เพียงเราในฤดูฝน
เสียงฝนโปรยเม็ดหนักลงกระจกหน้าต่างอาคารเรียนมหาวิทยาลัย กันต์นั่งพิงฝาผนังเหม่อมองสายฝนข้างนอก รองเท้าผ้าใบเปียกครึ่งข้างตามลักษณะคนที่รีบวิ่งฝ่าสายฝนเข้ามา นาฬิกาบอกเวลากว่าบ่ายสาม หนังตาเขาร่วงตามความง่วง แต่ตาก็ไม่อาจละออกจากผู้หญิงร่างสูงผมสั้นในมุมห้องที่นั่งร่างแบบสถาปัตย์ มือยังจดเส้นฝนบนกระดาษเหมือนไม่รู้สึกถึงสายตาของใคร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กันต์กระแอมเบา ๆ แล้วก้มมองโทรศัพท์ อีเมลหนึ่งขึ้นหัวข้อโครงการประกวดหนังสั้น “เพียงเราในฤดูฝน” พร้อมแนบรายชื่อทีมที่ต้องทำงานร่วมกับคณะสถาปัตย์ ชื่อ “ภีมา” ขึ้นลำดับแรกในรายชื่อนั้น… กันต์ขมวดคิ้ว น้ำเสียงในใจแฝงความปั้นปึ่ง ‘นี่ยัยคนนั้นแน่ ๆ’
“เพิ่งได้อีเมลหรือ” เสียงผู้ชายร่างสูงผิวเข้มเดินมาทัก กันต์พยักหน้า พลางรีบส่งโทรศัพท์ให้เพื่อนดู ปั้นหัวเราะขื่น ๆ “ดูชื่อดิ โชคดีอะไรของกูก็ไม่รู้” เพื่อนแซว “หรืออาจกลายเป็นโอกาสก็ได้นะ” กันต์ยิ้มจาง ๆ ไม่ตอบอะไร
เสียงเพลงเบา ๆ จากมือถือของภีมา เธอหลบตาเมื่อกันต์หันไปสบ มุมปากเล็ก ๆ คล้ายจะขยับพูดอะไร แต่เปลี่ยนใจเงียบ กลับไปขีดเส้นบนกระดาษเหมือนเดิม
หกโมงเย็น ฝนหยุดใหม่ ๆ กันต์เดินออกจากตึก เหลียวมองหญิงสาวที่ยังเก็บของช้า ๆ พวกเขาบังเอิญเดินสวนกันที่บันได รู้สึกความอึดอัดกลางอากาศเย็น
“อาทิตย์หน้าต้องเข้าเวิร์คช็อปด้วยกันนะ” กันต์เกริ่นแบบฝืน ๆ แต่ภีมแค่พยักหน้าน้อย ๆ แล้วมองไปทางอื่น
อาทิตย์ต่อมา ห้องเวิร์คช็อปเต็มด้วยโต๊ะทำงานวัสดุ แบบร่าง และกลิ่นกาแฟจาง ๆ ต่างคนต่างนั่งข้างเพื่อนตัวเอง ต่างคนต่างเก็บระยะห่าง แต่สายตาก็พบกันทุกครั้งแบบไม่ตั้งใจ
“คือ… ถ้ายังไม่แนว วางโครงเรื่อง…” กันต์หยิบโน้ตปึกหนึ่ง เงยหน้าขึ้นเจอสายตาเย็นเยียบของภีม “ไม่ต้องมาหวังว่าไอเดียหนังน้ำเน่าจะมาขัดทางบ้านฉันนะ” เสียงแผ่วแต่ห้วน กันต์อึ้งในใจ แต่พูดเสียงเบา “เหมือนคุณไม่อยากร่วมงานกับผมจริง ๆ…”
ภีมหลบตา สะกดความน้อยใจไว้ในใจ เธอเรียนรู้จากอดีตว่าอย่าไว้ใจใครง่าย ๆ เธอจึงปั้นเกราะหนา ๆ ไม่เลือกตั้งใจสนิทกับใครเป็นพิเศษ “ทำงานเสร็จเร็ว ๆ จะได้แยกย้าย” เธอสรุปแล้วลุกออกจากโต๊ะ
วันถัดมา พวกเขาจำเป็นต้องนัดกันนอกเวลาคาบเรียน ร้านคาเฟ่ใกล้มอน่านั่งเงียบ กันต์วางเครื่องคิดเงินข้างไอแพ็ด ภีมก้มมองของในถุงกระดาษ “นายจะดื่มอะไร” กันต์เปลี่ยนบทสนทนา เธอลังเล ก่อนตอบว่า “อะไรก็ได้”
กันต์ถอนใจเบา ๆ คำว่า “อะไรก็ได้” ของเธอนี่มันตีความยากเหลือเกิน เขาสั่งโกโก้ร้อนสองแก้ว แล้วยื่นให้ภีม เธอมองมันแปลกใจ “ปกติไม่มีใครสั่งให้ฉันแบบไม่ถาม”
“ก็ลองเลือกดูว่าชอบหรือเปล่า” กันต์ยิ้มเล็กน้อย
หลังประชุมยาว ร้านกาแฟก็ว่างลง ภีมเลื่อนกระดาษแบบร่างมาให้กันต์ดู “จริง ๆ แล้วฉันอยากเล่าเรื่องบ้าน… เรื่องบ้านที่ไม่มีแม่” เธอพูดเสียงต่ำ กันต์เงียบไปครู่ “แล้วถ้าเราเอาเรื่องฝนเชื่อมกับบ้าน…?”
