เพลงรักในฤดูฝน
เสียงฝนโปรยปรายเบา ๆ เคล้าอยู่กับกลิ่นกระดาษเก่าภายในร้านหนังสือ “ภาพฟ้า” หมอกนั่งถอดใจข้างโต๊ะไม้ กวาดสายตาไปยังแผ่นหลังของลูกค้าที่มีเพียงหนึ่งเดียว ดาวกำลังยืนเลือกหนังสือโดยไม่คิดจะเปลี่ยนใจจากการบดบังตู้หนังสือชั้นบนสุดอย่างหน้าตาเฉย หมอกลุกออกจากเคาน์เตอร์ เดินไปเปิดประตูรับลมฝน กวาดตามองถนนเงียบ ๆ ที่ฝนเทกระหน่ำ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รอรถเหรอคะ?” ดาวถามเสียงไม่ดังนัก เหมือนรู้ว่าหมอกจะไม่ตอบง่าย ๆ
หมอกหันกลับมา ให้แววตาเหนื่อยล้าเป็นคำขาน “รอลูกค้าน่ะครับ”
เงียบอีกครั้ง ดาววางหนังสือลงเหมือนยังตัดใจไม่ได้ เธอลังเล มือหนึ่งจับเสื้อคลุมแน่น ดวงตาดูจะซ่อนอะไรเอาไว้ก่อนผินมาหาหมอก “ร้านนี้มีหนังสือเกี่ยวกับการให้อภัยไหมคะ?”
หมอกชะงัก รู้สึกเหมือนถูกกระตุ้นความทรงจำ ดวงตาแข็งนิด ๆ ก่อนจะรวบรวมถ้อยคำ “ให้อภัยตัวเอง หรือให้อภัยคนอื่น?”
ดาวไม่ตอบทันที เธอเลือกเงียบอยู่พักใหญ่ ปล่อยเสียงฝนเป็นฉากหลัง หมอกเดินเข้าไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งแล้วยื่นให้ ดาวรับไปช้า ๆ นิ้วแตะหลังมือเขาแวบนึง—สัมผัสนั้นรวดเร็วแต่นำความเย็นวาบมาที่ใจของทั้งสอง
“ชื่อ ‘พรุ่งนี้ยังมีฝน’ ค่ะ” หมอกบอกเสียงแผ่ว “ถ้าเรากล้าพอ ก็จะมีวันใหม่เสมอ”
ดาวยิ้มนิด ๆ “ขอบคุณค่ะ” เธอหยิบบัตรนักศึกษาส่งให้หลังจากจ่ายเงิน แต่ชื่อบนบัตรไม่ตรงกับชื่อที่เธอบอก—หมอกจับสังเกตได้ทันที ดาวรับเงินทอนอย่างมือสั่นน้อย ๆ แล้วขอตัวลาจากไปในสายฝน หมอกแอบมองตาม ไล่สายตาตามร่มดอกไม้ที่ลับไปในละอองฝน ลมหวนกลับมาในร้านทิ้งกลิ่นฝนและความสงสัยไว้ข้างหลัง
วันถัดมา ดาวกลับมาที่ร้านพร้อมกับหนังสือเล่มเดิมในมือ เธอนั่งเฝ้าหน้าต่างเหมือนจงใจเปิดโอกาสให้หมอกเข้าหาด้วยสีหน้าท่าทีเปิดเผยมากกว่าเดิม “เมื่อคืนอ่านเล่มนี้แล้วฝันแปลก ๆ น่ะค่ะ” ดาวกล่าวพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร “เหมือนโดนบังคับให้คิดถึงอดีตที่อยากลืม”
หมอกเลือกไม่มองตาเธอตรง ๆ “บางทีหนังสือก็ไม่ได้ช่วยให้ลืมหรอก มันแค่ทำให้จำดีขึ้น”
ดาวหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นเหมือนจะคลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย “อย่างน้อยตอนนี้ก็มีคนฟังฉันพูดถึงมันอยู่บ้าง”
ทั้งสองนั่งในความเงียบนั้นนานจนฝนซา หมอกตัดสินใจเริ่มต้นก่อน “แล้วคุณล่ะ—กำลังหนีอะไรอยู่?”
แววตาดาวเจือความลังเล “ฉันไม่แน่ใจว่าอยากพูดหรือไม่…แต่บางทีที่นี่นะคะ มันเงียบพอจะกล้าพูดกับตัวเอง”
หมอกพยักหน้ารับเงียบ ๆ ดาวหันไปมองหนังสือบนชั้น ถามกลั้วหัวเราะ “ถ้าอยากหนีอดีตจริง ๆ คุณจะอ่านเล่มไหน?”
