ระหว่างทางที่ยังเงียบงัน
เสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่างห้องกระเบื้องเก่า ๆ บนนั้นป้ายชื่อบริษัทสีหม่นปรากฏตัวโดดเดี่ยวในคืนวันศุกร์ “Mango Green Creative” โคมไฟสีขาวส่องหัวโต๊ะกระทบกับเส้นผมรกรุงรังของอิศรา เขาอยู่นิ่ง สมาธิทั้งมวลจมสู่หน้าจอแล็ปท็อปเพ้นท์เคอร์เซอร์ลากไปมาอย่างเงียบเชียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กลับบ้านมั้ยคะพี่อิศ” น้ำหนึ่งโผล่มาที่ข้างโต๊ะของเขา น้ำเสียงใสอย่างคนใจดี แต่แววตาก็มีอะไรเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่
อิศราเงยหน้าขึ้น เหมือนไม่ได้ยินที่ถาม แม้จะเห็นรองเท้าผ้าใบสีพาสเทลคู่เก่งของน้ำหนึ่งที่ขยับย่ำโต้ะพื้นเสียงเบา
“เดี๋ยวเสร็จงานนี้ก่อน…” เขาตอบสั้น
“งานเดียวกันกับเมื่อวาน หรือวันก่อน” น้ำหนึ่งเปรยยิ้ม แล้วหยิบเอกสารไปปึกหนึ่ง ทิ้งตัวลงเก้าอี้ข้าง ๆ เพียงครู่เดียวความเงียบก็แทรกตัว
พวกเขาทำงานด้วยกันมาครบปี อิศรานั้นมาดนิ่ง หลีกทางให้เสียงของน้ำหนึ่งมีที่ทางในกลุ่มเสมอ เขาวาดภาพ เธอออกแบบกราฟิก งานที่ต้องสื่อสารกันเสมอ แต่การพูดคุยนอกเนื้องานกลับน้อยจนนับคำได้
“พี่รู้ใช่ไหม ว่าฝนจะหยุดตกตอนที่ไฟริมถนนติดตรงสะพาน” เธอถาม เสียงนุ่ม ๆ ในยามออฟฟิศเงียบสนิท มันเหมือนคำพูดลอยคล้องไว้ในอากาศ
“…อืม” อิศราพยักหน้า แล้วกดเซฟงาน เงียบงันกลับมากินพื้นที่อีกครั้ง
วันจันทร์ถัดมา พวกเขาต้องไปพรีเซนต์งานที่บริษัทลูกค้า น้ำหนึ่งขับรถ อิศรานั่งข้างๆ ทั้งคู่ดูกังวล อิศราหลบตา มองออกนอกหน้าต่าง มือขยุ้มกระเป๋าผ้าแน่น
“ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นหรอก งานนี้เธอวาดสวยดีนะ” น้ำหนึ่งว่า ใจจริงก็หวังให้คำพูดช่วยบรรเทาความตึงเครียดที่เห็นได้ชัด
“…กลัวเขาจะไม่ชอบ” อิศราตอบเสียงเบา
น้ำหนึ่งละสายตาจากถนนแวบหนึ่ง “แล้วทำไมต้องกลัวขนาดนั้นล่ะ”
“เพราะเคยล้มเหลวมาแล้ว…” อิศราพูดเหมือนสารภาพ เธอชะงัก ไม่พูดอะไรต่อ ชั่วขณะนั้น มีแต่เสียงเครื่องยนต์ที่ดังเบียบูรณ์ในรถเล็ก ๆ คันเดียว
ตลอดสัปดาห์ น้ำหนึ่งเริ่มสังเกตว่าอิศรายิ่งมีโลกส่วนตัวสูง บางวันไม่ค่อยตอบไลน์งาน บางทีเดินหนีกลางออฟฟิศเวลาคนพูดคุย เธอพยายามเข้าหา โยนมุกตลกบ้าง ถามสารทุกข์สุขดิบบ้าง แต่เขามักตอบสั้น ๆ หรือเงียบ
เย็นวันศุกร์ น้ำหนึ่งเดินไปที่ร้านกาแฟใกล้บริษัท สายฝนตกพรำ หลังจากรอสั่งลาเต้ร้อนกลับ เธอก็เห็นอิศรานั่งอ่านหนังสือคนเดียวที่มุมร้าน โต๊ะเดียวกับที่ทั้งบริษัทเคยมานั่งฉลองโปรเจกต์แรกด้วยกัน
“นายกินอะไรบ้างหรือยัง” น้ำหนึ่งนั่งลงตรงข้าม อิศราหลบสายตา ตอบแผ่วเบา “ยัง”
“ไปร้านก๋วยเตี๋ยวด้วยกันมั้ย”
“ไปก็ได้” ไม่ได้สบตา แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
ระหว่างเดินไปใต้ร่มคันเดียวกัน น้ำหนึ่งเปิดบทสนทนา “นายเคยฝันอยากทำอะไรจริงจังมั้ย”
อิศราหยุดคิดนาน สุดท้ายเอ่ยช้า ๆ “อยากวาดนิยายภาพเป็นของตัวเองมานานแล้ว แต่…กลัวคนจะหัวเราะเหมือนตอนเรียน”
น้ำหนึ่งหัวเราะเบา ๆ “ฝันของฉันอยากเป็นนักออกแบบฉากภาพยนตร์…แต่พ่อแม่ว่าไม่มั่นคง ฉันเลยอยู่แค่นี้”
เสียงฝนกลายเป็นฉากหลังของคำพูดที่ค่อย ๆ ถักร้อยความเข้าใจระหว่างกัน คนสองคนที่เหมือนจะไม่คุ้นสนิท กลับสะท้อนความเปราะบางในใจให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
อีกหลายวันหลังจากนั้น อิศราเริ่มเปิดใจในกลุ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับน้ำหนึ่งที่มักเอาภาพสเก็ตซ์ของอิศรามาลงโซเชียล “วันนี้เราขอฝากผลงานเพื่อนอีกคนของทีม อิศราวาดได้นุ่มนวลสุด ๆ”
วันหนึ่งในห้องประชุมเล็กหลังเลิกงาน พวกเขาดีเบตคอนเซ็ปต์แคมเปญใหม่ น้ำหนึ่งเสนอสีสันจัดจ้านสดใส แต่อิศรามองว่าดูฉูดฉาดเกินไป เริ่มถกเถียงกันรุนแรง เสียงน้ำหนึ่งดังขึ้น “นายไม่ชอบ เพราะนายไม่กล้าออกนอกกรอบเองรึเปล่า!” อิศรานิ่งไป สะอึกกับคำพูดนั้น
ประชุมจบ พวกเขาไม่คุยกันเป็นอาทิตย์ อิศราหลีกเลี่ยงน้ำหนึ่ง น้ำหนึ่งไว้ใจไม่ได้ เดินเฉียดก็รู้สึกอึดอัด เหมือนเส้นบาง ๆ ของมิตรภาพใกล้ขาดลง
วันหนึ่ง น้ำหนึ่งกลับมาเห็นอีเมลลับชื่อ “Ishara’s Sketches” แนบไฟล์วาดภาพเรื่องราวชีวิตคนธรรมดา มีบันทึกเสียงร้องขอคำแนะนำเล็ก ๆ จากอิศรา
น้ำหนึ่งลังเลจนดึก ก่อนที่สุดท้ายจะกดตอบกลับ “ฉันว่ามันดีมากนะ ครั้งหน้าลองใส่สีของนายเองดู อย่ากลัว—เพราะถึงไม่มีใครเข้าใจ อย่างน้อยก็มีฉัน”
เช้าวันหนึ่ง น้ำหนึ่งพบว่าต้องถูกส่งไปประชุมที่เชียงใหม่ 1 เดือน เธอจึงต้องบอกลาเพื่อนร่วมงาน อิศรายืนนิ่ง ๆ อยู่หลังห้องไม่ได้เข้าไปพูด ตอนเย็น น้ำหนึ่งเดินมาหาด้วยท่าทางอึดอัด “นายมีอะไรอยากพูดมั้ย ก่อนที่ฉันจะไป”
“…ไม่รู้จะพูดยังไง”
“งั้นก็ไม่ต้องพูด” เธอยิ้มจาง ๆ ก่อนเดินจากไป อิศรามองแผ่นหลังเธอหายลับในฝนที่กำลังโปรยบางเบา
ช่วงเวลาห่างกันนั้น อิศรากลับมาวาดรูปมากขึ้น เขาโพสต์ภาพลงไอจีครั้งแรกในชีวิต มีคอมเมนต์จากน้ำหนึ่งมาเสมอ “เก่งขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ วันนี้เป็นรูปต้นไม้ อย่าลืมรดน้ำด้วย”
แต่ในใจอิศรา กลับรู้สึกช่องว่างมากขึ้น เวลาทำงานไม่มีเสียงหัวเราะของน้ำหนึ่ง ไม่มีการโยนมุกตลกประจำวัน ทุกอย่างดูเงียบผิดแปลก
ค่ำวันหนึ่ง น้ำหนึ่งโทรหาอิศรา “รู้ไหม บางทีฝนที่นี่ก็ทำให้ฉันนึกถึงนายนะ”
มีครั้งหนึ่งตอนวิดีโอคอล น้ำหนึ่งพูดขึ้นเงียบ ๆ “พออยู่ไกล ๆ แล้วรู้สึกว่าหลายอย่างในชีวิตมันไม่แน่นอนเลยเนอะ”
อิศราเงียบไปนาน “ฉันก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่าวันนึง…จะไม่มีโอกาสได้ขอโทษเธอ เรื่องวันนั้น ฉัน—”
น้ำหนึ่งส่ายหน้า “ฉันก็ไม่ได้รู้สึกดีเลยที่พูดแบบนั้น นายไม่ได้ต้องเปลี่ยนตัวเองเพราะใคร ฉันแค่กลัวจะเสียเพื่อนดี ๆ ไป”
ตอนนั้นเองที่ทั้งสองได้ยินเสียงเงียบมากกว่าคำพูด หัวใจต่างเต้นแรงไปพร้อม ๆ กัน
เมื่อเวลาผ่านไป น้ำหนึ่งเริ่มเห็นภาพของอิศราตามงานนิทรรศการศิลปะออนไลน์เล็ก ๆ คนคอมเมนต์ชื่นชมมากขึ้น เธอรู้สึกภูมิใจแปลก ๆ แต่ก็แฝงด้วยความเศร้าเล็ก ๆ ว่าคน ๆ นี้อาจไม่ต้องการเธออีกต่อไป
วันกลับกรุงเทพฯ น้ำหนึ่งเจออิศราที่สนามบิน ทั้งคู่ต่างประหม่าจนเกร็ง น้ำหนึ่งเป็นฝ่ายทัก “อยู่ครบเนอะนาย”
“อยู่ครบ…แต่ก็เหมือนขาดอะไรไป” อิศราชะงัก แววตาหลบลึกกว่าทุกวัน
“นายไม่ต้องพูดหรอก เดี๋ยวฉันจะถามเองก็ได้” น้ำหนึ่งพูดตัดบท ทั้งสองเดินออกจากสนามบินไปพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ
กลับมาในบริษัท ช่วงหลังอิศรากับน้ำหนึ่งเริ่มสนิทกันอีกครั้ง ค่อย ๆ ทดลองไอเดียใหม่ ๆ ที่เคยกลัว บางวันก็โต้เถียงกันจนเหนื่อย แต่สุดท้ายก็หันมาให้กำลังใจกันและกัน
วันหนึ่ง น้ำหนึ่งโดนผู้ใหญ่วิพากษ์วิจารณ์งานอย่างหนัก เธอเดินไปแอบร้องไห้ในห้องน้ำ อิศราได้แค่ยืนลังเลอยู่หน้าประตู
“เลิกกลัวได้แล้วไหม” น้ำหนึ่งพูดลอดบานประตูออกมา
“ฉันก็กลัว…กลัวจะเสียเธอจริง ๆ” อิศราพูดเบา ๆ
น้ำหนึ่งค่อย ๆ เปิดประตู เธอยิ้มเจื่อน ๆ “งั้นเราก็แค่หกล้มด้วยกันบ้าง ไม่เห็นแปลกเลยใช่ไหม”
หลังจากนั้นทั้งสองไปนั่งริมแม่น้ำ ดูไฟกรุงเทพฯ สะท้อนผิวน้ำ อิศราพูดขึ้นหลังเงียบอยู่นาน “บางที…เงียบ ๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มีเธอนั่งอยู่ข้าง ๆ”
น้ำหนึ่งหัวเราะ “นายก็ยังพูดไม่เก่งเหมือนเดิม”
“แต่ก็ดีขึ้นใช่ไหมล่ะ”
“ดีขึ้นมาก” เธอว่าแล้วเท้าแขนลงพื้น สายตาต่างคนต่างสื่อความหมายมากกว่าคำพูด
ในงานอีเวนท์แกลเลอรี่สุดท้าย อิศรานำภาพวาดนิยายภาพของตัวเองมาโชว์ มีน้ำหนึ่งยืนดูข้าง ๆ คนทั้งสองสบตากัน หัวใจเต้นแรง แต่เงียบงันกว่าที่เคย
“นายเห็นอะไรในความเงียบแบบนี้บ้าง” น้ำหนึ่งถามเสียงเบา
อิศราเงยหน้าจากภาพ ชั่วขณะหนึ่งความเงียบช่างแน่นขนัดเสียยิ่งกว่าคำพูดใด เขาตอบเบา ๆ “ฉันเห็นเธอทั้งคน…ในอนาคตของฉัน”
ระหว่างเสียงปรบมือชื่นชม น้ำหนึ่งหัวเราะ น้ำตาซึม เธอจ้องเขาเหมือนตั้งใจจะพูดอะไร แต่สุดท้ายแค่จับมือเขาแน่น แล้วต่างคนต่างยืนเงียบอยู่ข้างกัน รู้สึกว่าความเงียบนี้…มันไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป