ระยะห่างที่ใกล้เกินไป
เสียงฝนตกกระหน่ำกระทบกระจกหน้าต่างอาคารเก่า ตะวันนั่งอยู่คนเดียวบนโต๊ะมุมห้องสมุด ทั้งโลกไปอยู่กับปกสมุดเล่มหนาเสียงดังหน้ากระดาษถูกเปิด พลันฟ้าเดินเข้ามา ตัวเปียกฝน เลือดฝาดบนแก้มชัดเจน เธอวางกระเป๋าแล้วนั่งตรงข้าม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทำไมฝนต้องตกตอนที่เราลืมหยิบร่มตลอดเลยนะ” ฟ้าพูด พลางเอามือเช็ดผมและยิ้มแหย
ตะวันเงยหน้ามาสบตา มีรอยยิ้มจาง “อาจเพราะฝนมันชอบมาระหว่างเวลาเดิมกับคนเดิม …แปลกดีนะ”
ฟ้าหลุดหัวเราะ บรรยากาศในห้องสมุดจึงไม่ว้างเปล่าอีกต่อไป พวกเขามาคุยเตรียมโปรเจกต์ใหญ่ปีสี่—โปรเจกต์ที่อาจเปลี่ยนอนาคตใครบางคน
“งั้นเราคงต้องนัดใหม่อีกที” เธอหยิบโทรศัพท์ เปิดปฏิทิน “หรือเธอจะส่งสไลด์มาก็ได้นะ ไม่ต้องมาลำบากแบบนี้”
“ถ้ามาคอยส่งงานให้กันทางไกลก็คงไม่มีโอกาสได้นั่งฟังเสียงฝนกับเธอ ” ตะวันพูดเบา ๆ แล้วก้มลงกับชีทเรียน
ฟ้าหยุดนิ่ง มองมือของอีกฝ่ายที่บีบปากกาจนแน่น “…ตะวัน เธอเป็นอะไรเปล่า?”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่กลัวจะผิดพลาด”
เสียงหายใจเข้าออกของทั้งคู่ดังในระหว่างช่องว่าง ระยะความใกล้กับใครสักคนที่คล้ายว่า…ยังไกลออกไปทุกที
เจ็ดโมงเช้าในวันถัดมา ตะวันปั่นจักรยานเข้ามาในมหาวิทยาลัย เงาของต้นประดู่ทอดยาว ฟ้านั่งรออยู่ที่เก้าอี้หลังโรงอาหาร เอาหัวซุกแขนเหมือนหนีอะไรมากกว่ารอใคร
“รอนานไหม?”
“พ่อโทรมาแต่เช้า บอกให้รีบหางานหลังเรียนจบ อย่าเลือกมาก ไม่อยากให้ลำบากแบบเขา…บางทีกลัวเหมือนกันนะ ว่าเราจะล้มเหลวเหมือนพ่อ” ฟ้าสารภาพเสียงแผ่ว
ตะวันนั่งข้าง ๆ มองเธอแบบไม่ทันรู้ตัว “เธอไม่เหมือนใครหรอกฟ้า เธอพยายามมากแล้ว”
ฟ้าเงยหน้าขึ้น หัวเราะแผ่ว “พูดแบบนี้เหมือนปลอบเด็กเลย…” เธอก้มหน้าตัวเองอีกครั้ง
“ก็เราเป็นเด็กกันทั้งนั้นแหละ เพียงแต่บางคนโตเพราะต้องโต”
แววตาฟ้าอ่อนลง สายลมเย็นพัดผ่าน ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากกว่านี้
อีกสัปดาห์ โต๊ะอ่านหนังสือกลายเป็นเวทีถกเถียง ฟ้าต้องการใช้โปรเจกต์เพื่อสอบชิงทุนบินไปต่อปริญญาโทต่างประเทศ ตะวันอยากทำงานในเมืองไทย เพื่อดูแลแม่ที่ป่วย
“เธอก็รู้ว่าฉันอยากไปต่อ—ถ้าได้ทุนทุกอย่างมันจะเปลี่ยน ฟ้าคลี่แผนงานด้วยความตื่นเต้นแต่ตะวันเงียบผิดปกติ
“เราควรคิดถึงทีมด้วยไหม ไม่ใช่แค่เป้าหมายของคนใดคนหนึ่ง…” ตะวันพูดด้วยเสียงสั่นติ่งความกังวล
