ฤดูฝนกลางกรุงเทพฯ
เสียงรถติดและน้ำฝนสาดกระเซ็นใส่กระจกหน้าต่างชั้น 15 ของตึกสกายอาร์ตส์ ปาล์มนั่งมือแทบกำโทรศัพท์แน่น ขณะที่เนยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน เสียงฝนภายนอกดังกลบความชื้นใจในเช้าวันจันทร์ของกรุงเทพฯ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“สายแล้ว แท็กซี่ไม่มาสักที” ปาล์มพึมพำเบา ๆ ระหว่างปั่นข้อความแจ้ง HR ว่าจะเข้าบริษัทสาย เนยเหลือบตา กวาดสายตามาที่หน้าใหม่ผู้ผมเปียกโชก เธอไม่ได้พูดอะไร แต่ถอนหายใจช้า ๆ พลางหยิบทิชชูโยนให้
ปาล์มรับทิชชูอย่างเก้อ ๆ รู้สึกถึงความไม่เป็นมิตรที่แผ่ออกมาจากหญิงสาว สองคนเงียบกันสักพัก เนยตั้งหน้าเคาะคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว ปาล์มแอบมอง เห็นบุคลิกตั้งใจเกินกว่าคนทั่วไป เขาเริ่มคิดว่านี่อาจไม่ใช่ที่ที่เขาเหมาะจะอยู่
เสียงประชุมแจ้งเตือนจากคอมฯ ดังขึ้น ทุกคนนั่งเรียงตามโต๊ะ ผู้จัดการฝ่ายงานกวักมือเรียกปาล์ม “ผลงานฝึกงานคราวก่อนเป็นยังไงบ้าง ปาล์ม?” เสียเหงื่อซึมมือ ปาล์มลุกขึ้นพูดตะกุกตะกัก ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย กลัวสายตาคนรอบข้าง เนยแค่เหลือบมอง ดวงตาคู่คมดูเหนือชั้น จนปาล์มพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน ปลาแซลมอนอบของบ้านเขาถูกแทนที่ด้วยความอาย
หลังประชุม เนยจับกระดาษ ปาล์มเดินเข้ามาขอคำแนะนำ “ถ้าอยากอยู่ที่นี่ ไม่ต้องกลัวใคร กลัวตัวเองดีกว่า” เธอพูดเสียงเรียบ ชายหนุ่มอยากตอบโต้ แต่จุกในอก เช่นเดียวกับฝนที่ยังตกไม่เลิก
เวลาผ่านไป ปาล์มเริ่มรู้จักเพื่อนร่วมงาน ผ่านการลงสนามถ่ายทำโฆษณากลางฝนกับเนย ปาล์มเป็นคนชอบวาดรูป อยากเป็นศิลปิน แต่พ่อแม่อยากให้ทำงานมั่นคง ชายหนุ่มพยายามซ่อนสมุดสเกตช์ในลิ้นชัก ทุกครั้งที่เปิดออกมาวาดรูปก็จะมีเสียงแม่โทรตามถามเรื่องงาน
“บ้านเธอไม่เข้าใจเหรอ” เนยละสายตาจากไฟล์รีพอร์ท หันมาถามในงานเลิกค่ำวันหนึ่ง ท่ามกลางเสียงฝนโปรย “ก็…เขาคิดว่าเป็นศิลปินมันไม่มีอนาคต” ปาล์มตอบอ้อม ๆ แล้วก้มหน้า เนยฝืนยิ้ม พยักหน้านิดหน่อยเหมือนเข้าใจแต่ไม่เต็มร้อย
วันต่อมา พวกเขาต้องไปถ่ายงานแถวตลาด สามล้อเครื่องฝ่าฝน คันเล็ก ๆ สั่นสะท้าน ปาล์มกับเนยนั่งชิดกันเพราะน้ำฝนสาดใส่ เนยพยายามคุยเรื่องงาน ปาล์มเงียบไปพักใหญ่ ทันทีที่เนยมองออกนอกหน้าต่าง ไม่พูดอะไรต่อ ความเงียบนี้แปลก พวกเขาไม่ได้สนิทกัน แต่กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างไม่คาดคิด
อาทิตย์ต่อมา ปาล์มเผลอวาดรูปเนยในสมุด โชคร้ายที่เธอมาเห็นเข้า เนยมองดูรูปไม่พูดอะไร สุดท้ายก็ทิ้งไว้บนโต๊ะให้เจ้าตัว พอกลับถึงบ้าน ปาล์มนั่งมองรูปนั้นในใจรู้สึกสับสนลึกซึ้ง เพราะไม่รู้ว่าเนยคิดอะไรอยู่กันแน่
