ฤดูฝน ฉันคิดถึงเธอ
เสียงประกาศว่า ‘ฝนตกหนัก โปรดระวังลื่นล้ม’ ดังผ่านลำโพงของตึกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ สายตาของเป้พยายามแทรกฝูงชนในโถงหน้าตึกเพื่อหาร่มสักคันที่เจ้าของลืมไว้ เขายืนลังเลโดยมีสายฝนสาดกระเซ็นอยู่ด้านนอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โอ๋ยืนถือร่มอยู่ข้างเสาไฟ สวมเสื้อกันฝนพลาสติกบาง ใบหน้าดูเหมือนไม่กล้าพูดอะไรกับใคร สองตาคอยค้นหาใครสักคนที่ตัวเองไม่ได้รู้จักนัก เป้เหลือบตามองพอดี สบตาโอ๋ชั่ววินาทีหนึ่ง แปลกที่ต่างฝ่ายกลับหลบสายตากันแทบจะทันที
“จะรออีกนานไหมอ่ะ?” เพื่อนโอ๋เดินมาด้านหลัง เอ่ยอย่างเหนื่อยใจ โอ๋ได้แต่ยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบเบา ๆ “รอไม่ได้เหรอ…ฝนมันตกแรง”
เป้เหลือบมองสองคนนั้น พลางเดินเข้ามาใกล้ ทำใจกล้าเอ่ยขึ้น “ขอโทษนะ พอจะแบ่งร่มได้ไหม? ผมลืมร่มที่ห้อง” เขายื่นมือไปเหมือนพยายามต่อสายไม่ให้ขาดโอ๋ยิ้มแห้ง ๆ “เอ่อ ได้ค่ะ แต่ว่า…ร่มมันเล็กนะ กลัวจะเปียก”
สายฝนยังคงกรุ้มกริ่ม เป้เลยสบตาโอ๋อย่างตลกกลัว “ยังไงก็เปียกแหละ แต่เปียกด้วยกันดีกว่า ยืนรอแบบนี้ก็ไม่ได้ไปไหน” โอ๋หัวเราะเบา ๆ ทำหน้าจริงจังครู่หนึ่งแล้วเงียบไป สองคนออกเดินใต้ร่มเดียวกัน ย่างเท้าตามค่อย ๆ ทีละก้าวอย่างเขิน ๆ พื้นถนนเงาสะท้อนใบหน้าทั้งสองที่ยังไม่คุ้นเคยกันดี
เสียงฝนพรำกลบเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะระหว่างเส้นทางกลับหอ พอเดินมาถึงหน้าหอ เป้พึมพำ “ขอบคุณนะ ถ้าวันไหนลืมร่มอีก จะมาขอยืมอีกได้ไหม?” โอ๋อมยิ้ม เสียงฟังดูเหมือนเล่น “ลองลืมดูอีกสิ”
วันถัดมาในคลาสวิชา ‘Critical Thinking’ โอ๋เดินผ่านเป้ในห้องเรียนดังกล่าว เป้กำลังเขียนอะไรในสมุดเงียบๆ โอ๋แกล้งเดินผ่านไปก่อน แล้วส่งโน้ตแผ่นเล็ก ๆ มาวางไว้บนโต๊ะ “เธอชอบฟังเพลงอะไรตอนฝนตก” แค่ประโยคสั้น ๆ ก็ก่อรอยยิ้มเอ็นดูบนใบหน้าเป้ ฝนจึงกลายเป็นเรื่องคุยของทั้งสอง
ในคลาส กลุ่มต้องจับคู่ถกงาน เป้และโอ๋จับคู่โดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ฟังเสียงโอ๋เล่าเรื่องไอเดียสื่อภาพยนตร์ เป้ชอบวิเคราะห์เชิงเทคนิค พวกเขาถกเถียงกันเบา ๆ หลายครั้ง จนเพื่อนรอบข้างแอบอมยิ้มกับพลังงานแปลก ๆ ระหว่างสองคนนี้
ช่วงพัก เบน เพื่อนสนิทของเป้เข้ามาแซว “จะเลิกกัดกันตอนไหนวะ?” เป้หัวเราะ “สงสัยตอนฝนหยุดตกมั้ง” โอ๋ได้ยินแต่แกล้งทำเป็นอ่านหนังสือ
หลังเลิกคลาส เป้ตั้งใจจะบอกโอ๋ว่าตัวเองไม่ชอบความวุ่นวาย แต่ยังไม่ได้เริ่มพูด โอ๋ก็พูดขึ้นเสียก่อน ใจความเกี่ยวกับความฝัน โอ๋อยากเรียนต่อด้านการผลิตภาพยนตร์ เป้ฟังเงียบ ๆ ไม่กล้าเล่าว่าที่บ้านอยากให้เขากลับไปรับกิจการโรงงานของครอบครัว เหมือนกับมีบางอย่างกั้นกลางไม่ได้พูดออกมา
