพียง “อาจไปเยี่ยมญาติ” แต่สายตากังวลชัดเจนเหลือเกิน เร็นขยับมือบีบโต๊ะเบา ๆ นทีเม้มปาก ปรินยานั่งไม่ติด เก็บสีหน้าไม่สนิท
พักเที่ยง เร็นลากทั้งสองไปยังสนามหิมะข้างอาคาร “แกว่า… พีมหายไปจริงเหรอ” เธอถามเสียงแข็งกว่าเดิม ปรินยานิ่งไปอึดใจ “ถ้าเขาหายไปจริงล่ะก็ พวกเราควรทำอะไรสักอย่าง” นทีพึมพำขึ้นมาเบา ๆ เร็นหันกำปั้นทุบวงแขนเพื่อน “นี่มันชอบเกิดกับเด็กปีนี้ตลอดเลยนะ!” ปรินยาหายใจแรงขึ้น ความกลัวก่อตัวในอกช้า ๆ ไม่มีใครพูดต่อสักพัก
คืนวันนั้น เมืองถูกปกคลุมด้วยหิมะขั้นใหม่ หน้าต่างบ้านแต่ละหลังกระพริบแสงไฟสีส้มเรืองรอง ปรินยานั่งขดอยู่ริมเตียง พ่นลมหายใจเป็นไอ เพดานห้องถูกแต้มเงาหญิงสาวขาวโพลนที่เขาเห็นเพียงวาบเดียวตอนขยี้ตา เขานอนพลิกข้างไม่หลับ รูปถ่ายเก่าของครอบครัวถูกหยิบออกมาจากลิ้นชัก แม่ยิ้มอ่อนโยนข้างพ่อที่ไม่เคยมองกล้อง—แล้วเขานึกถึงเหตุการณ์วันนั้น เมื่ออดีตเพื่อนของพี่ชายเขาเองก็หายตัวไปอย่างลึกลับ
เสียงโทรศัพท์สั่นครืดเบา ๆ —ข้อความจากเร็น “เจอได้ที่สะพานไม้ เกือบตีหนึ่ง อย่าบอกนทีนะ”
ความลังเลเจือความกลัวเต็มอก ปรินยาแต่งตัวท่ามกลางเสียงลมกรรโชก เงาจางวูบวาบในกระจกห้องน้ำก่อนออกจากบ้าน เขากระชากผ้าพันคอแล้วเดินฝ่าอากาศขมุกขมัวตรงสู่สะพานไม้กลางสวนหิมะ
ใต้สะพาน ที่แสงไฟกิ่งต้นสนพาดส่อง เร็นยืนกอดอก สายตาโฟกัสไปที่รอยเท้าบนหิมะ “ฉันได้ยินเสียงเมื่อคืน ตอนที่บ้านฉัน ด้านหลัง… เหมือนเสียงร้อง ขอให้ช่วย” ปรินยาสบตาเธอ หน้าซีดลงไปอีก “แล้วแก… ไม่กลัวเหรอ” เร็นหลบตา “กลัวสิ แต่… ถ้าเราไม่ทำ อาจจะถึงตาเราเองสักวัน”
แว่วเสียงรองเท้าบูตอีกคู่—นทีเดินเข้ามาอย่างช้า เงียบจนเหมือนเงาปรากฏขึ้นมาเอง เขาไม่ได้พูดอะไร แค่มายืนข้าง ๆ มองรอยเลือดจาง ๆ บนหิมะ มันลากยาวไปทางป่าด้านตะวันตก
“เราต้องตามรอยนี้ไหม” ปรินยากลืนคอแห้งๆ “ถ้าไม่ไปแล้ว แกจะนอนฝันดีไหม” เร็นยียวนกึ่งเย้ยกึ่งให้กำลังใจ นทีพยักหน้าเงียบ ๆ แววตามีอะไรบอกไม่หมด
สามคนเดินตามรอยเลือดในหิมะ ทีแรกมันเหมือนร่องรอยสัตว์ กลายเป็นรอยเท้าคน แล้วค่อย ๆ ลางเลือนราวกับหิมะจงใจลบหลักฐาน ทว่าในใจของแต่ละคน ต่างฮัมเสียงหัวใจตัวเองจนดังลั่น กลัวแตกต่างกันไป ปรินยากลัวความจริง เร็นกลัวสูญเสีย นทีกลัวพูดผิด
ในความเงียบ ชั่วคราวแสงไฟประหลาดเรืองขึ้นใต้กิ่งสนเก่า คล้ายมนุษย์อยู่ในห่าหิมะ เวลานั้นมันชักนำพวกเขาเข้าใกล้ เห็นบางสิ่งขาด ๆ หาย ๆ เหมือนภาพฉายพัง ๆ “กลับบ้านเถอะ ขอโทษ ฉันขอ…” ปรินยาสะดุด แล้วล้มหน้าไปจุมพิตหิมะ ร่างหนึ่งพุ่งลงมาฉุดมือเขาไว้ เสียงของพีมกระซิบ “อย่าเรียกฉัน กลับไป…!” ก่อนที่รอยเท้าพีมจะละลายหายไปต่อหน้าต่อตาเร็นและนที
ทั้งหมดรีบวิ่งหนี หัวใจเต้นรัว มือปัดหิมะออกจากหน้า ไม่มีใครกล้าพูดถึงสิ่งที่เห็น ตลอดทางจนถึงบ้าน เร็นหยุดตรงทางม้าลาย “แกเห็นเหมือนฉันใช่ไหม” เธอถาม นทีถอนใจลึก “ถ้าเล่าให้ใครฟังจะมีใครเชื่อไหม” ปรินยานิ่ง คำถามเหล่านั้นเหมือนหมอกเกาะลึกเข้าในอก
