ธันวาคมนั้น…ฤดูที่เราเรียนรู้จะรัก
เสียงนาฬิกาบนผนังห้องสมุดเงียบสงัดดังติ๊กๆ ท่ามกลางแสงสลัว ปรีดีนั่งซุกร่างกับโต๊ะไม้เก่า เขาหลบสายตาจากการบ้านกองใหญ่ตรงหน้า โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นเบาๆ ข้อความในกลุ่มโปรเจกต์วิชา Visual Culture โผล่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ‘ขอใครอาสานำปีนี้ด้วยนะ’ แอดมินกลุ่มทิ้งแค่นั้นแล้วเงียบหาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ปรีดีถอนหายใจ เคยพลาดโปรเจกต์นำเสนอในปีที่ผ่านมา เพราะมั่นใจเกินไปแต่กลับล้มเหลวในนาทีสำคัญ ตั้งแต่วันนั้น เขากลัวการโดดเด่น อยากเป็นคนเงียบๆ ไม่อยากยื่นหน้าเข้ารับผิดชอบอีก
แต่ชื่อ ‘จีน’ — เพื่อนร่วมคณะจากแผนกภาษาอังกฤษที่นั่งโต๊ะถัดไป — พิมพ์เข้ามา “ปรีดี เธอพอจะรับหน้าที่นี้กับเราอีกครั้งได้ไหม?”
ปรีดีเงยหน้าขึ้น เห็นอีกฝ่ายกำลังยิ้มจางๆ และมองข้ามโต๊ะมา เธอโบกมือเลียนแบบเด็กประถม เหมือนจะบอกว่าอย่ากังวลเลย แต่เขาหลบตาไปทางชั้นวางหนังสือ
“ถ้าไม่ไหว จริงๆ เราทำเองก็ได้นะ” เสียงจีนนุ่มนวลแต่แฝงความหนักแน่น
“ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย…แค่ เรากลัวว่าจะล้มเหลวอีก” ปรีดีว่าเบาๆ เกือบไม่ได้ยิน
จีนหัวเราะในลำคอนิดๆ “ทุกคนก็กลัวทั้งนั้นแหละ…แต่เรากลัวเสียเพื่อนมากกว่า”
อากาศเย็นลงอย่างผิดฤดูในเดือนธันวาคม ปรีดีรู้สึกหัวใจอุ่นขึ้นเล็กน้อย ทั้งที่ไม่รู้ว่าระหว่างความกลัวผิดพลาด กับความกลัวเสียเพื่อน อะไรน่ากลัวกว่ากัน
…หลายวันถัดมาหลังเลิกเรียน ห้องคาเฟ่ในมหาวิทยาลัย เนืองแน่นด้วยเสียงพูดคุยและแสงแดดอ่อน ปรีดีและจีนตกลงนัด brainstorm โปรเจกต์ที่มุมติดกระจก จีนเปิดไอแพดข้างแก้วโกโก้ ปรีดีนั่งจิ้มมือถือเงียบๆ
“หัวข้อ ‘พื้นที่ในความทรงจำ’ เราอยากลองเล่าเรื่องครอบครัวตอนเด็กๆ อะไรแบบนี้ดีมั้ย?” จีนเสนอ
ปรีดีมองมือของตัวเอง “แต่เรายังไม่พร้อมจะเล่าเรื่องในอดีต…ถ้าเราเปลี่ยนเป็นเรื่องสิ่งของที่มีคุณค่าทางใจแทนล่ะ?”