เย็นวันหนึ่ง ขณะคุยงานกันร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้มหาวิทยาลัย ฝนตกหนัก ลมกระโชก เป้มองเม็ดฝนข้างหน้าต่างแล้วเอ่ยเบา ๆ “เราเคยเกือบจมน้ำตอนเด็ก เวลาได้ยินฝนมันยังรู้สึกหายใจไม่ออก” โอ๋นิ่งไปครู่หนึ่ง เธอจับจ้องฝ่ามือเป้ที่สั่นเล็ก ๆ หัวใจอยากปลอบ แต่เพียงบีบมือเบา ๆ แล้วเอ่ยเบา ๆ “เราเองก็กลัว…กลัวว่าวันหนึ่งฝนจะพาใครบางคนออกไปจากชีวิตเรา ก็เลยไม่เคยกล้ามีใคร”
ผ่านไปหลายวัน เป้กับโอ๋เริ่มแบ่งปันกันมากขึ้น เพื่อนฝูงรอบตัวเริ่มล้อเลียนว่าทั้งคู่เหมือนจะสนิทกันเกินกว่าเพื่อน เฉพาะโอ๋ที่ดูเหมือนลังเลเสมอเวลาจะเปิดใจ ยิ่งเวลาเป้เริ่มพูดถึงอนาคตสีหน้าของโอ๋จะซีดลงเล็กน้อย เหมือนมีบาดแผลลึก ๆ อยู่ในใจที่ไม่เคยเยียวยาสิ้นดี
วันหนึ่ง เป้เผลอถามออกไปว่า “โอ๋เคยรักใครจริง ๆ ไหม” ความเงียบปกคลุมอยู่นาน โอ๋หลบตา เอื้อมมือแตะกระเป๋าหนังสืออย่างประหม่า “เคยนะ แต่จบแบบที่ไม่อยากจำ” เป้จึงไม่ซักต่อ สองคนเดินเคียงกันท่ามกลางความเงียบงันชั่วขณะ ฝนยังซัดลงโหดร้ายกว่าทุกวัน
เป้พยายามชวนโอ๋ไปเดินเล่นหรือกินข้าวบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ แต่โอ๋ก็ยังตั้งกำแพง บางทีก็แกล้งห่างเหิน ไม่ตอบแชท หรือผละหนีไปเรียนแล้วไม่บอกลา เป้มักจะผิดหวังทุกครั้ง แต่ไม่กล้าเผชิญความรู้สึกตัวเองเสียที
ในวันที่เป้กล้าชวนโอ๋ไปชมงาน Festival Film ของคณะนิเทศฯ ทั้งสองนั่งชมภาพยนตร์สั้นในโรง เงียบและอึดอัดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่โอ๋จะพยายามหันไปกระซิบ “ชอบหนังแนวไหน” เป้ยักไหล่ “ชอบเรื่องที่คนยังไม่กล้ารัก สุดท้ายก็กล้ามากพอจะเสียใจ” โอ๋หลุดขำเบา ๆ “ฟังดูเศร้าดีนะ”
ตกกลางคืน ฝนยังคงกระหน่ำ เป้ส่งข้อความว่า “คืนนี้ไม่หลับเลย เสียงฝนมันดัง” โอ๋อ่านข้อความ นิ่งอยู่นาน กว่าจะตอบกลับมาแค่ “เดินไปเปิดหน้าต่างดูฝนนะ อาจจะหายกลัว”
เช้าวันรุ่งขึ้น เป้เห็นโอ๋ในโรงอาหาร มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งคุยอย่างสนิท เป้หน้าตึงเล็กน้อย แต่พยายามฝืนทัก “มากับเพื่อนเหรอ” โอ๋ชะงักเล็กน้อย “นี่พี่ชัย พี่เรียนปีสี่ เป็นที่ปรึกษางานสารนิพนธ์” เป้ยิ้มกลืน ๆ แต่ใจมันป่วน โอ๋สังเกตแต่เงียบไว้
หลังวันนั้น เป้พยายามทำตัวเหมือนไม่รู้สึกอะไร กลับไม่ค่อยชวนโอ๋คุย ทิ้งระยะห่างไปโดยไม่แน่ใจว่าตัวเองหนีอะไร จนโอ๋เริ่มทักไปเองมากขึ้น คุยแชทถามอะไรก็สั้น ๆ เป้เริ่มรับรู้ว่าตัวเองโกรธง่าย ใจร้อน และกลัวจะเสียโอ๋ไปให้ใครสักคน
