ฝนตกที่สยามสแควร์
ลมเป่าส่งกลิ่นชื้นๆ บนถนนสยามสแควร์ยามเย็น ท้องฟ้าครึ้มเอาแน่เอานอนไม่ได้ คนผ่านไปมาหัวหมุนกับกระเป๋า ถุงช็อปปิ้ง กระป๋องกาแฟ สายไหมยืนรอรถเมล์ใต้ต้นไม้มือขวากำตำรา “ฟิสิกส์สำหรับชีวิต” แน่น ใจว้าวุ่นเรื่องสอบสัมภาษณ์ทุนแลกเปลี่ยนในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า เม็ดฝนเริ่มกระทบปลายจมูกทีละน้อย เธอสบถในใจ ขณะที่หันซ้ายขวาหาที่หลบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงสายฝนหล่นลงอย่างไม่มีการเตือน ผู้คนแตกกระจาย วิ่งพรวดเข้าไปยังร้านต่างๆ กันวุ่น สายไหมรีบยกหนังสือขึ้นบังหัวแล้วพุ่งตรงเข้าร้านกาแฟเล็กกลางแถวนั้น ชนเข้ากับเด็กผู้ชายสวมเสื้อพนักงานที่กำลังก้มล็อคประตู เสียงแก้วน้ำตกกระทบพื้น
“โว้ย! ดูตาม้าตาเรือหน่อยได้ไหม!” หนุ่มคนนั้นที่ดูหัวเสียเงยหน้าขึ้น สบตากับสายไหมที่ยังตั้งตัวไม่ทัน น้ำค้างบนผมเปียกซ่ามไปทั้งหัว
“แล้วนายเอาประตูมาขวางทางคนเข้าแบบนี้ ฉันผิดเหรอ?” เธอตอบสวนทันควัน เสียงแหลมด้วยความโมโห เขายกคิ้ว ทำท่าจะย้อนกลับ แต่คุณป้าคนหนึ่งเดินผ่านเข้ามา บรรยากาศค้างคา
ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทั้งคู่จำใจต้องอยู่ในร้านเดียวกัน ต้นหนุ่มพนักงานร้านกาแฟหยิบผ้าขนหนูมาให้สายไหมโดยไม่สบตา เธอรับด้วยความลังเล มือสั่นจากฤทธิ์ฝนและอะไรบางอย่างคล้ายความอาย
“ขอบใจ…นะ” น้ำเสียงจริงจังครั้งแรกในรอบห้านาที เขาเหลือบตามอง ก่อนหย่อนเสียงนุ่ม ๆ “จะรับอะไรไหม กาแฟหรือโกโก้?”
สายไหมส่ายหน้า ดูเหมือนเธอจะเริ่มเห็นความอ่อนโยนในมุมแข็งกร้าวของเขาบ้าง ต้นเดินไปหยิบหม้อต้มโกโก้เหมือนพยายามหลบความเขิน
เมื่อฝนซา สายไหมหยิบกระเป๋าเตรียมออกไป จังหวะที่เดินออกจากร้าน เธอหันกลับมาหาต้น “ขอโทษเรื่องเมื่อกี้นะ จริง ๆ ฉันก็ซุ่มซ่ามเอง” เพียงวูบเดียวที่เขายิ้มโดยไม่ทันคาดคิด หัวใจเธอสั่นไปเล็กน้อย
วันถัดมา สายไหมตั้งใจจะมาใช้ไวไฟร้านกาแฟทำรายงาน เธอไม่ได้คิดมากเรื่องเมื่อวาน จนได้เจอกับต้นอีกครั้ง เขายังไม่พูดอะไร แต่มองผ่าน ๆ เหมือนไม่สนใจนัก
“วันนี้ลูกค้าแน่นจัง” เธอเอ่ยทำลายความเงียบ เหมือนจะอยากหาเรื่องคุย เขายกไหล่ “ปกติช่วงสอบ เด็กมหาลัยชอบมานั่งแช่…แบบเธอ”
“อ๋อ… ฉันจะไม่สั่งกาแฟก็ได้ กลัวนายหาว่าแช่ร้านฟรี” สายไหมประชดกลับ
ต้นยิ้มมุมปากนิด ๆ แล้วเข้าครัวไป ท่ามกลางเสียงเครื่องชงกาแฟและลูกค้าที่เปลี่ยนหน้าเข้ามา การปะทะกันเบา ๆ กับสายไหมเหมือนเป็นนิสัยที่เขาคุ้นชินไปในที่สุด
ช่วงพักกลางวัน ต้นนั่งเล่นกีตาร์หลังร้าน เสียงเพลงไทยยุค 90 แว่วลอดมา สายไหมกรอบขนมปังในมือผงะ “นี่เล่นของใคร?” เธอถามเสียงแปลกใจ
“พี่ชายแต่งไว้” ต้นตอบเรียบ ๆ สีหน้าเศร้าแต่พยายามเก็บอารมณ์เอาไว้
สายไหมสังเกตแววตาเขา พลันเกิดความอยากรู้ “นายเคยมีวงดนตรีเหรอ?”
