สองเส้นขนานที่ปลายทางเดียวกัน
เสียงฝนโปรยยามเช้าเคาะเป็นจังหวะระรัวบนกระจกใส ภายในออฟฟิศเล็ก ๆ กลางเมืองกรุงเทพฯ พีทนั่งอยู่ตรงโต๊ะใกล้หน้าต่าง มือข้างหนึ่งจับแก้วกาแฟ อีกข้างเปิด notebook ช้า ๆ นาฬิกายังไม่ถึงเวลาเข้า แสงฝนพร่ามัวข้างนอก ทำให้อารมณ์เขาคล้ายจะแหว่งวิ่นเหมือนอากาศวันนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขณะที่เขาพลิกแฟ้มเอกสารซ้ำไปซ้ำมา เงาร่างของใครบางคนก็เดินเข้ามาในห้องเงียบ พลาสติกจากร่มน้ำหยดแหมะลงบนพื้น ก่อนสาวผมยาวในเสื้อสูทลายตารางจะถอนใจเหนื่อยหอบ
“ขอโทษค่ะ พี่…ขอผ้าซับหน่อยได้มั้ย” เธอพูดเสียงเบาแต่จริงจัง
พีทชำเลืองดู เห็นใบหน้าหมวย ดวงตาดื้อดึงใต้คิ้วหนา เขาลุกไปรื้อหาทิชชู่ในลิ้นชักส่งให้เธอ
“แต่งตัวจัดขนาดนี้ ฝนก็ยังกล้าไล่ตามมางานวันแรกเหรอ” พีทว่า กึ่งเหน็บกึ่งแซว
“ถ้าทำพังแต่เช้า จะได้มีข้ออ้างกลับบ้านเลย” สาวคนนั้นยิ้มติดมุมปาก รับทิชชู่มาเช็ดร่มอย่างระวัง
บรรยากาศอึดอัดอยู่อึดใจ ก่อนเสียงนายก้อง ผู้จัดการฝ่ายขายจะดังขึ้นหน้าห้องประชุม “ขอเชิญประชุมพนักงานใหม่!”
พีทมองเบา ๆ “โชคดีนะคุณ…”
“ยุ้ยค่ะ” เธอส่งสายตามาสั้น ๆ พีทพยักหน้า ก่อนทั้งคู่เดินเข้าสู่ช่วงแนะนำตัวที่ชวนระอาใจ
รอยยิ้มประจบบนใบหน้าคนอื่นไม่ได้เกิดขึ้นกับยุ้ย เธอดูเก็บตัว ตอบถามสั้นโดยไม่มีท่าทีนอบน้อมเกินจำเป็น ต่างจากพีทที่ผ่านแผนกมาหลายปี จนรู้กระบวนท่าทางโลกในที่ทำงานทุกช็อต
“คนนี้คงเป็นโปรไฟล์แรง ลูกคนมีฐานะฝากเข้ามาอีกแล้วล่ะมั้ง” เสียงซุบซิบข้าง ๆ ทำให้ยุ้ยเหลือบตามามอง ไม่ตอบโต้อะไรหน้านิ่ง พีทฟังแล้วลอบถอนหายใจ
หลังประชุม ยุ้ยเดินหมุนมือถือเล่นที่ระเบียง พีทออกมาสูบบุหรี่ ยุ้ยเลี่ยงสายตาคน หยิบสมุดจดเล็ก ๆ ขึ้นมาเขียนบางอย่างเร็ว ๆ
“เขียนอะไร” พีทถามพลางดุนควันออกเบา ๆ
ยุ้ยมองแต่กระดาษ “บันทึกสิ่งที่อยากจะพูด แต่ไม่ได้กล้าพูดกับใคร เดี๋ยวก็ลืม…”
พีทยิ้มเอื่อย ๆ “ถ้ามีอะไรอยากบ่น ก็บ่นกับต้นไม้แทนควันบุหรี่สิ”
เธอแค่นเสียงในลำคอ ไม่ตอบ
วันถัดมา พีทพยายามช่วยยุ้ยทำความเข้าใจกับงานใหม่ หลายอย่างยุ้ยไม่เข้าใจ เจอระบบเอกสารซับซ้อนก็ยังพยายามแกล้งเก่งไม่ถามใคร
“ถ้างานนี้ยากขนาดนี้ ทำไมถึงเลือกมาเนี่ย” พีทถามจริงจังกลางเวลาพัก
ยุ้ยวางช้อนขนมปัง อึกอักมองผ่านหน้าต่างฝนพรำ “เพราะมันเป็นงานที่ไม่มีใครรู้จักฉันมาก่อน…ที่อื่นฉันเป็นแค่ลูกใคร แต่ที่นี่…” เธอเงียบไป ท่าทีเหมือนกลัวแสดงความอ่อนแอ
พีทพยักหน้า “ผมก็เคยหนีอะไรบางอย่างมาเหมือนกัน” เขาใช้ภาษากาย ส่งมือไขว้ไปที่แผลเปื่อยเก่าที่ข้อมือ กำลังจะพูดต่อแต่ชะงัก
ยุ้ยสังเกตสายตา แต่ไม่ถามต่อ เธอยกแก้วน้ำดื่ม กลบความเงียบที่เย็นเฉียบ
ตลอดสองสัปดาห์แรก ทั้งคู่ต่างเรียนรู้นิสัยกันและกัน พีทเป็นคนขี้ประชด ถ้าสถานการณ์ตึงเครียดมักกลบความประหม่าไว้ด้วยมุกขำกลิ่นฟาดๆ ส่วนยุ้ยเลือกปิดตัวเองด้วยความเฉยชา ไม่ไว้ใจสังคมรอบข้าง เธอไม่ร่วมวงกับใครง่าย ๆ
จนมีอยู่วันที่แผนกต้องเร่งส่งโปรเจ็กต์ใหญ่ ทั้งทีมอยู่ดึก ยุ้ยนั่งแก้กราฟข้อมูลจนหงุดหงิด พีทเดินมาวางขนมบนโต๊ะเธอ
“มีกาแฟร้อน กับขนมเหมือนเชิญให้ใจชื้น แต่อย่าบอกใครว่าผมห่วงคุณ เดี๋ยวเสียลุค” เขากระซิบใกล้ ๆ
ยุ้ยหัวเราะในลำคอ “งั้นก็คืนให้ไปสิ ฉันไม่อยากหนี้บุญคุณคนหน้าไม่อาย”
แต่เธอกินขนมนั้นจนหมด กระทั่งพีทจับได้ เธอหันมาค้อนอย่างเอียงอาย
สามสัปดาห์ผ่านไป ความสัมพันธ์ทั้งคู่เริ่มออกดอกแบบเงียบ ๆ ทั้งในเวลางานและนอกเวลา มีช่วงที่ต้องร่วมกันจัดนิทรรศการบริษัท พีทกับยุ้ยแบ่งหน้าที่ พีทดูแลฝ่ายประสานทุกอย่างวุ่นวาย ยุ้ยเน้นงานเบื้องหลัง เห็นความอ่อนโยนในกันและกันจากเรื่องเล็ก ๆ
คืนหนึ่งขณะเก็บของ พีทยื่นมือข้ามกล่องไปช่วยแต่ไม่กล้าแตะมือเธอ มองสบตากันนิ่ง ๆ เหมือนจะพูดบางอย่างแต่ก็เงียบ ยุ้ยเป็นฝ่ายผละสายตาก่อน
แต่แล้วเหตุการณ์บางอย่างก็เปลี่ยนทุกอย่าง ในวันที่บริษัทประกาศปรับโครงสร้าง ต้องมีคนลาออกหนึ่งคนในทีม ยุ้ยกับพีทคือสองคนที่ถูกพิจารณามากสุด เพราะหนึ่งคนเป็นพนักงานใหม่ อีกคนเป็นคนที่ผู้ใหญ่ในแผนกไม่ค่อยปลื้ม
ข่าวลือแพร่ว่าพีทจัดการบางอย่างผิดพลาดในอดีต เคยถูกเตือนจนเกือบถูกไล่ออก เมื่อก่อนเคยทำงานที่อื่นแต่ลาออกเพราะปัญหาเรื่องเงิน ยุ้ยได้ยินเข้า ก็รู้สึกประหลาดใจ
เย็นวันนั้นพีทเดินออกไประเบียงหลังออฟฟิศ ยุ้ยตามไปด้วยเงียบ ๆ
“นายเคย…มีปัญหาเรื่องเงินขนาดนั้นจริงเหรอ”
พีทพยักหน้า ไม่หลบตา “ผมโกหกแม่เรื่องโบนัส จนต้องขโมยเงินบริษัทเพื่อใช้หนี้ แถมเพื่อนที่ไว้ใจก็หักหลัง แต่…ผมถูกเรียกมาคุยและถูกให้โอกาสที่สองที่นี่”
ยุ้ยมองเขา “แล้วตอนนี้ล่ะ ทำไมถึงยังอยู่งานที่เหมือนจะไล่นายออกได้ทุกวันแบบนี้”
“บางทีผมก็อยากพิสูจน์ให้ตัวเองว่าผมเปลี่ยนได้ แต่ตอนนี้…” เขานิ่งไป “…ผมแค่อยากอยู่ต่อ เพราะอยากเห็นคุณหัวเราะอีก”
ยุ้ยหลบตา แก้มแดงทั้งที่ฝนเย็นยะเยือกชื้นไปทั้งร่าง เธอพูดเบา ๆ “นายกล้าเผชิญกับเรื่องแย่ ๆ ได้มากกว่าฉันอีก ฉันแค่..หนี”
หลังเหตุการณ์นั้น ทั้งคู่ต่างรู้สึกผูกพันขึ้นแต่ไม่กล้าก้าวข้ามเส้นแบ่ง อารมณ์แปลกประหลาดระหว่าง “เพื่อนร่วมงานที่สนิทมาก” กับ “คนรู้ใจแต่อาจเสียไปถ้าสารภาพผิด” ติดค้างในหัวยุ้ยทุกเช้าเย็น
ค่ำหนึ่ง ยุ้ยนั่งเงียบที่คาเฟ่ พีทโผล่มานั่งตรงข้ามโดยไม่ได้ชวนล่วงหน้า ทั้งสองสั่งลาเต้กับเค้กช็อกโกแลต พีทมองนาฬิกาพลางเกาหัว