“มันคือโอกาสชีวิตฉันนะตะวัน เธอไม่เข้าใจเหรอ?” เธอยืดตัวขึง ตามองนิ่ง
“แล้วแม่เราล่ะ ถ้าต้องไป ตะวันจะช่วยฉันไหม” เสียงเบาหวิว สีหน้ากล้ำกลืนต่างคนต่างนิ่ง
ความเงียบที่กดทับ กลายเป็นระยะห่างมองไม่เห็นระหว่างเธอกับเขา
วันศุกร์คล้อยเย็น ตะวันขี่จักรยานไปส่งฟ้าที่หอพัก ฝนตกโปรยปรายมาใหม่ ฟ้าพยายามกางร่มให้ตะวันแต่โดนปัดเบา ๆ “เปียกด้วยกันดีกว่า”
เขาหัวเราะ ซ่อนคำพูดสำคัญไว้ในเสียงหัวเราะนั้น “บางทีเราอยู่ใกล้เธอมากไป จนกลัวว่าสักวันจะต้องห่างกัน… ”
ฟ้าเดินเงียบ ๆ กลับเข้าหอ เหลียวหลังกลับมามองเขาที่เปียกฝนอย่างเงียบงัน
เพื่อนร่วมห้องถามฟ้าว่าทำไมไม่คบตะวันเสียที “ฉันเอง…กลัวจะเสียใจทีหลัง ถ้าเลือกเขาแล้วต้องกลับมาผิดหวัง” ฟ้าตอบเสียงสั่น
เช้าวันสอบกลางภาค ฟ้าโทรหาตะวันแต่ไม่มีใครรับ แม่ของตะวันเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน ทำให้เขาต้องหายไปจากกิจกรรมทุกอย่าง ฟ้าเป็นห่วงแต่แค่ส่งไลน์ก็เงียบ
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา ตะวันโทรกลับ สายตาล้า ๆ “ขอโทษที่หายไป…แม่ไม่ดีขึ้นเลย ฉันไม่แน่ใจจะทำโปรเจกต์ไหวไหม”
“อย่าทิ้งกันนะ…ถ้าอะไรหนักเกิน ฉันช่วยแบ่งได้นะ”
“บางอย่างมันแบ่งไม่ได้หรอกฟ้า…”
ฟ้านั่งนิ่ง น้ำตาคลอ เบอร์โทรถูกวางสายไปพร้อมกับความห่วงใยที่อยู่ระหว่างคำพูด
คืนวันนั้น ฟ้าเดินเล่นริมแม่น้ำในมหาวิทยาลัย ลมแรง เธอหยุดมองนาฬิกาส่งข้อความไป “ขอให้แม่หายดีนะ จบโปรเจกต์เรายังนัดกันที่ร้านข้าวต้มเดิมนะ”
ตะวันอ่านข้อความซ้ำไปมา ไม่มีคำตอบ ท่ามกลางเสียงเครื่องช่วยหายใจของแม่
เสาร์ต่อมา ฟ้าทำโปรเจกต์คนเดียว หยิบสมุดวาดภาพดูเก่า ๆ ของตะวันที่ให้ไว้วันเกิดขึ้นมาดู เธอมองลายเซ็นเขาที่ขอบหน้ากระดาษ นิ่งอยู่นาน
“ฟ้า… ฉันผิดหวังไม่ได้อีกแล้วนะ” เธอพูดเบา ๆ เหมือนคุยกับตัวเอง
วันรับเกียรติบัตร ฟ้ากับตะวันสวนกันในโถงใหญ่ ต่างคนต่างทักทายยิ้ม ๆ แบบคนที่เคยมองเห็นกันทั้งโลกแต่วันนี้เหมือนเป็นคนแปลกหน้า
“ยินดีด้วย…”
“เหมือนกัน… เธอได้ทุนหรือยัง?”
“ยัง เขาบอกว่าจะประกาศปลายเดือน”
เงียบไปแปบนึง ตะวันเหมือนอยากพูดอะไร แต่เลือกเดินจากไปแทน
ฟ้ากลับห้อง ลังเลจะโทรหาเขาแต่ก็ไม่กล้า เธอพักสายตาลงกับเตียง หญิงสาวร่วมห้องหยิบโปสการ์ดจากนอกประเทศยื่นมาให้ “ถ้าเธอได้ทุน เธอจะไปจริง ๆ เหรอ?”