เขาหันหน้าหนีไปอีกทาง “ก็เคย…แต่ตอนนี้เล่นคนเดียว” คำตอบนั้นมีน้ำหนักบางอย่างที่สายไหมไม่กล้าถามต่อ
ตั้งแต่วันนั้น เธอแวะมาที่ร้านบ่อยขึ้น เป็นข้ออ้างว่าไวไฟเร็ว แต่ความจริงคือเธอสนใจเนื้อเพลงที่เขาเล่นเย็นนั้นมากกว่า ยิ่งได้นั่งโต๊ะติดกัน เธอยิ่งค้นพบรอยร้าวเล็ก ๆ ในแววตาที่ต้นชอบซ่อนไว้
คืนหนึ่ง สายไหมกลับหอช้า ฝนตกอีกครั้ง เธอพบต้นนั่งหลบหลังร้าน กีตาร์ข้างตัว พลาสติกคลุมเปียกน้ำ ฝนโปรยปรายพร่างพรู เธอเดินเข้าไปนั่งใกล้ ๆ
“ถ้านายอยากพูดอะไรก็พูดเถอะ ฉันฟังได้” เธอว่าเสียงเบา
เขาไม่พูดอะไรอยู่นาน ก่อนจะเอ่ย “พ่อกับแม่อยากให้ฉันเข้าวิศวะ…แต่ฉันไม่เคยชอบ เลยทะเลาะกันบ่อย นายเคยมีอะไรคล้าย ๆ แบบนี้ไหม?”
สายไหมถอนใจยาว “บ้านฉันก็อยากให้เป็นหมอ ฉันอยากเรียนฟิสิกส์…เลยต้องมาหาทุนเอง” ทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ บนความเหงาในใจ
วันสอบสัมภาษณ์ สายไหมตื่นเต้นจนเหงื่อซึม เธอแวะมากาแฟหน้านิ่ง ๆ ต้นเห็นเธอกำมือจนแน่น เลยวางแก้วน้ำเย็นใส่ห่อขนมไว้ให้บนโต๊ะ
“ถ้าตื่นเต้นมากก็กินน้ำ เปียกขาแต่หายกลัว” เขาแกล้งแซว แต่แววตาอบอุ่นเอาใจใส่นั้นมากกว่าการพูดปลอบใจธรรมดา
เธออมยิ้ม ตอบกลับ “นายก็เหมือนขนมเปียกฝอยไหมนะ ดูไม่นุ่มแต่ข้างในหวาน” เขาหัวเราะ เธอเริ่มรู้สึกว่าการได้ใกล้ชิดต้นมันสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ งอกงามผ่านวันสอบ ผ่านเพลงที่ต้นแต่งช่วงพัก และเสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้นทุกทีที่ได้อยู่ด้วยกัน
จนกระทั่งวันหนึ่ง ต้นเปิดสมุดโน้ตเพลงให้สายไหมอ่าน “ช่วยดูหน่อย…ฉันจะแต่งท่อนนี้ยังไงดี” เธอเขิน ๆ ก่อนจะลองเขียนเนื้อเพลงเพิ่มลงไป ประโยคสั้น ๆ เกี่ยวกับการรอคอยและความกลัวที่จะสูญเสียใครสักคน
ต้นอ่านออกเสียง ก่อนจะเงียบไปจังหวะหนึ่ง “ชอบนะ…แต่กลัวไหม เวลารู้ว่าถ้าฝันของเรามันสวนทางกันขึ้นมาจริง ๆ?”
