เกือบจะรัก: เพลงกล่อมคืนฝน
เสียงฝนพรำกระทบหลังคาออฟฟิศในค่ำวันศุกร์ เสียงโทรศัพท์กรีดร้องขึ้นขัดจังหวะการทำงานอย่างเคร่งเครียดของรวิช หนุ่มฝ่ายการตลาดวัยยี่สิบแปดที่มักมีรอยยิ้มกวน ๆ ติดใบหน้า มือหนึ่งถือถ้วยกาแฟเย็นจนกลายเป็นน้ำเปล่า เขารับสายแบบไม่ทันตั้งตัว “อ้าว บัว ว่าไง?”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ใบบัว นักออกแบบกราฟิกหน้าตาสดใสแต่สายตาคมกริบ โผล่หน้าเข้ามาในห้องประชุมที่เขาอยู่ โทรศัพท์ในมือเธอสั่นเบา ๆ “ไม่ตอบไลน์อีกแล้ว นายลืมไฟล์โปสเตอร์รึไง งานส่งพรุ่งนี้นะ” เสียงเธอฟังดูหงุดหงิดราวคนอดนอน รวิชเปิดกล่องอีเมลหน้าจอ “กำลังจะส่งเลย ไม่ต้องโทรก็ได้มั้ง จะทะเลาะกันทุกเช้าเลยมั้ย?”
ใบบัวถอนใจ หันไปเขียนบางอย่างในสมุดก่อนปิดโน้ตบุ๊กดังปึง “ไม่ได้อยากทะเลาะ แต่อยากได้ของให้ตรงเวลา” เธอพูดเบา ๆ แล้วเดินออกไป ทิ้งรวิชให้นั่งนิ่งอยู่ในห้องเงียบ ๆ มีเพียงฝนตกนอกหน้าต่างเป็นเพื่อน
หลังเลิกงาน รวิชชะงักที่ลานจอดรถเมื่อเห็นร่มสีเหลืองไหม้ในมือใบบัว เธอยกคิ้ว “รถฉันเสีย นายกลับทางไหน?” รวิชมองฝนที่กระหน่ำ “ถ้าไม่ติดใจที่ฉันขับเร็ว เชิญขึ้นมา” รอยยิ้มหลุด ๆ บนหน้าทั้งคู่ … รอบนี้ไม่มีการขัดแย้งระหว่างเดินไปที่รถ มีแต่เสียงฝนและบทสนทนาเงียบ ๆ
บนรถ เสียงเพลงคลอเบา ๆ ต่างคนต่างนั่งมองฝนที่ไหลผ่านกระจก “นายเชื่อในวันฝนตกมั้ย? ฉันว่ามันเหมือนเครื่องเตือนใจว่าอดีตยังวนเวียน” ใบบัวเปรย รวิชหัวเราะในลำคอ “อดีตงั้นเหรอ… หรือแค่ข้ออ้างที่จะไม่เริ่มอะไรใหม่”
ใบบัวนิ่ง เธอกระชับสายกระเป๋าว่า “เมื่อก่อน ฉันไว้ใจใครคนหนึ่งสุดหัวใจ สุดท้าย… เขาหายไปกับฝน” เงียบไปพักใหญ่ รวิชพูดอ้อมแอ้ม “แล้วเธอ… ไม่กล้าไว้ใจใครอีก?” เธอยิ้มเศร้า “บางทีใช่” รถผ่านสี่แยกไฟแดงในความเงียบที่แน่นขนัด
ออฟฟิศในเช้าวันจันทร์อึมครึมเหมือนจะฝนตกอีก รวิชหยิบแก้วกาแฟมาวางโต๊ะใบบัว “เผื่อจะหายง่วง” เธอมองเขาแปลกใจ สบตาแล้วยิ้มจาง ๆ “ขอบใจนะ” สายตาพวกเพื่อนร่วมงานจับจ้อง คำพูดลอยผ่านอย่างไม่ตั้งใจ “เดี๋ยวนี้ใจดีขึ้นแฮะ”
วันต่อมา พวกเขาต้องจับคู่กันไปสำรวจสาขาใหม่ คำสั่งฟ้าผ่าเพราะไม่มีใครว่าง ทั้งสองนั่งรถไฟออกเมือง บรรยากาศบนขบวนแน่นด้วยคนแปลกหน้า รวิชเปิดหัวข้อ “ถ้าต้องเลือก ชีวิตงานหรือความฝัน?” ใบบัวเหม่อมองนอกหน้าต่าง “ฉันเคยฝันอยากเป็นนักวาดภาพประกอบหนังสือเด็ก แต่พอมาทำงานจริง ไม่มีเวลาวาดอะไรเลย”
“แล้วทำไมไม่ลองอีกสักครั้ง?” รวิชโยนคำถาม ทันทีที่เขาพูดจบ ใบบัวนิ่งงัน
เสียงประกาศสถานี กลบความไม่สบายใจ เธอตอบแผ่วเบา “เพราะกลัวล้มเหลวอีก” เขามองเธอสลับกับทิวทัศน์นอกรถ “ทุกคนก็ผิดพลาดได้บัว ไม่ใช่แค่เธอนี่”
ระหว่างประชุมที่สาขาใหม่ ใบบัวต้องพรีเซนต์งานต่อหน้าผู้บริหาร ทั้งที่เตรียมตัวกะทันหัน รวิชกระซิบให้กำลังใจ “ใจเย็น ๆ นะ ฉันจะอยู่หลังห้อง” พอเธอมองเห็นเขาเชียร์อยู่จริง ความกังวลก็ลดลงเล็กน้อย เธอหลุดขำหลังจบ พอเดินออกมา รวิชชูนิ้วโป้ง “สุดยอดแล้ว เจ้านักวาดในคราบกราฟิก”
ใบบัวยิ้มจาง ๆ โต้กลับ “ก็มีคนช่วยลุ้นอยู่… แม้จะกวนเป็นบางเวลา” รวิชหัวเราะ ก่อนทั้งคู่เดินกลับที่พัก แบบเงียบ ๆ อีกครั้ง
คืนนั้นฝนตกหนัก ใบบัวออกไปซื้อข้าวแล้วติดฝนในร้านริมทาง รวิชไลน์มา “ขอร่มมั้ย?” เธอลังเลก่อนตอบ “ไม่ต้อง ฉันชอบดูฝน” แต่หลังจากรออยู่นาน รวิชก็โผล่มารับพร้อมร่มสีเทา “ไม่ต้องเก่งตลอดก็ได้นะ”
พวกเขานั่งรอดูฝนด้วยกัน ใบบัวถาม “นายฝันอะไร?” เขาชะงักก่อนตอบ “เมื่อก่อนอยากเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ แต่ที่บ้านไม่สนับสนุน เลยต้องมาทางนี้” ใบบัวหนุนคาง “ถ้าสักวันนายทำได้ นายจะชวนฉันไปนั่งไหม?” รวิชยิ้ม “ถ้าไม่ลืมกันไปก่อนนะ” ทั้งสองหัวเราะ เวลาผ่านไประหว่างเสียงฝนที่ตกพรำ
วันรุ่งขึ้น พวกเขาร่วมมือทำโปรเจ็กต์ใหญ่ด้วยกันเป็นครั้งแรก กว่าจะลงตัวก็มีขัดใจใส่กันกลางออฟฟิศจนเพื่อนแอบฟัง รวิชหงุดหงิด “เธอจะเอาแต่ไอเดียตัวเองทุกทีหรือไง?” ใบบัวสวน “ก็ไอเดียนายมั่ว!” บรรยากาศมาคุจนหัวหน้าต้องแยกทั้งคู่ไปนั่งคนละโต๊ะ
คืนวันนั้นรวิชกลับบ้านมาเห็นไลน์แจ้งเตือนจากใบบัว “วันนี้ขอโทษนะ ฉันแรงไปหน่อย” เขาอ่านอยู่หลายรอบก่อนพิมพ์ตอบ “ไม่เป็นไร ฉันเองก็พูดจากวนไปบ้าง” แล้วก็ปิดโทรศัพท์แบบนั้น
หลังโปรเจ็กต์จบ พวกเขาได้ชัยชนะ แต่รวิชก็เริ่มเว้นระยะห่างไป ใบบัวสังเกตได้ว่าเขาทำตัวแปลก ขาดการพูดคุยหรือหยอกล้อ เธอหันไปเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง “ฉันว่ารวิชแปลกไป กลัวว่ามีอะไรในใจ” เพื่อนหัวเราะ “หรือเขากำลังเขินอยู่?” ใบบัวยิ้มเจื่อน กลับมาเปิดสมุดวาด แล้ววาดแต่รูปใครบางคนใส่โค้ทท่ามกลางฝน
ช่วงงานเลี้ยงประจำปี รวิชหลบออกมาตรงระเบียง ดูฝนที่เพิ่งเริ่มตกอีกแล้ว ใบบัวเดินเข้ามายืนข้างกัน “นายไม่สนุกเหรอ?” เขาตอบเบา ๆ “บางทีเราก็ถนัดอยู่คนเดียว” เธอถาม “หรือกลัวอะไร?” รวิชหลบตา ก่อนเผยว่า “เคยคิดว่าสุดท้ายก็ไม่มีใครอยากอยู่กับคนแบบฉันนาน ๆ หรอก” ใบบัวเงียบ มองไปที่หยดน้ำฝน “แล้วนายรู้ได้ไง ถ้าไม่เคยถามใครเลย”
หลังจากนั้นไม่กี่วัน รวิชได้ยินข่าวลือเรื่องเขากับใบบัวทางออฟฟิศจนเขาอึดอัด เขาเริ่มตีตัวออกห่าง ทำตัวเหมือนไม่รู้จัก เวลาใบบัวเข้ามาหา เขาจะตอบแค่สั้น ๆ หรือหันไปยุ่งกับงานจนเธอต้องถอยออกมาเอง
ตกกลางคืนใบบัวเฝ้ามองแชทที่เงียบของรวิช ตัดสินใจโทรไปแต่เขาไม่รับ เธอส่งข้อความ “ทำไมต้องหลบหน้ากันด้วย?” รวิชพิมพ์กลับแค่ “ขอโทษนะ บัว” แล้วเงียบไป
วันรุ่งขึ้น ใบบัวรวบรวมความกล้า เธอเดินไปที่โต๊ะรวิชต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน “เราคุยกันได้ไหม?” เขาเงยหน้าขึ้น ด้วยสีหน้าลังเล ใบบัวยิ้มบาง ๆ “ฉันอยากรู้ว่านายจะหนีไปถึงเมื่อไหร่?”
รวิชกลืนคำอธิบาย เงียบจนเหมือนเวลาหยุด เค้าตอบช้า ๆ “ฉันกลัว… กลัวเสียสิ่งดี ๆ ไปถ้าพูดความจริง กลัวว่าเธอจะไม่รู้สึกอะไรเหมือนกัน” ใบบัวพูดต่ำ “นายคิดว่าฉันไม่รู้สึกเลยเหรอ?”
ทั้งสองค้นพบว่าความรู้สึกที่ถูกซ่อนอยู่กำลังจะบีบให้แตกหัก รวิชหลีกเลี่ยงไม่พัฒนาอะไรต่อ ใบบัวรับไม่ได้จึงเว้นระยะห่างไปจริง ๆ คราวนี้เงียบเหงากว่าทุกครั้ง แม้จะอยู่ในออฟฟิศเดียวกันแต่ไม่เอ่ยคำทักเลย
ตกดึกในคืนหนึ่ง รวิชนั่งมองรูปถ่ายวันไปสำรวจงานกับใบบัว ลังเลว่าจะทักหรือปล่อยผ่าน เขาไลน์ไปว่า “เธอวาดรูปอะไรอยู่บ้าง?” แต่นานมากกว่าจะได้รับแค่สติกเกอร์โบกมือกลับมา เขาท้อจนเกือบยอมแพ้
เช้าวันหนึ่ง รวิชเห็นถ้วยกาแฟแก้วเดียวบนโต๊ะตัวเอง พร้อมร่มสีเหลืองกับโน้ต “ไม่ต้องกลัวหรอก ไม่มีใครสมบูรณ์แบบทั้งนั้น แต่ถ้ายังอยากเป็นเพื่อน เราเดินตากฝนกลับบ้านด้วยกันได้เสมอ”
รวิชอ่านโน้ตจบ มือกำมันไว้แน่น เขาเดินออกไปรับใบบัวที่หน้าตึกพร้อมร่ม เหมือนเดิมแบบที่เคยทำ เธอมองสายฝนแล้วเอ่ยชวน “ไปวาดรูปตามคาเฟ่ที่นายชอบไหม?” เขายิ้มกว้าง “ถ้ามีเธอเป็นแบบให้…” เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนแอบสบตาขัดเขิน
ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันโดยไม่มีคำสารภาพ ไม่มีการเร่งเร้า ไม่มีใครเอ่ยว่ารัก แต่ความรู้สึกที่ค่อย ๆ เติบโตในความเงียบใต้น้ำเสียงฝนและบทสนทนาที่ไม่สมบูรณ์ คือสัญญาในใจว่าเมื่อถึงวันที่กล้าพอ… พวกเขาจะไม่ปล่อยมือจากกันอีก
คืนหนึ่งหลังฝนซา รวิชเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ภาพวาดของใบบัวแปะเต็มผนัง เธอลากเก้าอี้มานั่งข้างเขา “นายยังกลัวอะไรอยู่มั้ย?” เขามองเธอ “กลัว… แต่ไม่เท่ากลัวจะเสียคนสำคัญไปอีก” เธอยิ้มรับ เงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนทิ้งศีรษะลงบนไหล่เขาอย่างแผ่วเบา
ทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนแปลงในค่ำคืนเดียว แต่เสียงหัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางกลิ่นกาแฟและรอยฝนที่ยังค้างบนกระจก คือการเริ่มต้นใหม่ที่ทั้งสองเลือกเดินด้วยกัน… โดยไม่ต้องเร่งรีบหรือซ่อนความรู้สึกไว้อีกต่อไป