คืนต่อมาในโรงเรียน เพื่อนอีกคนหายไป พวกผู้ใหญ่ยังเงียบเฉยเหมือนเดิม เร็นตั้งคำถามตรง ๆ กับครูณัฐ “ทำไมไม่แจ้งตำรวจ! ทำไมโรงเรียนไม่สนใจ!” ครูนิ่งพลางทอดสายตาเหนื่อยอ่อน “บางเรื่องเราควบคุมไม่ได้ลูก”
ปรินยากระโดดออกจากห้องแทบจะในทันที นทีตามออกมา “นายจะทำอะไรต่อ” ปรินยาลังเล ชั่งใจ “ฉันไม่รู้… ฉันแค่ไม่อยากเห็นใครหายไปอีก” นทียิ้มบาง ๆ “ถ้าจะช่วย ฉันจะไปด้วย”
เย็นวันนั้นเร็นยืนอยู่ในสนามหิมะ มือกำไพ่ยิปซีแน่น เธอแบ่งไพ่ออก ถามเพียงว่า “เราจะได้พีมกลับไหม” ไพ่ขึ้นว่า ‘เงาบาดเจ็บ’ บนหน้าไพ่ปรากฏรอยเลือดสีแดงจางจางที่ไม่เคยมีในสำรับมาก่อน นทีจับมือเธอไว้ “พีมอาจไม่ได้ไปไหน… เขาอาจถูกซ่อนอยู่ที่นี่แหละ”
ดังนั้น ทั้งสามคนเริ่มสืบหาความจริงโดยพาตัวเองไปในจุดเสี่ยงสุดในเมืองหิมะ ไต่สวนทั้งผู้ใหญ่และเพื่อนฝูง พบว่าเด็กที่หายตัวมักมี ‘เงา’ ตามตัวก่อนหาย เริ่มแรกไม่มีใครกล้ายอมรับ แต่เมื่อเร็นขู่จะแฉความลับโรงเรียน ผู้ช่วยครูคนหนึ่งยอมสารภาพว่า ในเมืองนี้มี ‘บางสิ่ง’ มาเอาเด็กไปในคืนที่หิมะเปลี่ยนสี—คืน ‘ลมหายใจของหิมะ’
คืนถัดมา สีหิมะเปลี่ยนเป็นน้ำเงินอมนิล เหนือยอดสนมีละอองคล้ำเหมือนควัน ทั้งสามคนกลั้นใจเดินออกสู่ป่าหิมะ หลังได้เบาะแสสุดท้ายว่า ‘เงา’ จะมองหาเด็กที่หวาดกลัวลึกสุดหัวใจ เมื่อเผชิญหน้ามันด้วยความกล้าเท่านั้นจึงอยู่รอด
ขณะที่เดินท่ามกลางพายุหิมะ กระจกตาปรินยาสะท้อนแสงน้ำเงินของเงากลุ่มหนึ่ง ร่างนั้นคว้าข้อเท้าปรินยาไว้ เขาสะดุ้ง ร้องขอความช่วยเหลือทันที “อย่าทิ้งฉัน!” นทีคว้ามือ ขยับยืนกั้นระหว่างเงากับเพื่อน “พอ พวกแกไม่ใช่ของที่นี่!”
เงานั้นสั่นไหว เร็นยืนข้างหลัง นิ่งไม่ขยับ “ถ้าแกกลัว มันจะไม่ไปไหน ถ้าเผชิญหน้า…จะรอด” เธอพึมพำ ปรินยาฝืนดึงข้อเท้า ยืนขึ้น น้ำตาซึม “ฉัน… ไม่หนีแล้ว” พูดจบ ลมหายใจเขาขาวโพลนแน่นข้นกว่าปกติ เหมือนปลดปล่อยบ่วงบางอย่าง
เงารอบตัวกระจายออกเหมือนหมอกแล้วหายวับไป พีมปรากฏชัดเจนขึ้นในกลุ่มหมอก “ฉันกลัว… ฉันขอโทษ ฉันเก็บความลับไว้ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เขาร้องไห้ เร็นกับนทีคว้าไหล่เขา ปรินยาพยักหน้า “กลับบ้านกับเรา”
เมื่อเงาลมหายใจของหิมะสลาย เด็กที่หายตัวก่อนหน้ากลับมาทั้งน้ำตา ยืนภายใต้ไฟโรงเรียน ท่ามกลางเหล่าผู้ใหญ่ที่ต้อนไร่ลมหายใจนั้นมาแต่อดีต เมืองกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่เหมือนเดิม
เช้าวันสุดท้ายก่อนฤดูใบไม้ผลิ เร็น นที และปรินยาเดินข้ามสะพานขาวด้วยกัน อากาศอุ่นกว่าเดิม แต่ต่างคนต่างเงียบ ปรินยาหยุดกลางสะพาน มองเงาตัวเองชัดเจนในหิมะ น้ำเสียงนิ่งขึ้น “ฉันไม่หนีอะไรแบบเมื่อก่อนแล้ว” เร็นตบหลังเขา นทีส่งยิ้มบาง ๆ
“มีเพื่อนอย่างพวกนาย ฉันไม่กลัวอีก” ปรินยาลงท้าย ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งสามยิ้ม เงาดำหายไป เหลือเพียงลมหายใจขาวในอากาศใส