ภีมแค่นยิ้ม เหมือนไม่ค่อยเชื่อถือในไอเดียของเขานัก แต่ก็บันทึกไว้ ท่าทีเธอผ่อนลง พูด “ก็ลองดู” แล้วเงียบต่อ
สัปดาห์ถัดมา ความใกล้ชิดระหว่างสองทีมเริ่มมากขึ้น ในระหว่างถ่ายทำ ฝนตกหนักจนกองถ่ายต้องหยุดชะงัก “ผมขอเช็คกล้องนิด” กันต์บอก ภีมกางร่มรอเขาเงียบ ๆ แต่สายตาคล้ายเห็นใจเวลาเห็นกันต์มีปัญหากับกล้อง
เสียงเครื่องบันทึกภาพขัดข้อง กันต์ถอนใจ ภีมเอ่ย “ช่วยอะไรไหม?” มันคือครั้งแรกที่เธอเสนอตัวโดยไม่ต้องขอ กันต์เงยหน้ามองเธอยิ้มอ่อน “ขอบคุณ…”
กลางคืนวันหนึ่ง ใต้หลังคาหลังเวิร์คช็อป กันต์บังเอิญพบภีมยืนร้องไห้เบา ๆ เขาก้าวช้า ๆ เข้าไปใกล้ “เป็นไรหรือเปล่า…” เธอส่ายหน้า ไม่พูดอะไร กันต์ลังเล แล้วแตะไหล่เบา ๆ “ถ้าพูดได้ก็พูด…”
น้ำตาภีมกลั้นไว้ไม่ไหว “พ่อกำลังจะขายบ้านหลังเก่า… บ้านหลังที่แม่สร้างแบบไว้…” เสียงเธอสั่น
กันต์เงียบไปนานมาก “ฉันกลัว… ฉันกลัวสูญเสียทุกอย่าง แม้แต่ที่อิงใจสุดท้าย” น้ำเสียงเธอสั่นพร่า กันต์นั่งลงข้าง ๆ ไม่พูดอะไร ทำเพียงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เท่านั้น
วันต่อมา สายฝนโปรยลงทั่วเมือง รถติดขวางทางกลับหอพัก กันต์กับภีมต้องเดินตากฝนกลับด้วยกัน ต่างคนต่างจับร่มคนละคัน กันต์บ่น “วันไหนลืมร่มก็ไม่มีฝน วันไหนไม่ลืมกลับร่มก็ต้องมาเปียกด้วยกันแบบนี้”
ภีมหัวเราะในลำคอ “พูดเหมือนประชดฟ้า”
“ฟ้ามันคงอยากให้คนไม่ค่อยลงรอยกันสนิทสักทีหรือเปล่า” กันต์สวน ภีมเงียบไป ตามด้วยละครับตัวหายไปในสายฝน แต่กันต์กลับรู้สึกเหมือนได้เข้าใกล้หัวใจของเธออีกก้าว
กลางเทอม ความขยันของทั้งคู่เริ่มเห็นผล ผลงานของสองทีมติดอันดับตัวเต็ง แต่ความเหนื่อยล้าและกดดันแฝงตัวขึ้นเรื่อย ๆ ภีมเริ่มขวางกันต์บ่อยขึ้น เมื่อความเห็นบางส่วนไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะประเด็นที่เขาอยากให้กล้องเล่าเรื่องเรื่อยเปื่อย ในขณะที่เธอเน้นโครงสร้างแบบรวดเร็วเด็ดขาด
“นายชอบเล่าเรื่องแบบนี้ เพราะนายไม่เข้าใจว่าการมีบ้านเร็วกับการมีบ้านที่ใช่มันต่างกันแค่ไหน!” ภีมพูดเสียงกระด้าง กันต์โต้กลับ “แต่ถ้าเราใจร้อนไป เรื่องมันก็จืดนะ” ความเงียบอึดอัดปกคลุมโต๊ะประชุม
ตลอดสองอาทิตย์ พวกเขาแทบไม่ได้คุยกัน เว้นแต่ประโยคงานที่จำเป็นเท่านั้น รอยร้าวเริ่มขยายออก ทุกครั้งที่พบกันที่มุมคณะ หัวใจกันต์เหมือนเจ็บลึก ๆ อย่างประหลาด ส่วนภีมก็หันหน้าหนีแต่หัวใจกลับวุ่นวายกว่าเดิม
