แค่วันหนึ่งในฤดูฝน
เสียงฝนโปรยลงกระทบหลังคาสังกะสีแบบไม่หยุดหย่อน ตึกสูงในย่านอโศกยามค่ำคลับคล้ายกำลังละลายอยู่ใต้ม่านน้ำใส หน้าต่างทะลุไปเห็นเส้นทางรถติดแดงยาว สะท้อนแสงไฟกระพริบอย่างใจร้อน วิวถอนหายใจพลางโฟกัสสายตากับจอคอมพิวเตอร์ ขณะที่นนท์วางแก้วกาแฟกระแทกโต๊ะเบา ๆ อีกโต๊ะฝั่งตรงข้ามโดยไม่มองหน้ากัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังอีกนานมั้ย? จะเสร็จไหมต้นฉบับชุดนี้น่ะ ฉันส่งต่อไม่ได้ถ้าอ้างว่าวิวยังไม่เคลียร์” เสียงนนท์เครียดแต่พยายามกดอารมณ์ วิวเงยไม่สบตา เขียนแก้คำบรีฟต่อ ริมฝีปากเม้มแน่น
“คุณก็ไปเคลียร์ส่วนของคุณก่อนสิคะ ฉันทำของฉันอยู่” วิวตอบสั้น ๆ ใช้เสียงนิ่งจนดูเย็นชา นนท์หัวเราะในลำคอแบบประชด สองคนนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่กัดบริษัท ฝ่ายครีเอทีฟกับคอนเทนต์ที่ทุกต้นฉบับเหมือนสมรภูมิเล็ก ๆ ในสายฝนนี้เอง
นนท์หันไปฟังเสียงเพลงเบา ๆ ผ่านหูฟัง จำต้องทำงานต่อหากไม่อยากกลับห้องเช่าดึกกว่าเก่า วิวยังคงขยับปากเถียงในใจ ทุกครั้งที่มีงานด่วนหรืออะไรก็ตาม พวกเขาต้องปะทะกันเสมอ ตัวเธอมองนนท์หยิบเอกสาร ท่าทีเหมือนไม่ใส่ใจแต่กลายเป็นสายตาติดตามทุกความเคลื่อนไหว
จู่ ๆ ไฟในออฟฟิศกระพริบ ฝนข้างนอกมีเสียงฟ้า ผ่าดังเปรี้ยง เงาทั้งออฟฟิศไหววูบชั่วครู่ วิวสะดุ้ง รีบกลับมาโฟกัสกับจอ เสียงฝีเท้านนท์เดินเข้ามาช้า ๆ
“กลัวเหรอ เมื่อกี้นี่” นนท์แซวเบา ๆ กลบความกังวลของตัวเอง วิวมองค้อน
“ไม่ได้กลัว แค่ตกใจ” เธอวางมือจากแป้นพิมพ์ ถอนหายใจยาว
ทั้งคู่เงียบไปพักหนึ่ง ไม่มีใครพูดอะไร มีแต่เสียงฝนแทรกมาเป็นระยะ
อนึ่งภาพในอดีตของวิวลอยมาไม่หยุด งานสุดท้ายที่เธอเคยทุ่มกับทีมก่อนบริษัทก่อนล่ม เพื่อนร่วมห้องต้องย้ายเมืองทุกคน ความผิดหวังตามหลอกหลอนเหมือนฝนทุกฤดู เธอสะบัดออกช้า ๆ แล้วพิมพ์งานใหม่
นนท์เปิดแมสเสจในมือถือ เห็นข้อความแม่ที่ส่งมาหลายเดือนก่อน ข้อความเดียวคือ “ลูกโอเคไหม กลับมาคุยกับแม่บ้าง” เขาลบแล้วเอานิ้วถูหน้าจอ กระวนกระวาย มีบางอย่างในใจที่ไม่เคยกล้าบอกใคร แต่ไม่ใช่กับวิวแน่ ๆ — อย่างน้อยก็ไม่ตอนนี้