“สมมติถ้า…นายต้องเลือกระหว่างงานกับ ใครสักคน นายจะเลือกแบบไหน” ยุ้ยถามขึ้นมาโดยไม่มองเขา
พีทหัวเราะหึหึ “ผมล้มเหลวเพราะเลือกผิดมาหลายเรื่องแล้ว…แต่ถ้าเลือกได้ ผมอยากขอโอกาสใหม่ให้อะไรที่ยังไม่เคยลองจริง ๆ สักครั้ง”
ยุ้ยนิ่ง หยิบสมุดเล็ก ๆ ออกมาเขียนอะไรบางอย่าง
บรรยากาศคุ้นเคยในทีมงานเริ่มเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดจริงจัง ผู้จัดการนัดประชุมฉุกเฉิน ทุกคนในแผนกลุ้นผลประกาศ พีทดูเครียดผิดปกติแต่ฝืนยิ้มให้ยุ้ย ยุ้ยเองเริ่มกลัวจะเสียเพื่อนคนเดียวในออฟฟิศ
จนถึงวันประกาศชื่อ พีทเป็นฝ่ายถูกเลือกให้ลาออก เขาลุกออกอย่างมีศักดิ์ศรี ยุ้ยมองตามใจหาย เธอคิดจะทำอะไรสักอย่างแต่กลับพูดไม่ออก
หลังเลิกงานวันนั้น ยุ้ยมองสมุดโน้ตเก่า พลันน้ำตาไหล เธอโทรหาพ่อ แม่ เพื่อพูดความในใจครั้งแรกว่าเธอไม่อยากถูกกำหนดชีวิตโดยคนอื่น ตัดสินใจเขียนจดหมายถึงผู้ใหญ่ในบริษัท เสนอตัวเองออกแทนพีท
คืนเดียวกัน พีทเดินตากฝนกลับห้อง หยิบโทรศัพท์มาโต้เถียงแม่ที่โทรมาถามเรื่องงานใหม่ ท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง เขาปล่อยน้ำตาไหลเงียบ ๆ แล้วหัวเราะกับตัวเอง
วันต่อมา มีประกาศใหม่ บริษัทเปลี่ยนใจรับพีทกลับ เพราะยุ้ยลาออกเอง ทั้งทีมตกใจ พีทรีบไปหายุ้ยที่คาเฟ่เดิม เจอเธอกำลังแกะขนมชิ้นเล็ก เขาสบตาเธอแล้วนิ่งอยู่นาน
“ทำไมถึงทำงี้…มันใจร้ายกับตัวเองนะ”
ยุ้ยฝืนยิ้ม น้ำตาซึม “ที่บ้านฉันไม่เคยยอมรับฉัน ในสิ่งที่ฉันเลือกเองได้เลย ครั้งนี้ฉันขอเป็นฝ่ายเลือกบ้าง ลองเชื่อในความรู้สึกตัวเองสักที”
พีทยกมือแตะแก้มเธอแผ่วเบา ช้า ๆ พูดเสียงสั่น “ถ้าฉันขี้ขลาดพอ ๆ กัน เราก็คงอยู่ข้างกันไม่ได้เลยนะ”
ยุ้ยสบตาแล้วก้มหลบ “จะว่าไป นายก็กลัวเหมือนกันนี่นา…”
ทั้งสองนั่งเงียบ ยิ้มให้กันคนละแบบ พีทอยากพูดแต่กลัวจะเสียเธอไป ยุ้ยกล้าทำแต่ไม่กล้าพูด ดังนั้นความรู้สึกจึงถูกทิ้งค้างไว้ในอากาศ เท่านั้น
หลังจากวันนั้น พีทยังคงมาทำงานที่เดิม ยุ้ยก็หายไปสองเดือน ทุกเช้าเขาจะวางลาเต้สองแก้วไว้บนโต๊ะตัวเอง กับโต๊ะว่างเปล่า ใครเดินเข้ามาเห็นก็นึกว่าเขาเพี้ยน แต่เขายอมรับความรู้สึกนี้ แม้ไม่มีคนรับ
ยุ้ยส่งรูปภาพดอกไม้กับลาเต้กลับมาให้พีทในเช้าวันหนึ่ง พร้อมข้อความว่า “ขอโอกาสรับผิดพลาดใหม่ได้มั้ยคราวนี้”
พีทยิ้มปนร้องไห้ เปิดบันทึกใหม่แล้วเขียนเพียงประโยคเดียว “เราขีดเส้นขนานเอง แต่เรายังรอก้าวข้ามไปหาเส้นเดียวกัน ในวันที่กล้าพอ สักวัน”
เสียงฝนยามนั้นบนหน้าต่าง ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป