สายฝนในวันวุ่นวาย
เสียงกรีดร้องของนาฬิกาปลุกทำลายความเงียบในห้อง มุกฟาดมือปิดมันและทิ้งหัวลงบนหมอนด้วยความเซ็ง “วันนี้สัมภาษณ์ใหญ่…นะ มุก ลุกซะที” เธอพูดกับตัวเองเสียงเบา แล้วผลักตัวเองให้ลุก ฝนตกหนักกระหน่ำหน้าต่างแก้วจนเป็นเส้นน้ำเล็ก ๆ ไหลลงจำใจ แสงเทียนไฟขาวแล่บผ่านม่านพรางความหม่นหมองของยามเช้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!คอนโดขนาดเล็ก ย่านลาดพร้าวที่มุกเช่าอยู่เต็มไปด้วยกล่องกองเอกสาร หัวใจเธอเต้นแรงเพราะรู้ดีว่าวันนี้จะเป็นจุดเปลี่ยน อากาศเย็นเปียกชื้นและกลิ่นกาแฟที่ฝาดปากไม่ได้ช่วยให้สดชื่นขึ้นนัก มุกชะโงกดูข้อความในกล่องแช็ต ยังคงไม่มีอะไรใหม่จาก “ปาร์ค”… เพื่อนสนิทที่คุ้นกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งในมหา’ลัย เขาหายไปตั้งแต่ค่ำวาน เธอพึมพำในใจอย่างหงุดหงิด—หรือว่าเขาลืมนัดสัมภาษณ์ที่เธอล่อตะเข้ามาเพื่อเป็นคู่แข่งวันนี้?
เสียงเคร้งของช้อนกาแฟในแก้วกาแฟนานเกิน ไฟล์งานสุดท้ายเพิ่งแนบอีเมลเสร็จ เธอเหม่อลอย “ถ้าเราพลาดงานนี้ เราจะยังมีความหมายกับปาร์คอยู่ไหมนะ?”
ท่ามกลางฝน มุกดึงร่มออกจากตู้รองเท้า เธอรีบเดิน ไปขึ้น MRT สีเทาอมดำ รถแน่นและชื้นแฉะจนแอร์แทบไร้พลัง ฝูงชนอึดอัด ดวงตาสองดวงมองสบกันครู่หนึ่ง—“ปาร์ค!” มุกพูดอย่างตกใจ หญิงสาวหน้าดุใส่เสื้อกันฝนสีเหลือง มองมาอย่างเฉยเมย
“ตกใจอะไร แค่นี้ ไปรอข้างนอกก็เปียก ไม่ได้นัดไว้ตรงนี้หรอ?” เขาถาม มุมปากยกขึ้น ทำทีไม่ห่วงใย แต่มือกลับแอบยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ เธอรับมาด้วยหัวใจชื้น ๆ “เรารอในนี้ดีกว่า ฝนมันแรง”
ทั้งสองยืนเบียดข้างกันต่างฝ่ายต่างเงียบ มุกมองมือปาร์คอย่างลังเล ใจเต้นแรง และสาบานว่าอีกฝ่ายรู้ทัน เพราะเขาหันมามองตา ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับไปทางหน้าต่าง ราวกับกลัวจะเปิดเผยความลับอะไรบางอย่าง
“อยากได้งานนี้แค่ไหน?” ปาร์คถามเสียงต่ำ
“ถ้าไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะอยู่ที่กรุงเทพต่อ” มุกตอบทันที ไม่มีลังเล เสียงฝนภายนอกกลบร่องรอยความเสียใจ
รถไฟค่อย ๆ เคลื่อนถึงชั้นสัมภาษณ์ บริษัทสื่อชื่อดัง คนทะยอยเข้าสำนักงาน ท่ามกลางฟ้าครึ้ม ปาร์คโอบกระเป๋าเป้แน่น เขาลังเลแล้วพูด “ถ้ามุกได้…เรายินดี…แต่ถ้าเราได้—เธอก็อย่าหายไปไหนเหมือนเมื่อก่อนนะ”
มุกแกล้งหัวเราะ “ใครกันแน่ที่ชอบหายตัว ปาร์ค” เธออยากพูดต่อแต่คำพูดชะงัก ตากับตาสบกัน ต่างฝ่ายต่างเผยอารมณ์เสี้ยวหนึ่งก่อนต้องแยกกันไปคนละห้อง
“…ขอให้งานนี้ไม่เปลี่ยนเราไปนะ” มุกพึมพำกับตัวเองระหว่างหยิบแฟ้มสัมภาษณ์ขึ้นมากอดแน่น
เวลาสัมภาษณ์ผ่านไปพร้อมหยาดน้ำฝนที่ไม่มีวันหยุด ในห้องเย็นเจี๊ยบ เสียงวิจารณ์ของกรรมการดังก้องในหัว พอจบ เธอเจอปาร์คนั่งคอตกอยู่บนบันไดหนีไฟ “แพ้?” เธอถาม เขาส่ายหน้า “เราทำพลาด…ตลกดีเนอะ เราเป็นคนเสนอไอเดีย แต่อธิบายไม่ได้ดีเท่าที่คิด”
มุกทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ เว้นจังหวะเงียบแทนกำลังใจ “ทำไมนาย…อยากได้งานนี้จัง?”
“เราไม่อยากหางานไกลบ้านอีกแล้ว บ้านแม่เรารอ… ความหวังเดียวในชีวิตตอนนี้คืออยู่ใกล้คนที่เรารัก” คำสุดท้ายเบาพอให้ฝนกลบ
เธอจับมือเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “…แต่กลัวเราจะหายไปอีก ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วมันไม่เหมือนเดิม” เขาสบตาแล้วรีบหลบ
บรรยากาศเงียบซึม มุกกัดฟัน คิดถึงวันที่ทะเลาะจนหายจากกันไปเป็นเดือน เธอกลัวจะเสียเพื่อนไปอีก แต่ก็กลัวว่าครั้งนี้อาจไม่มีโอกาสใหม่
“เอางี้ ถ้างานนี้นายไม่ได้ เราพานายไปกินหมูจุ่มละกัน โอเคไหม?” มุกเปลี่ยนเรื่อง ปาร์คยิ้มบาง ๆ “งั้นถ้านายได้…ให้ฉันเลี้ยง กลับบ้านด้วยกันไหม?”
เสียงหัวเราะผสมฝนเบาลงชั่วขณะ ทั้งคู่เดินกลับพร้อมร่มคันเดียวกัน เงียบกว่าทุกที ฝนหยุดตกพอดีเมื่อถึงป้ายรถเมล์ ลมเย็นปะทะใบหน้า ท่ามกลางกลิ่นดินสดใหม่
เวลาเย็นวันนั้น ดูเหมือนทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ใจของทั้งคู่ไม่เหมือนเดิม อีกฝ่ายเหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่ก็หยุดไว้แค่ลมหายใจ มุกเพียงยื่นตั๋วรถเมล์ให้ปาร์ค “กลับดี ๆ ล่ะ”
วันถัดมา ผลสัมภาษณ์ออก ปาร์คได้งานทันที มุกหลุดหัวเราะและแกล้งพูด “อย่าทำหน้าแบบนั้น เดี๋ยวโดนไล่ออกวันแรกแน่” แต่ในใจเธอเจ็บแปลบเมื่อรู้ว่าความฝันต้องถูกเลื่อนไปอีก
ทั้งคู่เริ่มใกล้กันมากขึ้นในวันที่ต่างคนต่างต้องปรับตัว นับวันปาร์คกลับบ้านดึกขึ้น มุกนั่งทำฟรีแลนซ์ที่ร้านกาแฟเขาขาย เสียงเพลงกลบความเงียบระหว่างพวกเขา จนวันหนึ่งปาร์คเอื้อมมือข้ามโต๊ะมา “ไปเที่ยวทะเลด้วยกันอีกไหม?” เสียงเขาไม่มั่นใจเท่าไหร่
“กลัวเราเสียใจอีกหรือเปล่า?” มุกถามนิ่ง ๆ
“กลัว…กลัวถ้าไปครั้งนี้ เราจะเปลี่ยนไป”
ริมสระว่ายน้ำโรงแรมเก่า มุกนั่งจิบโค้ก น้ำเย็นเฉียบแต่หัวใจร้อนผ่าว ปาร์คนอนใกล้ขอบสระ “ปีนั้นที่นายหายไป เรารู้สึกยังไงบ้าง” เขาถามขึ้นมา
มุกหันไปสบตานิ่ง ๆ “เหมือนเดินในฝนหนัก ๆ คนเดียว” เงียบงันครู่ ปาร์คมองใบหน้าเธอเหมือนอยากจะขอโทษแต่ได้แค่ถอนใจ
เสียงแสงแดดยามเย็นและเกลียวคลื่นกลบความอึดอัด “ถ้านายไปได้ไกลกว่าเดิม อย่าให้อดีตหยุดนายไว้เลย” ปาร์คพูดเหมือนจะฝากฝัง
ขากลับมีเพียงความเงียบงันอยู่ร่วมตลอดการเดินทาง มุกมองข้างทาง ฝนเริ่มตกปรอย ๆ อีกครั้ง เธออยากพูดบางอย่าง แต่รู้ดีว่าหากพูดความกลัวก็จะจริงขึ้นมา
เวลาผ่านไป ปาร์คหมกมุ่นกับงานมากขึ้น บางครั้งกลับบ้านก็ไม่ส่งข่าว มุกรู้สึกว่ากฎ “เพื่อน” ที่ทั้งสองวางไว้ เริ่มกลายเป็นกำแพงหนา
วันหนึ่ง ขณะที่ฝนตกหนักอีกครั้ง ปาร์คโทรมาหามุก เสียงโทรศัพท์ก้องอยู่ในห้องแคบ ๆ “มุก…เราคิดถึงนายว่ะ” เสียงอู้อี้ราวกับกลัวผลลัพธ์ เธอนิ่งไปนานจนเขานึกว่าเธอวางสายแล้ว
“นายกินข้าวรึยัง?” มุกเบี่ยงประเด็น ปาร์คหัวเราะเบา ๆ
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง…ช่วงนี้เรางานยุ่ง กลัวนายโกรธ”
“กลัวมากว่าจะเสียเพื่อนที่อยู่ข้างกันมาตลอด…” เสียงเขาสั่น มุกนิ่งฟัง
“เราเอง…ก็กลัวเหมือนกันว่า ถ้าหนีความรู้สึกไปแล้วจะเสียใจเหมือนวันนั้นอีก เราขอโทษนะปาร์ค”
มีเพียงเสียงฝนตกดังกลบคำพูดทั้งคู่ ต่างฟังเสียงลมหายใจของกันและกัน
“มุก…เรารัก…” เธอรีบตัดสายก่อนเขาพูดจบ หัวใจเต้นแรงจนขอบตาร้อนผ่าว
ในวันรุ่งขึ้น มุกตัดสินใจเดินทางไปหาแม่ที่เชียงใหม่ ห่างจากกรุงเทพหลายร้อยกิโล เธออยากหนี แต่ก็อยากเข้าใจตัวเอง และตัดสินใจได้ว่า ไม่อาจทนปิดบังความกลัวนี้อีก
ปาร์คเงียบหายไปหลายวัน เธอรู้ดีว่าคงทำให้อีกฝ่ายสับสน จดหมายขอโทษแสนสั้นถูกส่งถึงกันในวันฝนซา “ขอโทษที่เราปล่อยให้อดีตทำลายสิ่งดี ๆ ระหว่างเรา”
หลายสัปดาห์ผ่านไป มุกกลับมาในวันที่กรุงเทพเต็มไปด้วยสายฝนเหมือนเดิม เธอยืนหน้าคอนโดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เหมือนวันที่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ปาร์คโผล่มาในเสื้อกันฝนเก่า ใบหน้าตื่นเต้นและประหม่า “นายไม่หนีเราแล้วใช่ไหม?”
“เราไม่หนีอีกแล้ว…เราแค่ไม่กล้าก้าวข้าม แต่ตอนนี้…เราอยากเสี่ยงดู ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงก็ตาม”
ปาร์คนิ่งงันก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ รอยยิ้มละไมสะท้อนในดวงตา “ไปเดินกลางฝนด้วยกันไหม?”
สองเพื่อนสนิทจับมือกันออกไปกลางฝน เปียกโชกไปทั้งตัว หัวเราะกับความกลัวและอดีต ฝนมิได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่อีกฝ่ายเปลี่ยนไปอย่างแท้จริง
เสียงฝนครั้งใหม่ กลายเป็นบทเพลงแห่งความกล้าที่ทั้งสองเรียนรู้ว่าความสัมพันธ์ มีค่าก็เพราะต้องก้าวข้ามความกลัว และเรียนรู้ให้อภัยทั้งตนเองและกันและกัน