อีกหลายวันต่อมา ขณะโอ๋มาขอให้เป้ช่วยถ่ายวิดีโองานประกวด เป้ตกปากรับคำแบบลังเล ในกองถ่ายกลางสายฝนเป้เห็นโอ๋หัวเราะกับเพื่อน กล้องที่ถืออยู่เงื้อง่าไปมาหลายที เขาต้องพยายามซ่อนอารมณ์ลังเลของตนเองไว้ โอ๋ยิ้มให้น้อยลง มีช่วงหนึ่งที่วิ่งเข้ามาหาเป้พลางบ่นเสียงสั่น “ทำไมถึงดูไม่สดใสล่ะ รำคาญหรือเบื่อกัน” เป้ตอบด้วยเสียงแผ่ว “เปล่า แค่อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชัดเจนในชีวิตอย่างโอ๋” โอ๋งง ไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ได้ซักต่อ สองคนใจห่างขึ้นเรื่อย ๆ
ในคืนที่ฝนตกเปรี้ยงหนัก เป้โทรหาโอ๋อยากบอกว่าอย่าเพิ่งห่างกันขนาดนี้ แต่เสียงปลายสายไร้การตอบรับ ข้อความที่ส่งมาก็เงียบหาย โอ๋ตอบกลับเป็นข้อความสั้น ๆ “เราทำอะไรผิด” เป้ได้แต่จ้องจอ รู้ว่าตัวเองเลือกที่จะเงียบไม่ได้สื่อสาร โอ๋ตัดสินใจไม่แตะโทรศัพท์อีก
ช่วงสอบปลายภาค เป้กับโอ๋แทบไม่คุยกันเลย ต่างคนต่างหมกตัวจมกับงาน เหมือนทุกอย่างกำลังจะจบลงโดยไม่มีใครกล้าพูดคำลา ความอึดอัดกินเวลานานเป็นอาทิตย์ จนวันหนึ่งโอ๋เดินเข้ามาหาเป้ขณะยืนอยู่ลานน้ำพุหน้าอาคาร
โอ๋พูดเสียงสั่น “เธอไม่ต้องฝืนทำตัวเข้ากับเราก็ได้นะ ถ้าเราไม่ได้สำคัญอะไร” เป้ยืนนิ่ง เหมือนพยายามรวบรวมความกล้า เปรยเสียงเบา “กลัวจะเป็นคนที่ทำให้โอ๋เสียใจ กลัวจะไม่พอ กลัวทุกอย่างในอนาคต จะหนีไปก็หนีไม่พ้น”
โอ๋จ้องเป้าอย่างค้นหา ใจเธอสั่น แต่ก็ตัดสินใจ “แต่เราเองก็กลัวเหมือนกัน…กลัวจะเสียเธอไปถ้าไม่พูดสักทีว่า จริง ๆ ก็คิดถึงทุกครั้งที่ฝนตก ทุกครั้งที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน” ทั้งคู่เงียบ ไม่มีใครกล้าสบตา ก่อนที่โอ๋จะยิ้มบางๆ “เธออยากลองเริ่มใหม่กับเราไหม แบบที่ไม่ต้องรู้เลยว่าฝนจะตกเมื่อไหร่”
เป้หัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งคู่ค่อย ๆ เข้ามาใกล้กันอย่างช้า ๆ ในที่สุดก็ยืนใต้ร่มคันเดียวกันโดยไม่พูดอะไรนอกจากยิ้มแลกเปลี่ยนสายตา ราวกับบทสนทนาของหัวใจทั้งหมดไหลไปตามสายฝน โลกภายนอกเงียบเชียบ เหลือเพียงสองคนที่อยู่ในฤดูฝนใหม่ด้วยกัน
เวลาผ่านไป แม้ฝนจะยังตกทุกปี บางปีเป้กับโอ๋ก็ห่างกันตามความฝัน โอ๋ได้โอกาสไปเรียนต่อและกลับมาเยี่ยมเป้ในวันซึ่งฝนพรำ เป้รออยู่ใต้ร่มคันเดิม เสียงฝนริน ทุกอย่างดูเหมือนจะเหมือนเดิม แต่ทั้งคู่เติบโต กล้าเปิดใจ กล้ายอมรับอดีตและอุปสรรค พวกเขาจับมือกัน โดยไม่มีคำสัญญาใด ๆ มากไปกว่าการเป็นเพื่อนที่พร้อมจะเติบโตและเรียนรู้กันและกันในฤดูฝนทุกฤดูต่อไป