สายฝนยังไม่หยุด กระทั่งงานชุดใหญ่เสร็จตอนเกือบสี่ทุ่ม นนท์มองนาฬิกาแล้วลุกยืดตัว กำลังจะเก็บของกลับแต่กลับรู้สึกว่าถ้าเดินออกไปตอนนี้มันดูแพ้ยังไงชอบกล
“เธอ… จะกลับยังไง ฝนตกหนักขนาดนี้” นนท์เกาหัวพลางถามเสียงเบา วิวย่นคิ้ว มองกระจกเม็ดฝนพลาง
“นั่งแกรบเอา… ฉันเคยนอนออฟฟิศก็ได้” เธอพูดเหมือนไม่สนใจอะไร แต่น้ำเสียงกร้าวกว่าสิ่งที่รู้สึกจริง
“หรือจะกินข้าวก่อน? มีร้านข้าวต้มข้างล่าง” นนท์เอ่ยแบบไม่ได้ตั้งใจจะใจดี วิวหยุดมือ คล้ายจะปฏิเสธแต่ท้องร้องขึ้นมาแทนคำตอบ
ใต้ลานจอดรถ ร้านข้าวต้มใต้อาคารเป็นจุดศูนย์รวมของพนักงานดึก ชุดสูทเปียกละอองฝน ควันข้าวต้มลอยมากับกลิ่นขิง นนท์สั่งโจ๊กกับไข่เค็ม วิวบอกข้าวต้มปลา ทั้งคู่ไม่พูดอะไรกันตอนรับอาหาร มีแต่สายตาเหลือบมองว่างเปล่าตรงฝั่งตรงข้าม
“ฉันไม่ได้เกลียดเธอหรอกนะ เอาเข้าจริงก็…” นนท์เกริ่นเหมือนค้นหาคำพูด แล้วหยุด “บางทีฉันก็แค่ รู้สึกถูกแข่งกับเธอตลอดเวลา” เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
วิวทำท่าเหมือนไม่แปลกใจ สายตาก้มลงกับชามข้าวเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง “ฉันก็เหมือนกัน… แต่ที่จริง ฉันกลัวว่าจะไม่มีใครเห็นค่าฉันอีก”
แววตาทั้งคู่ประสานกันกลางโต๊ะ ต่างคนต่างเปลือยใจในความเงียบแปลก ๆ บางอย่างอบอุ่นซึมซาบมาแทนความขัดแย้งเดิม ทั้งคู่ไม่ได้พูดเรื่องนั้นอีกจวบจนแยกย้ายกันกลับ — ฝนยังไม่หยุดตก
เช้าวันถัดมา วิวเดินเข้าออฟฟิศพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ เธอมองนนท์ที่กำลังยืนเซ็นต์เอกสารให้ฝ่ายบัญชี สายตาติดตามเหมือนวันก่อนแต่ครั้งนี้เธอไม่รู้สึกหนักอึ้งอีก
พนักงานสาวจากโต๊ะข้าง ๆ กระซิบ “รู้มั้ย คุณนนท์จริง ๆ ก็ไม่ใช่คนเลว รายนั้นรักพวกพ้องสุด ๆ แต่ดุไปงั้น…” วิวพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้ตอบอะไร
นนท์สังเกตเห็น เธอทำทีเดินผ่านแต่เขาหันมา เมื่อสบตากันต่างคนต่างยิ้มจาง ๆ อย่างเขิน ๆ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเมื่อคืนอีกเลย
บ่ายวันหนึ่ง ฝ่ายครีเอทีฟมีโปรเจ็กต์ใหม่ งานใหญ่กว่าทุกครั้ง นนท์ได้รับเลือกเป็นหัวหน้า ส่วนวิวเป็นที่ปรึกษาด้านเนื้อหา ทุกการประชุมเต็มไปด้วยไอเดียร้อนแรงแต่คำพูดกัดจิกกันกลับน้อยลง วิวยังแขวนจองาน แต่เริ่มเคลียร์ให้นนท์ใช้ได้ง่ายขึ้น
หลายวันที่อยู่ใกล้กันยิ่งเห็นมุมที่ไม่เคยรับรู้ วิวสังเกตนนท์แอบเก็บข้าวของให้เพื่อนร่วมทีมตอนเลิกงาน นนท์สังเกตวิวช่วยเหลือเด็กฝึกงานตอนโดนตำหนิ โดยไม่พูดออกสื่อ ทั้งสองเริ่มพูดกันน้อย ๆ แต่ด้วยสายตาและท่าทางที่อบอุ่นขึ้น
วันหนึ่งขณะวิวนั่งแก้งานดึก นนท์เอากาแฟดำมาให้ เขาวางแก้วไว้ข้างมือเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร วิวมองสบตาแล้วกล่าวขอบคุณเสียงแผ่ว ๆ ไม่มีเสียงทะเลาะ ไม่มีประชด มีเพียงเสียงฝนไหลรินและความเงียบที่สบายใจจาง ๆ
ตอนเที่ยงในอีกวันหนึ่ง วิวถูกเรียกประชุมกับผู้บริหารโดยไม่รู้ล่วงหน้า เธอเดินหน้าซีดเข้าไปในห้องประชุม เจอข่าวร้าย: โครงสร้างบริษัทจะถูกปรับใหม่ งานของเธออาจหายไป เธอเดินออกมาอย่างหมดแรง
นนท์สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติ แต่ไม่ถามตรง ๆ เขานั่งเงียบ ๆ ใกล้เธอ ส่งเอกสารสรุปงานให้ช้า ๆ มือสั่นนิด ๆ สายตาติดใจอยู่ที่ใบหน้าจืดเจื่อน
“มีอะไรหรือเปล่า ถ้ามีปัญหาอะไร…ก็บอกได้” เขาถามเสียงค่อย วิวเม้มปากแล้วสั่นหน้า น้ำเสียงแหบเล็ก ๆ
“ขอบคุณ…แค่นี้แหละ” เธอก้มหน้าซ่อนแววตา นนท์อยากจะถามให้มากกว่านี้แต่รู้ว่านี่คือขอบเขตของวิจารณญาณ
เย็นวันนั้น วิวกลับห้องด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว ปิดฝักบัวน้ำอุ่นเกือบชั่วโมง แล้วทิ้งตัวลงบนเตียง จำเสียงหัวเราะและปีติในวงเพื่อนร่วมงานเมื่อก่อนโน้น ความกลัวที่สูญเสียกลับมาท่วมท้น
จากนั้นหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป การเปลี่ยนแปลงบริษัทเป็นเรื่องที่ปิดไม่ได้อีก วิวต้องเลือกระหว่างจะย้ายไปอีกแผนกหรือเสี่ยงตกงาน เธอเดินไปหานนท์ที่ระเบียงตึกกลางฝนที่เริ่มตกหนักอีกครั้ง
“ฉัน…ว่าจะลาออก” เสียงเธอสั่น ร่างเปียกฝนชื้นไปทั้งแผ่นหลัง นนท์อึ้ง รีบเข้าใกล้กว่าเดิม
“ทำไมล่ะ…? เธอเป็นคนเก่งที่สุดที่นี่นะ” เสียงเขาเหมือนเด็กๆ “ถ้างั้น…จะทำอะไรต่อ?”
วิวจ้องตาเขาสั่น ๆ “ฉันอยากเริ่มต้นใหม่…ไม่รู้ที่ไหน แต่ที่นี่ ฉันกลัวจะกลับไปพังเหมือนอดีตอีก”
นนท์นิ่งเงียบเนิ่นนาน ก่อนจะตอบเสียงเบา “ฉันก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่าอยู่ต่อไปจะไม่เป็นตัวเอง กลัวจะเสียเธอไปด้วย แบบวันนั้นกับแม่” น้ำเสียงเขาสั่นเทา วิวยืนกัดปาก รู้ทันทีว่าความกลัวของเขาหนักหนา แต่กลายเป็นสะพานมาเชื่อมใจสองคนโดยไม่ได้ตั้งใจ
สายฝนกลบเสียงสะอื้น ร่างทั้งสองคนยืนใกล้กันกว่าครั้งไหน ๆ ครั้งนี้ไม่มีคำประชด ไม่มีการแข่งขัน มีเพียงคนสองคนที่เปราะบางและมองหาคำปลอบโยนจากกันและกัน
หลังจากนั้นวิวขอลางานไปตั้งสติ นนท์ทุ่มเทกับโปรเจ็กต์คนเดียวจนเริ่มรับรู้ว่าโลกนี้ไม่มีวิวอีกฝั่งให้งานสมบูรณ์ เขาเหนื่อยจากการพิสูจน์ตัวเอง เหนื่อยจากการไม่ยอมให้อภัยตัวเองเรื่องแม่ วิวใช้เวลาหลายวันออกจากเมือง ไปพบเพื่อนเก่าสมัยเรียนท่ามกลางสายฝนที่จันทบุรี ฟังเสียงทะเล ปล่อยอดีตที่ค้างคามานาน
ภาพวิวในวันหนึ่งยืนเหม่อนานริมทะเลพร้อมพิมพ์ข้อความถึงนนท์: “คิดถึงบ้างไหม?” แต่ลบออกทุกครั้ง ก่อนจะกล้าส่งเพียง “เป็นไงบ้าง” สั้น ๆ และได้รับข้อความ “ขอให้เธอสบายดี” ตอบกลับมาในวันถัดไป
ชีวิตสองคนดำเนินแยกกันช่วงใหญ่ ออฟฟิศใช้โปรเจ็กต์ที่นนท์ทำประชาสัมพันธ์ใหญ่ เขาประสบความสำเร็จแต่รู้สึกว่างเปล่า วิวเริ่มเขียนบทความท่องเที่ยว อาศัยประสบการณ์จากการอดทนอดีต เธอค่อย ๆ เยียวยาชีวิต
ผ่านไปเกือบสองเดือน วิวกลับมาเยี่ยมออฟฟิศเก่า เจอเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องเล่าเรื่องนนท์ไม่ค่อยคุยกับใคร เหมือนหายไปคนละคน เธอเดินไปหาที่ร้านกาแฟในตึก ร่างเขานั่งอยู่ริมห้องคนเดียวกับสมุดวาดรูป ดวงตาล้า ๆ ทว่ามีรอยยิ้มขึ้นมาทันทีที่เห็นวิว
“ไม่คิดว่าจะมา…” เสียงเขาระคนดีใจ
วิวกลั้นยิ้ม “กลับมาเยี่ยมเฉย ๆ ไม่ได้ขัดแย้งอะไรแล้ว” เธอเงียบกลั้นใจสักครู่ “คิดถึงนะ”
นนท์อึ้งไปนาน กำลังควานหาคำพูดที่ดีที่สุด สุดท้ายก็หัวเราะในลำคอ “คิดถึงเหมือนกัน แต่มาช้าไปใช่มั้ย?”
วิวมองหน้าเขายิ้มเศร้า “ไม่ช้าหรอก… แค่มีสายฝนหนึ่งฤดูที่เราต้องเติบโตขึ้น”
ทั้งคู่เงียบงัน กลับมีความสบายใจแผ่วเบา วิวเอามือแตะถ้วยกาแฟของนนท์ ก้มหน้า “เราไม่รู้อนาคตใช่ไหม แต่…” เธอเว้นจังหวะ “ฉันอยากลองดูอีกครั้ง”
นนท์วางมือบนมือเธอแผ่ว ๆ ลมหายใจขาดห้วง “งั้นก็ลองใหม่ด้วยกัน”
เสียงฝนเริ่มโปรยลงมาอีกครั้ง คล้ายสายลมของวันเริ่มต้นใหม่ เงาสองร่างในร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ตัดกับแสงนวล อดีตไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิ่งหนีอีก ความหวังและความกลัวอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน ทั้งสองดูเหมือนคนที่แค่วันหนึ่งในฤดูฝน ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรักที่หาญกล้าฝ่าความกลัวไปด้วยกัน