ค่ำวันผสมผลงานกันต์นั่งอัดเสียงด้วยตัวคนเดียว ฝนตกหนักถึงเช้า ภีมกลับมาเจอเขานั่งหลับฟุบโต๊ะท่ามกลางกล่องพอพัก เธออมยิ้มก่อนค่อย ๆ วางผ้าห่มบนไหล่เขา โดยไม่พูดอะไร
ตอนเช้า กันต์ตื่นมาช้า มองเห็นผ้าห่มและเศษกระดาษโน้ตลายมือภีม “สู้ ๆ นะ อยู่ได้” เขาอมยิ้ม พลันถึงเวลาซ้อมนำเสนอ สำเนียงเสียงของภีมวันนี้เปิดเผยกว่าเดิมนิดหน่อยแม้ยังแฝงความกลัว
หลังจบพรีเซนต์ ทีมได้เสียงปรบมือสนั่น แต่ผู้ตัดสินวิจารณ์ประเด็นสำคัญ “สิ่งที่ขาดไปคือลมหายใจของหัวใจผู้สร้าง เรื่องของคุณยังห่างความจริงของความรักในมุมปมขัดใจ” กันต์นิ่งงัน ภีมเองก็เหมือนโดนสะกิดใจบางอย่าง
วันสัมภาษณ์ภายในเพื่อแข่งชิงรางวัลใหญ่ ภีมไม่ได้มา กันต์โทรหาไม่ติด หัวใจเขาฝืด รู้สึกเสียอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ทีมเริ่มหวั่นไหวแต่ต้องเดินหน้าต่ออย่างฝืน ๆ
ค่ำวันนั้น ภีมกลับมา เธอสารภาพกับกันต์เสียงสั่น “ขอโทษที่ขาด…” มือเธอสั่นน้อย ๆ กันต์ถาม “เกิดอะไร” ภีมเปิดใจ “พ่อขายบ้านหลังเก่าไปแล้ว ฉันกลัวจะไม่มีเหตุผลจะเรียนต่อ… กลัวจะล้มทุกอย่าง มันเป็นฝังใจตั้งแต่แม่จากไปแล้ว ทุกอย่างมัน… มัวไปหมด” เธอน้ำตาคลอ
กันต์เงียบ ไม่กดดัน เขาพูดเบา “ผมก็กลัว… กลัวพลาด กลัวจะไม่ดีพอสำหรับฝันของผม กลัวแม้แต่จะเสียคุณไปในทีม”
ความเงียบยาวนาน สองคนต่างสบตา หัวใจผ่อนคลายลงเพราะไม่ต้องใส่หน้ากากต่อกันเหมือนเดิม
หลังวันประกาศผล ทีมของเขาได้เพียงรองชนะเลิศ กันต์แสดงสีหน้าผิดหวัง ภีมนั่งเงียบข้าง ๆ “นายจะทำหนังต่อไปมั้ย?” กันต์ถอนใจ “ผมไม่รู้… แต่ผมรู้ว่าถ้าไม่ได้ทำกับคุณ มันคงไม่เหมือนเดิม” เธอยิ้มจาง ๆ กึ่งเขินกึ่งเศร้า
ฤดูฝนปีถัดมา กันต์กับภีมห่างกันไปเพราะเรียนคนละแผนก แต่วันหนึ่งขณะแวะร้านกาแฟ ใต้หน้าต่างฝนพรำ กันต์บังเอิญเห็นภีมนั่งออกแบบบ้าน ผมเธอยาวขึ้นเล็กน้อย เธอมองเขาแล้วอมยิ้ม “ยังดื่มโกโก้ร้อนอยู่เหรอ”
กันต์พยักหน้ายิ้ม ทั้งสองเป็นเพียงเพื่อนที่ต่างเติบโตขึ้นในแบบของตัวเอง สายฝนภายนอกเหมือนกำลังเล่าเรื่องเดิมซ้ำ แต่มันไม่เคยเหมือนเดิม ทุกความรู้สึกต้องใช้เวลาบ่มเพาะ—และในที่สุด ท่ามกลางสายฝนที่พรำยาวนาน คนสองคนก็เลือกจะยิ้มให้กันใหม่… โดยไม่ต้องรีบร้อนอีกแล้ว