“มันก็แค่…ฝันหนึ่งเท่านั้นแหละ” ฟ้าตอบพร้อมรอยยิ้มนิด ๆ ที่เจ็บลึก
ปลายเดือนนั้น ฟ้าได้รับอีเมลแจ้งว่าเธอได้ทุนแล้ว
ทันทีที่อ่านจบ เธอหยิบโทรศัพท์โทรหาตะวัน น้ำเสียงตื่นเต้นปนลังเล “เราจะได้ไปต่อ แต่…เธอคิดว่าเรายังต้องทำโปรเจกต์อยู่ไหม”
ปลายสายเงียบงัน ก่อนตอบ “ฉันดีใจด้วยฟ้า… เราทำตามฝันกันเถอะ ถึงจะคนละที่”
“แล้วเธอล่ะ?”
“ฉันคงอยู่ต่อ…จนกว่าแม่จะดีขึ้น อย่างน้อยจะไม่เสียใจถ้ายังได้ดูแล”
เงียบไปนาน ต่างฝ่ายต่างกลืนคำพูดลงคอ
สองคนจัดงานเลี้ยงอำลาเพื่อนในร้านข้าวต้ม เธอกับเขานั่งติดกันแต่ไม่มีใครพูดมาก ฟ้าสั่งข้าวต้มปลาเหมือนเคย ตะวันยิ้ม “นี่เมนูโปรดหรือพยายามรักษาประเพณี?”
“ทั้งสองอย่าง เจออะไรดี ๆ ก็อยากขอให้อยู่ต่อไป ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยน”
ตะวันวางตะเกียบ ชะงักนิด ๆ “ถ้าเธอกลัวความเปลี่ยนแปลง แล้วทำไมถึงไป…”
ฟ้ายกยิ้ม ตาแดงนิด ๆ “ถ้าเราไม่กล้าเปลี่ยนแปลง เราก็ไม่มีวันรู้ตัวเองจริง ๆ ว่าอยากอยู่ที่ไหน”
หลังวันนั้น เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ ต่างคนต่างขลุกกับการเตรียมตัวเข้าสู่ความฝัน ฟ้าพยายามเขียนเมลถึงตะวันแต่ลบทิ้งทุกครั้ง
ตะวันนั่งดูแม่หลับ คิดถึงวันที่ตัวเองหัวเราะได้อย่างสบายใจในห้องสมุด มันหายไปตอนไหนกันนะ
วันเดินทางของฟ้ามาถึง เธอส่งข้อความหาตะวันเช้าตรู่ “ถ้าวันหนึ่งเราทำตามฝันสำเร็จ เธอจะรอให้เรากลับมานั่งฟังเสียงฝนด้วยกันไหม”
ตะวันอ่านแล้วไม่ตอบ
เครื่องบินทะยานขึ้น ฟ้านั่งริมหน้าต่างมองเมฆขาว น้ำตาไหลอย่างเงียบงัน
เวลาผ่านไปหลายเดือน โปรเจกต์ของตะวันคว้าอันดับหนึ่ง งานเขียนของเขาถูกนำเสนอในเวทีเชิดชูและได้รับทุนสนับสนุน เรื่องของแม่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
ฟ้าอยู่ที่เมืองใหม่ อากาศหนาว หัวใจหม่น เธอเล่าเรื่องห้องสมุดวันฝนตกให้เพื่อนต่างชาติฟังแต่ไม่มีใครหัวเราะเหมือนตะวัน
คืนนั้นตะวันโทรหาเธอ เสียงสองฝั่งไกลกัน
“สบายดีไหม?”
“ก็…โอเค เหงาบ้าง ยุ่งบ้าง” ฟ้าพูดสั้น ๆ
“ได้ข่าวว่าเธอเก่งมากแล้วใช่ไหม?”
“เก่งกับเหงาไม่เหมือนกันหรอก”
“เราขอโทษ…ที่วันนั้นปล่อยมือไป”
ฟ้านิ่ง “ถ้าเธอไม่ปล่อย ฉันก็อาจไม่ได้มาเจอความกล้านี่เหมือนกัน”
เงียบไปเนิ่นนาน
“หลังแม่ดีขึ้น… เราจะไปหาดีไหม?”
“งั้นเราจะรอ”
ปีถัดมา ตะวันเดินทางไปหาเธอในคืนฝนตก ฟ้ายืนอยู่หน้าหอพักยิ้มออกทั้งน้ำตาและรอยล้า
“เราโตขึ้นมาแล้วใช่ไหม?” ฟ้าถามพลางเอามือเช็ดน้ำตาตัวเอง
“หรือแค่หัวใจมันกลับไปตอนเดิม…”
สายฝนตกหนักอีกครั้ง เขาสองคนเดินกางร่มคันเดียว ฝนเย็นแต่หัวใจอุ่น บางทีระยะห่างที่ไกลที่สุด ก็คือสิ่งที่พาให้เข้าใจหัวใจกันที่สุด