สายไหมนั่งนิ่ง “ถ้าต้องเลือก ฉันก็ยังอยากไปแลกเปลี่ยน…แต่ก็ไม่อยากเสียอะไรตรงนี้”
ช่วงเวลานั้น คลื่นความไม่แน่นอนถาโถม ทั้งสองต่างมีเส้นทางที่ต้องเลือกเดิน หลังวันสัมภาษณ์ผลออกมา สายไหมได้ทุนแลกเปลี่ยน เธอดีใจแต่ก็กลับมาที่ร้านกาแฟด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“นายว่าถ้าฉันไป…มันจะเหมือนวงดนตรีที่เล่นไปแล้วไม่มีใครฟังไหม?” เธอถามเสียงสั่น
ต้นอดกลั้นความเศร้า “ถ้ามันเป็นเพลงโปรด ยังไงคนที่ชอบจริง ๆ ก็จะรอฟังเสมอ” น้ำเสียงเขานุ่มลึกแต่สะกดความรู้สึกไว้ท้ายประโยค
เธอไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่กำขอบแก้วแน่น
ห้วงเวลานั้น ทั้งคู่ทำเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ความรู้สึกบางอย่างหนักอึ้ง ตั้งแต่คืนที่สายไหมบอกลา ว่าจะไปเรียนต่อ ความเงียบยืดยาวบดบังเสียงหัวใจที่บีบคั้น
วันสุดท้ายก่อนเดินทาง ฝนตกหนักอีกครั้ง สายไหมมาที่ร้าน ต้นนั่งอยู่มุมเดิม กีตาร์อยู่ข้างตัว เธอนั่งข้างเขา เงียบไปนานเหมือนไม่มีอะไรจะพูด
“ฉันกลัว…ว่าพอกลับมา ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม” น้ำเสียงเธอสั่น
ต้นมองออกไปนอกหน้าต่าง “ฉันก็กลัว…กลัวว่าตัวเองจะยังอยู่ที่เดิม ทั้ง ๆ ที่เธอไปไกลแล้ว” เสียงเขาขาดหายช่วงหนึ่ง
สายไหมหันไปสบตา “ถ้านายจะรอ…ก็ขอแค่ให้ฉันได้กลับมาหาใครสักคนที่ยังอยู่ตรงนี้”
เขายิ้มบาง “ฉันรอได้ แต่เธอสัญญาไหมว่าจะกลับมา ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่หัวใจด้วย”
สายไหมน้ำตาซึม “สัญญา” เธอลุกขึ้นกอดเขา แนบใบหน้ากับไหล่ที่เคยเป็นที่พึ่งทุกวันฝน ทั้งคู่ร้องไห้เงียบ ๆ ในอ้อมแขนกัน
สายไหมไปเรียนต่างประเทศ ความสัมพันธ์ถูกเว้นห่างด้วยระยะทางและความเงียบ ทั้งสองพูดคุยกันทางวิดีโอคอลบ้างแต่ไม่บ่อย ต่างมีเรื่องราวใหม่ ๆ แต่เสียงหัวใจยังจดจ่ออยู่ที่เดิม
หลายเดือนผ่านไป ความเข้าใจผิดเล็ก ๆ เริ่มก่อตัวขึ้น สายไหมเห็นภาพต้นกับหญิงสาวคนหนึ่งหน้าใหม่ในร้านกาแฟ เธอเข้าใจผิดว่าต้นมีคนใหม่ จึงอารมณ์เสียและเริ่มตอบแชตช้าลง ต้นมิอธิบาย ทะเลาะกันผ่านหน้าจอ สุดท้ายสายไหมไม่ยกหูรับสายอีกหลายวัน
ต้นพยายามติดต่อสายไหม เพื่อนร่วมร้านต่างคอยเชียร์ให้เขาไปหาความจริง เขาตัดสินใจอัดคลิปเล่นกีตาร์เพลงใหม่ที่แต่งจากเนื้อเพลงที่สายไหมเคยเขียนส่งไปให้ เธอเปิดดูบ่อยครั้งแต่ไม่ยอมตอบกลับ จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอได้ยินเสียงฝนพรำระหว่างเดินคนเดียวอยู่ต่างแดน เพลงของต้นทำให้เธอหยุดเดิน น้ำตาคลอเบ้า
วันรุ่งขึ้น เธอทักไปหาเขา “ฉันโง่เอง…ที่ด่วนตัดสินโดยไม่ฟังนายอธิบาย” ข้อความสั้น ๆ แต่ความรู้สึกหนักแน่น ต้นตอบทันที “ฉันก็ไม่ได้ดีไปกว่านาย…แต่ฉันยังรออยู่ตรงนี้”
เวลาค่อย ๆ เยียวยาความสัมพันธ์ ทั้งคู่กลับมาพูดคุย ปรับความเข้าใจกันมากขึ้น อุปสรรคเดิม ๆ กลายเป็นแค่ปัญหาที่พวกเขาพร้อมเผชิญไปด้วยกัน
เมื่อสายไหมเรียนจบ กลับไทย ฝนยังคงตกที่สยามสแควร์ เธอแวะไปที่ร้านกาแฟ ภาพเดิมปรากฏ ต้นนั่งเล่นกีตาร์หน้าตาเคร่งขรึม
เธอเดินเข้าไปช้า ๆ ยกหนังสือขึ้นบังหัวเหมือนวันแรก “ขอแทรกนะ” เขาเงยมอง หัวเราะออกมาอย่างไม่ปกปิดความดีใจ
“หวังว่ามีคนฟังแล้วนะเพลงนี้” เธอพูดหยอก ๆ
ต้นวางกีตาร์ เดินเข้ามาใกล้ “มีคนฟังคนนั้นกลับมาตรงนี้แล้ว” รอยยิ้มอบอุ่นผสมน้ำตาบนใบหน้าทั้งคู่ ฝนยังคงตกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงในค่ำคืนนั้น