หมอกขบคิดครู่หนึ่ง ก่อนคว้าหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมายื่นให้ “อาจจะเป็น ‘ฤดูที่ไม่มีเธอ’ หนังสือเล่มนี้บอกคนอ่านว่าไม่มีทางลืมแต่เราต้องอยู่กับมันให้ได้”
เสียงฝนเทมาอีกระลอกจากประตูที่เปิดแง้ม ดาวยิ้มบางรับเล่มนั้นไป “บางทีมันก็จริง” เธอกระซิบเหมือนอยู่กับตัวเองมากกว่า
สัปดาห์ต่อมา ดาวกลายเป็นหน้าประจำของร้านหนังสือ หมอกคอยหลบหน้าในทีแรก แต่เธอกลับทำทีไม่รู้สึก กลายเป็นคนชวนคุยเรื่องหนังสือ ภาษาวรรณกรรม ปล่อยมุกแห้ง ๆ หรือบางคราฟังปัญหาที่เธอกลั่นกรองมาจากชีวิต
“นี่ ร้านพี่หมอกติดฝนบ่อยขนาดนี้ เคยอยากปิดร้านไปหาที่แดดออกบ้างไหม?” ดาวถามพลางหยิบหนังสือปกเปียกฝนมารีดด้วยทิชชู่
หมอกถอนใจ “ผมชอบฝนนะ ฝนมันล้างอะไรได้เยอะ”
ดาวมองตรง “ล้างได้ทุกอย่างจริงเหรอ?”
“เว้นแต่เรื่องในใจ” หมอกตอบเสียงแผ่ว ต่างฝ่ายต่างนิ่งอีกครั้งจนเสียงหัวเราะของนักเรียนวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาในร้านช่วยสลายความอึดอัด ดาวเบี่ยงตัวหลบ แกล้งถามโชว์ “งั้นถ้าวันหนึ่งมันหยุดตก คุณจะทำอะไร?”
“คงต้องออกไปหาแดดบ้างแหละ” หมอกเอ่ยติดตลก ดาวหลุดหัวเราะเหมือนยอมแพ้ในจังหวะนั้น
ทั้งคู่อยู่ร่วมเหตุการณ์เล็ก ๆ เหล่านี้ผ่านฤดูฝนที่ลากยาว ความสัมพันธ์เริ่มขยับ ดาวเป็นฝ่ายเข้าหามากกว่า เดี๋ยวชวนอ่านนู่นชวนนี่ หรือจะหยิบขนมปังมากฝากในวันฝนตกหนัก หมอกคอยปรามตัวเองไม่ให้หลุดใจ แต่ความอ่อนล้าของเขาก็เริ่มละลายลงในทุก ๆ วัน
วันหนึ่ง ดาวทิ้งกระเป๋าเป้ไว้ที่ร้านโดยไม่ได้ตั้งใจ หมอกรอติดต่อเธอกลับแต่พยายามไม่เปิดดูของในกระเป๋า คืนนั้นเขาลังเลอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจเปิดดูสมุดจดเล่มหนึ่งภายในซึ่งมีรูปถ่ายชายหนุ่มคนหนึ่งกับข้อความว่า “อยากให้อภัยเธอได้จริง ๆ” หมอกใจหาย จากนั้นเขาก็รีบวางสมุดคืนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตั้งแต่วันนั้น ไม่กล้าสบตาดาวอย่างเดิมอีก
ดาวรู้สึกถึงความห่างเหิน เธอถามขึ้นหนึ่งเช้าวันฝนพรำ “ฉันทำอะไรผิดรึเปล่าคะ?” หมอกอ้ำอึ้งสีหน้าดูเกร็งออก “เปล่าหรอก แค่…ช่วงนี้ฝนมันเยอะขึ้น”
ดาวจับสังเกตที่หลบสายตา เธอเลยเปลี่ยนเรื่องคุย “ฉันจะไปฝึกงานที่เชียงใหม่เดือนหน้า…อาจจะไม่ได้มาแถวนี้อีกนานค่ะ”
หมอกนิ่งนาน เหมือนจะกลืนบางอย่างลงคอ “ดีแล้วครับ ได้เปลี่ยนที่บ้าง” เขาฝืนส่งยิ้มบาง ๆ
