ระยะห่างของคำว่าเรา
เสียงโทรศัพท์สั่นเบา ๆ บนโต๊ะ เตชินท์ค่อย ๆ ยกสายขึ้นมาดู ใบหน้าคมเข้มแฝงความกังวลขณะอ่านข้อความจากกลุ่มเพื่อน “ประชุมโปรเจกต์วันนี้ด้วยนะ อย่าลืม” เขาวางโทรศัพท์ลง ขยี้หางตาตัวเองเบา ๆ พลางพ่นลมหายใจ ก่อนเดินไปหยิบเสื้อแจ็คเก็ต เหลือบมองกระจก จังหวะหนึ่งก็ชะงัก เขาสบตากับตัวเองราวกับกำลังตั้งคำถามอะไรบางอย่าง แล้วจึงเดินออกจากหอพักไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บนทางเดินระหว่างคณะ ไอรีนก้าวเดินอย่างรีบร้อน กอดแฟ้มภาพสเก็ตซ์แนบอก สายตาเธอเหลือบดูเวลาบนข้อมือ ขณะที่ผมดำยาวปลิวไปกับลม มีหยาดน้ำค้างแตะที่ขอบใบหน้า เธอหยุดลงพักหอบใต้ต้นไม้ใหญ่ มองรอบตัว ไม่มีใครรู้ว่าเธอเพิ่งร้องไห้เมื่อเช้านี้
เตชินท์เดินผ่านห้องซ้อมเปียโน เสียงเพลงดังลอดออกมา เขาเผลอยืนหยุดฟัง ครู่หนึ่งราวกับลืมเวลาทุกอย่าง สายตาแอบมองผ่านบานกระจกเข้าไป เห็นไอรีนกำลังเล่นเปียโนในแสงจันทร์ สีหน้าสงบแต่แฝงความเศร้า เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินจากไป ความคิดค้างอยู่ที่เสียงเปียโนนั้น
ที่ห้องเรียนใหญ่กลุ่มวิศวกรรมเตรียมประชุมงาน เตชินท์นั่งอยู่ท้ายสุด น้ำเสียงของเพื่อน ๆ ดังผ่านหูแต่เหมือนเขาไม่ได้ยินอะไรเลย เขาขีดเขียนสมุดไม่หยุด เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามว่า “เต พรุ่งนี้พอจะช่วยหาวัสดุเพิ่มมั้ย?” เขาชะงักไป ยิ้มฝืน ๆ “เดี๋ยวลองดูให้นะ” ทุกอย่างเป็นเพียงหน้ากาก เขาไม่กล้าปฏิเสธใครมานานแล้ว
“อ้าว ขอโทษค่ะ” ไอรีนผลักประตูเข้ามาในห้องผิด เธอยืนอึ้งตรงหน้าคนกลุ่มใหญ่ “นี่ห้องประชุมวิศวะเหรอคะ?” ทุกสายตาหันไปมอง เตชินท์เงยหน้าขึ้นสบตากับไอรีน ในวินาทีสั้น ๆ โลกดูเหมือนหยุดหมุน เธอยิ้มขอโทษ เขารีบหลบตา ทำทีเหมือนไม่รู้จักกัน
หลังประชุมเตชินท์เดินลงบันได เห็นไอรีนนั่งที่ม้านั่ง เขาลังเลว่าจะทักดีไหม สุดท้ายเดินเข้าไปใกล้ ๆ “เมื่อกี้ เสียวน่าเอ็นดูนะ” น้ำเสียงติดตลกแต่คลุมเครือ ไอรีนหัวเราะเบา ๆ “วันนี้หนูเบลอไปหน่อยค่ะ” เขานั่งลงข้าง ๆ ทั้งสองนั่งนิ่ง ไม่กล้าสบตากันตรง ๆ ไอรีนพลิกแฟ้มในมือไปมา เตชินท์ก้มมองนิ้วมือตัวเอง ความเงียบแทรกกลางระหว่างเสียงนก
“งานโปรเจกต์หนักเหรอ?” ไอรีนเอ่ยถาม ความห่วงใยซ่อนอยู่ในน้ำเสียง เตชินท์พยักหน้า “มีแต่คนฝาก…ฉันก็แค่กลัวจะทำให้ใครผิดหวัง” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน ไอรีนมองหน้าช้า ๆ แววตาเศร้า “หนูก็เหมือนกันค่ะ”
ลมเย็นโชยมาต้องสองคน เตชินท์สังเกตเห็นรอยแดงจาง ๆ ใต้ตาไอรีน แต่อีกฝ่ายไม่พูดอะไรเพิ่ม ต่างฝ่ายต่างเก็บความลับไว้ในใจ
เย็นวันนั้น ไอรีนกลับไปซ้อมเปียโนอีกครั้ง เธอเท้าแขนบนคีย์เปียโน ฟังเสียงสะท้อนในห้องว่างเปล่า โทรศัพท์ดังขึ้น “แม่…” เธอกดรับสาย เสียงผู้หญิงสูงวัยพร่ำถามเรื่องเรียน ไอรีนฟังเงียบ ๆ คำตอบสั้น ๆ “ค่ะ…ยังซ้อมอยู่…เดี๋ยวกลับดึกหน่อย” น้ำเสียงฝืนปกติ หลังวางสาย เธอปล่อยน้ำตาไหลใต้เสียงเพลง
คืนนั้น เตชินท์นั่งคบคิดอยู่ในห้อง พลิกสมุดภาพร่างในมือ เขาวาดรูปอะไรบางอย่างไว้ ลายเส้นเหมือนไอรีนแต่ไม่ได้ตั้งใจ เขากดโทรศัพท์หาพี่สาว “ถ้าเราไม่กล้าทำเรื่องที่สำคัญ…มันจะแย่ไหม” พี่สาวหัวเราะเบา ๆ “ชีวิตมันมีแต่เสียใจ เพราะเราไม่ลองกล้า” เขานิ่งเฉย ปล่อยคำถามล่องลอยในหัว
หลายวันต่อมา เขาบังเอิญเห็นไอรีนกำลังถ่ายรูปผลงานศิลปะหน้าคณะ เธอยิ้มกับกล้องด้วยความสดใสแต่แววตาเทา ๆ เขาชะเง้อดู เห็นว่าในทุกเฟรมมีแต่ผลงานตัวเอง ไม่มีรูปกับเพื่อน ๆ
ในห้องสมุดวันหนึ่ง เตชินท์เจอไอรีนกำลังง่วนกับการร่างต้นแบบนิทรรศการ เขาเดินเข้าไปใกล้ “กำลังทำอะไรอยู่?” ไอรีนยิ้มให้ “จะจัดนิทรรศการเดี่ยว งานหนักเหมือนยกภูเขา…” เขายิ้ม “เธอเก่งอยู่แล้ว” ไอรีนหัวเราะ “แต่ยังไม่เคยเก่งพอสำหรับบ้านหนูเลย” ในแววตามีบางสิ่งค้างคา เขาไม่ได้ถามต่อ
สัปดาห์ต่อมา เตชินท์โดนเรียกพบอาจารย์ เขาถูกคอมเมนต์เรื่องงานกลุ่มไม่สมดุล เขานิ่ง ไม่กล้าเถียง ทั้งที่ในใจอยากปกป้องตัวเองแต่ก็กลัวจะทำให้ทุกอย่างพัง พอกลับไปที่ลานคณะ เขาเห็นไอรีนกำลังเล่นเปียโนอยู่คนเดียว ใครบางคนเดินผ่านเธอไป บางคนเมินเฉย เหมือนไม่มีตัวตน
คืนนั้น ไอรีนได้รับอีเมลจากแม่สารภาพว่าต้องการให้กลับไปช่วยธุรกิจทางบ้าน เธอเปิดดูภาพในโทรศัพท์ — เด็กหญิงตัวเล็กนั่งวาดรูปอยู่ในห้องอับ ท่ามกลางเสียงสะอื้น ไอรีนลูบจอเบา ๆ ก่อนลุกไปซ้อมเปียโนต่อ ตาของเธอแดงอีกครั้ง
ช่วงสอบกลางภาค ทุกคนเคร่งเครียด เตชินท์กับไอรีนไม่ได้คุยกันประมาณหนึ่งสัปดาห์ วันหนึ่งหลังสอบ เตชินท์นั่งอยู่ในสวน ไอรีนเดินผ่านมา เห็นเขานั่งเหม่อ เธอหยุด ลังเล ก่อนจะนั่งข้าง ๆ “เหนื่อยไหม?” เขาส่ายหน้า “เท่าเดิม…เหมือนเดิมตลอด” ไอรีนยิ้มอ่อน “เราก็เหนื่อย” ทั้งคู่หัวเราะบางๆ กลุ่มเมฆเคลื่อนผ่าน ตะวันพราวบนฟ้า ฉับพลันทั้งสองก็รู้สึกถึงความจริงใจกะพร่องกะแพร่งที่แผ่ขยายระหว่างกัน
ค่ำวันหนึ่ง กลุ่มเพื่อนชวนเตชินท์ไปปาร์ตี้ เขาลังเลแต่ก็ไป เที่ยงคืนเตชินท์เมาเล็กน้อย โทรศัพท์ดังขึ้นเป็นข้อความ “สู้ ๆ กับโปรเจกต์นะ” จากไอรีน เขายิ้มเมามาย มีจังหวะที่เขากำลังจะตอบกลับซึ้ง ๆ แต่ก็ลบทิ้ง… เขาแค่พิมพ์ “เธอด้วย” แล้วกดส่ง
ในคืนเดียวกัน ไอรีนนั่งฟังเสียงสายฝนที่เคาะหน้าต่าง เธอค่อย ๆ อัดเสียงตัวเองเล่นเปียโน ส่งคลิปสั้น ๆ ไปในกลุ่มเพื่อน ไม่มีใครตอบกลับ… เธอมองมือถือ แจ้งเตือนเงียบสนิท
สัปดาห์หลังจากนั้น ไอรีนเผลอพูดบางอย่างกับเพื่อนร่วมกลุ่มว่า “ถ้าเราไม่เรียนศิลปะ แม่จะสบายใจกว่านี้…” เพื่อนมองหน้าเธอ ไอรีนตัดบทหัวเราะกลบเกลื่อน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันอาทิตย์ เตชินท์ชวนไอรีนไปเดินงานศิลป์ที่สวนสาธารณะ สองคนเดินเคียงข้าง ไอรีนถามเขาถึงโปรเจกต์ที่กลัวล้มเหลว เขาหยุดคิด “ฉันกลัวคนผิดหวัง” ไอรีนยิ้มเศร้า “แต่ถ้าทำตามใจตัวเอง เราก็ผิดหวังคนอื่นเหมือนกัน…” ทั้งคู่เดินเงียบ ๆ เสียงรองเท้าย่ำลงบนพื้นหญ้าเป็นจังหวะฟังดูไกลๆ จากโลกวุ่นวาย
จู่ ๆ ฝนตกลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เตชินท์กับไอรีนวิ่งหลบเข้าไปใต้ศาลา เปียกปอนนิดหน่อย ต่างคนต่างหัวเราะ ไอรีนสั่นเล็กน้อย เตชินท์ถอดแจ็คเก็ตคลุมให้ ความเงียบโอบล้อมขณะสองสายตาสบกัน ก่อนที่ไอรีนจะแอบเบือนหน้าไปอีกทาง “เต…เคยคิดอยากหนีอะไรบางอย่างไหม” เขานิ่ง “ทุกวันเลย”
หลังวันนั้น สองคนแทบไม่ได้คุยกัน เตชินท์เริ่มหมกตัวมากกว่าเดิม ไอรีนฝังใจอยู่กับอีเมลของแม่ ขวัญกำลังใจถดถอย ในห้องซ้อมเปียโน ไอรีนพยายามเล่นเพลงให้จบ แต่กลางคันเธอหยุดแล้วร้องไห้
เตชินท์ได้รับข้อความจากพี่สาว “ถ้าเธอไม่ยอมพูด เธอก็จะเสียใจอยู่อย่างนี้” เขาอ่านข้อความนั้นอยู่หลายรอบ ก่อนลบ แล้ววางโทรศัพท์หันหน้าสู่ผนังห้อง นอนนิ่งในความมืด
ในวันสอบปลายภาค ไอรีนตัดสินใจขอพบอาจารย์ที่ปรึกษา เธอเปิดใจสารภาพถึงความฝันและแรงกดดันของครอบครัว ทั้งน้ำตา อาจารย์เพียงพยักหน้า บีบมือให้ ย้ำว่า “ในที่สุด เธอต้องใช้ชีวิตตัวเอง” ไอรีนซึมแต่ก็เริ่มมีกำลังใจ
เย็นวันหนึ่งหลังสอบ เตชินท์บังเอิญเห็นไอรีนร้องไห้คนเดียวบนม้านั่ง เขาเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ เธอไม่พูดอะไร เขาไม่พูดอะไร ต่างฝ่ายต่างนั่งนิ่ง น้ำตาไหลเงียบ ๆ ผ่านไปนานจนฟ้ามืด เตชินท์พูดเสียงเบา “เธอเก่งแล้ว เก่งมากด้วย” ไอรีนผงกหัว “ขอบคุณนะ” เสียงสั่นนิด ๆ แต่จริงใจ
ตลอดเทอมหนึ่งทั้งคู่ห่างกันมากขึ้นด้วยงานและปัญหาใจ วันรับปริญญาใกล้มาถึง ไอรีนเริ่มเตรียมตัวเตรียมใจจะกลับไปบ้าน เตชินท์ได้รับข่าวว่าต้องทำโปรเจกต์ใหม่ ความเครียดกดดันจนนอนไม่หลับ
คืนก่อนวันรับปริญญา ไอรีนส่งข้อความมาว่า “ขอบคุณที่อยู่ตรงนี้ ถึงไม่ได้บอกอะไรมาก แต่รู้ว่าตลอดมา… มีเตอยู่” เตชินท์อ่านข้อความนานมาก เขาคิดจะพิมพ์ตอบยาว ๆ แต่สุดท้ายแค่พิมพ์ “ขอบคุณเหมือนกัน” ส่งไปสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก
เช้าวันรับปริญญา สนามหญ้าแน่นขนัดด้วยผู้คน ไอรีนยืนอยู่ท่ามกลางครอบครัว เตชินท์ส่งสายตามองจากไกล ๆ ไม่กล้าเข้าไป ไอรีนเหลือบเห็นเขา ยิ้มให้เล็กน้อย แล้วเดินจากไปพร้อมครอบครัว เตชินท์มองตาม หัวใจว่างเปล่า
เวลาผ่านไปหลายเดือน สองคนต่างเงียบหาย ไม่มีการสื่อสาร วันหนึ่ง เตชินท์ได้รับโปสการ์ดจากต่างประเทศ เป็นภาพสวนศิลป์ อักษรเขียนด้วยลายมือ “สำหรับคนที่กลัวผิดหวัง สวนแห่งนี้เต็มไปด้วยคนกล้าที่จะพลาด ขอบคุณที่เคยอยู่ข้าง ๆ กันในวันที่เรากลัว” ไม่มีชื่อผู้ส่ง แต่เขารู้ดีว่าเป็นไอรีน
ค่ำวันหนึ่งในร้านกาแฟเงียบ เตชินท์นั่งอ่านโปสการ์ดซ้ำ ๆ แล้วส่งเมลตอบกลับ “โลกเรากว้างกว่าที่คิด…เราเองจะลองกล้าบ้าง” เขาแนบรูปวาดภาพผู้หญิงเล่นเปียโนใต้แสงจันทร์ไปด้วย ส่งเมลไปอย่างไม่คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบ
หลายสัปดาห์ถัดมา อีเมลใหม่แจ้งเตือนเสียงคุ้นเคย ไอรีนส่งคลิปเล่นเปียโนเพลงเดิม พร้อมคำบรรยายสั้น ๆ “บางที…ระยะห่างอาจไม่สำคัญเท่าความกล้าเดินข้ามหัวใจตัวเอง” เตชินท์ยิ้มทั้งน้ำตา โลกทั้งใบสดใสขึ้นเล็กน้อย การเติบโตในความกลัวไม่ใช่จุดสิ้นสุดเสมอไป