เวลาผ่านไป เนยกลายเป็นคนพูดน้อยลง แต่มักเดินเข้าใกล้ปาล์มในจังหวะที่ทุกคนห่างออกไป หนึ่งคืนฝนตกหนัก ทั้งสองติดฝนหน้าสะพานควาย ไม่มีแท็กซี่ ไม่มีข้าวเย็น สองคนหิวโซ แต่เงียบ ต่างฝ่ายต่างจ้องโทรศัพท์ สองมือถือถุงกล้อง เล่าเรื่องไร้สาระคลุมเครือ
“จริง ๆ ฉันอยากเปิดแกลลอรี่ภาพเองนะ” ปาล์มพูดขึ้นเบา ๆ ในที่สุด เนยมองหน้าเงียบไปครู่ ก่อนจะพูดเสียงอ่อนลง “ฉันอยากไปเรียนต่างประเทศ…แต่กลัวทิ้งพ่อแม่ไว้ลำพัง”
แสงไฟริมถนนทำให้สีหน้าทั้งคู่ดูอ่อนลง ความเปียกชื้นของฤดูฝนทำให้ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัว
กลับถึงบ้าน ปาล์มได้รับข้อความจากเนยครั้งแรก “อย่าปล่อยให้ความฝันเป็นแค่ฝัน” แต่คู่กันเหมือนโลกจะชอบแกล้ง วันรุ่งขึ้นฝ่ายบริหารเรียกรายงานผลงานของปาล์ม เนยต้องตัดสินใจว่าจะปกป้องหรือปล่อยให้เขารับผิดเอง
ความกดดันจากผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น เพื่อนร่วมงานเริ่มนินทา ฝนที่เคยช่วยซ่อนความสัมพันธ์ของทั้งสอง กลับกลายเป็นอุปสรรค ปาล์มเริ่มห่างกับเนย ระยะห่างนี้ยาวขึ้น ชายหนุ่มกลับไปวาดรูปมากขึ้น เขาเงียบลงทุกครั้งที่เนยเข้าใกล้ แต่แววตายังมีบางอย่างที่พูดไม่ออก
เนยยังรับผิดชอบงานเยอะกว่าเดิม แวะเอาขนมมาวางที่โต๊ะปาล์มในตอนเช้าแบบไม่พูดอะไร ปาล์มหยิบขนมมากินทีหลัง แต่ไม่ได้เอ่ยขอบคุณ เวลาผ่านไปความสัมพันธ์เหมือนติดอยู่ในวังวนของความลังเลและไม่เข้าใจ
เช้าวันหนึ่ง ปาล์มเข้าไปคุยกับผู้บริหารขอลาออก ท่าทางใจเด็ดแต่ดวงตาสั่นไหว เนยเห็นข่าวนี้จากเพื่อนในออฟฟิศ เธอพยายามไม่สนใจ ทว่ากลับคิดมาก จนวันสุดท้ายของปาล์ม เธอเดินมาต่อว่าเขาหน้าบริษัท ฝนตกหนักเฉียบพลันเหมือนฟ้ารู้ใจ
“ทำไมไม่บอกฉันก่อน!” เสียงเนยสั่นเครือ ปาล์มยืนมองริมฟุตบาท พูดเบา ๆ “ฉันไม่รู้จะบอกยังไง” ยืนนิ่ง เสียงสายฝนกระทบพื้นดังจนคำพูดบางคำหายไป
“แต่ถ้าเธอหายไป ฉันก็…” หญิงสาวหยุดคิด มองหน้าเขานิ่ง น้ำตาปะปนกับเม็ดฝน “แล้วถ้าเธอไปจริง ๆ ฉันคง…”
“ฉันต้องทำตามฝันเหมือนกันเนย” ปาล์มพูดโดยไม่สบตา ความเงียบเข้าคั่นกลาง ทั้งคู่ไม่รู้ควรรั้งหรือปล่อยกันไป จังหวะหนึ่ง แท็กซี่เหลืองที่มาไม่ถึงในเช้าวันแรก กลับขับผ่านมาช้า ๆ เนยกับปาล์มต่างนิ่ง แต่หัวใจกลับตะโกนกันอยู่เงียบ ๆ
ปาล์มก้าวขาขึ้นแท็กซี่ หันมามองเนย หญิงสาวยืนอยู่ริมฟุตบาท เสียงฝนหนักจนมองเห็นหน้าไม่ชัด ราวกับโลกกำลังจะเปลี่ยนไป
เวลาผ่านไป กทม.เปลี่ยนฤดู เนยนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์กลางออฟฟิศที่ว่างเปล่า ระหว่างนั้นมีโปสการ์ดรูปดินสอแนบมากับสมุดวาดรูปเก่า ปาล์มเขียนมาจากเชียงใหม่ “วันหนึ่ง เราคงได้วาดรูปด้วยกัน” มุมปากเนยยกยิ้มน้อย ๆ รอยยิ้มที่มาจากหัวใจ
สายฝนเย็นลง แต่ความรู้สึกไม่จางไป เช่นเดียวกับรูปวาดที่ปาล์มลงสีให้เนยในความทรงจำ ณ ฤดูฝนกลางกรุงเทพฯ ที่จะไม่มีวันลบเลือน