ดาวเงียบไป ความเงียบคลุมพวกเขานานจนหมอกเริ่มรู้สึกอึดอัด เขาทำท่าจะพูดบางอย่างแต่เปลี่ยนใจ แกล้งก้มหน้าเช็ดโต๊ะดาวก็เอ่ยขึ้นเป็นฝ่ายขอโทษ “ขอโทษนะคะที่ทำให้ร้านยุ่งบ่อย ๆ”
หมอกขมวดคิ้ว “คุณไม่เคยทำให้ร้านผมยุ่งหรอก” เสียงแผ่ว “แต่คุณทำให้ใจผมหยุดนิ่งไม่ค่อยได้”
เงียบกันอีกครั้ง ดาวยิ้มเศร้า ๆ “แต่ก็ดีค่ะ ถ้าจะต้องเดินต่อโดยไม่มีฉันมาวุ่นวาย”
ช่วงการเปลี่ยนฤดู ฝนที่หายไปกลับกลายเป็นกลิ่นแสงแดดที่แปลกใหม่ หมอกใช้ชีวิตตามปกติแต่กลับรู้สึกว่าเวลาทุกวันผ่านไปช้าลง เขาเฝ้าดูรายชื่อลูกค้าในสมุดบันทึก หวังจะเห็นชื่อของดาวแต่ก็ไร้วี่แวว เขาแอบหยิบสมุดจดที่ดาวลืมไว้ขึ้นมาอ่านซ้ำ ๆ แม้รู้ว่าถูกมองว่าเป็นการไม่รักษาพื้นที่ส่วนตัว ภาพและข้อความเดิมบีบใจเขาทุกครั้ง—ราวกับเป็นเงาที่หมอกเองก็ไม่อาจสลัด
หนึ่งเดือนผ่านไป ดาวปรากฏตัวหน้าร้านในวันที่ฝนตก—กลิ่นเฉพาะตัวของหญิงสาวผสานไปกับกลิ่นน้ำค้าง หมอกหัวใจเต้นแรงแต่เก็บอารมณ์ไว้ เธอวางกระเป๋าเป้ใบใหม่บนโต๊ะ แล้วยิ้มเหมือนที่เคย
“ยังชอบฝนอยู่ไหมคะ?” ดาวถามขึ้นอย่างเนิบ ๆ
หมอกหัวเราะแห้ง ๆ “ถ้าไม่ตกบ่อยเกินก็น่ารักดี”
เงียบกันไปพักหนึ่ง ดาวเลือกเปิดประเด็นสำคัญ “ฉันไม่ได้ลืมของ…แต่ละวันที่เชียงใหม่ คุณรู้ไหม ฉันนั่งคิดถึงคุณกับร้านหนังสือเก่า ๆ นี่ตลอด”
หมอกขบกรามแน่น ความลังเลสะท้อนในถ้อยคำ “คุณยังติดต่อคนนั้นอยู่ไหม?”
ดาวพยักหน้า “เคยค่ะ แต่ไม่ได้รักแล้ว รักกับเจ็บมันไม่เหมือนกัน” หายนะที่ในใจหมอกเคยวาดไว้ค่อย ๆ สลาย เธอยักไหล่ “สมุดจดเล่มนั้น ฉันปล่อยไว้นี่เพราะกลัวตัวเองจะย้อนกลับไปอีก”
หมอกถอนหายใจ “ผม…ขอโทษที่เปิดอ่าน แต่ผมกลัวว่า…กลัวว่าคุณจะรักใครอีกครั้งได้ง่ายแบบนั้น” เขาหัวเราะหยันตัวเองนิด ๆ
ดาวยื่นมือมาจับมือเขาไว้ “ฉันเองก็กลัวเหมือนกันค่ะ กลัวเปิดใจแล้วจะโดนทิ้งอีก”
ประโยคเงียบงัน หมอกบีบมือนั้นแน่นเข้ามา ดาวเขยิบเข้ามาใกล้ “แต่ถึงกลัวก็อยากลองดูอีกครั้ง…จะเป็นไรมั้ยถ้าขอลองอยู่ในชีวิตคุณสักฤดูฝน?”
หมอกฝืนใจไม่ให้รอยยิ้มกว้างเกิน “ได้สิ ลองอยู่ด้วยกันสักฤดู—ถ้าฝนยังไม่หยุด”
ทั้งสองหัวเราะ พิงไหล่กันในร้านหนังสือท่ามกลางเสียงฝนที่เทกระหน่ำ เดินทางมาไกลจากแผลใจของตน แต่มุ่งหน้าสู่วันใหม่ที่เริ่มต้นอย่างช้า ๆ—แม้ยังมีความกลัวอยู่บ้าง…แต่ครั้งนี้ ความกลัวนั้นกำลังถูกแทนที่ด้วยความกล้าจากใครอีกคนที่พร้อมจับมือเดินฝ่าฝนไปด้วยกัน