จีนหยิบปากกาขึ้นมาวงข้อความ “โอเค งั้นเราเน้นสัมภาษณ์กันเองดีมั้ย สลับกันเล่าได้ไหม อย่างละคน”
“อื้อ…แต่เรากดดันที่ต้องพูดต่อหน้าคนอื่น” ปรีดีเว้นจังหวะ ก่อนพูดต่อ “ถ้ามีเธอข้างๆ เราน่าจะไหว”
จีนหัวเราะเสียงเบา และจดอะไรลงในโน้ตบุ๊ก ปรีดีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอยเบา “ขอบคุณ…ที่เข้าใจ”
วันถัดมา ปรีดีเดินกลับหอกับเพื่อนสนิทชื่อเฟิร์ส “เราไม่รู้ว่าควรไปต่อกับโปรเจกต์นี้ยังไงว่ะ กลัวจะลากจีนซวยไปด้วย”
เฟิร์สมองหน้าอย่างจริงจัง “แกแคร์เธอมากใช่มั้ย”
ปรีดีนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนเปลี่ยนเรื่อง “เปล่า เราไม่ได้คิดแบบนั้น…มันแค่รู้สึกเนอะว่า ถ้าแพ้รอบนี้ เราคงเจ็บหนักกว่าเดิม”
เฟิร์สยักไหล่ “ใจเย็น ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องตัดสินใจอะไรตอนนี้”
ช่วงวันหยุด ปรีดีกับจีนเดินถ่ายภาพรอบมหาวิทยาลัยเพื่อประกอบโปรเจกต์ แสงฤดูหนาวทอดผ่านสนามหญ้า มุมโปรดใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ เงาทั้งสองคนซ้อนทับกันบนพื้นหญ้า
จีนก้มหน้าดูภาพจากกล้อง “เธอเคยถ่ายรูปอะไรแล้วหวนนึกถึงอดีตจนไม่อยากย้อนกลับไปมั้ย?”
ปรีดีชะงัก หยุดเดิน พลันน้ำเสียงนิ่งลง “มีสิ…แต่บางครั้งก็ต้องจำใจยอมรับมัน”
จีนเงียบ ราวกับเก็บความลับบางอย่างไว้ในใจ เธอยิ้มจางๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ไว้เจอกันอีกทีนะพรุ่งนี้ ขอบคุณที่พยายาม”
วันต่อมา วันซ้อมนำเสนอหน้าห้อง ปรีดียืนลังเล มือสั่นอย่างเห็นได้ชัด จีนยืนข้างๆ พยักหน้าให้อย่างให้กำลังใจ
“ไม่เป็นไรนะ ถ้าผิดก็เริ่มใหม่ เราอยู่ตรงนี้” จีนกระซิบบอก
ปรีดีสูดหายใจลึก เริ่มพูดช้าๆ เรื่องสิ่งของที่มีค่าทางใจ “สำหรับผม มันคือสร้อยข้อมือผ้าจากแม่…” น้ำเสียงเขาสั่นพร่า ดวงตาพร่าเลือนขณะพูดถึงความรักที่บ้านซึ่งเขาคิดว่าหมดไปแล้วหลังพ่อแม่แยกทาง
เสียงปรบมือจากเพื่อนๆ ดังขึ้นเบาๆ หลังจบ เขาสบตาจีนอย่างขอบคุณ สีหน้าทั้งสองอ่อนโยน เหมือนได้รับพลังซึ่งกันและกัน
แต่คืนนั้น ปรีดีเห็นจีนร้องไห้ลับหลังหน้าต่างห้องสมุด เงามืดปกคลุม ฝนเย็นหล่นกระทบกระจก เธอกดโทรศัพท์แล้วพูดเบาๆ “…มันไม่ได้ง่ายเลยจะให้อภัยใคร” เสียงขาดหาย กระท่อนกระแท่น ลมหายใจสะอื้น
ปรีดีลังเลจะเข้าไปปลอบ แต่ถอยออกมาเงียบๆ
วันรุ่งขึ้น โปรเจกต์เข้าสู่ช่วงใกล้ส่ง ความเครียดรุมเร้าทั้งคู่ ปรีดีเริ่มสังเกตว่า จีนถอยห่าง ตอบไลน์ช้าขึ้น ไม่ค่อยพูดเหมือนเดิม
วันหนึ่งขณะซ้อมนำเสนอ จีนวางแผ่นกระดาษลง “ขอโทษ…เราต้องไปบ้านด่วน มีเรื่องครอบครัว”
ปรีดีพยักหน้า เข้าใจ ทั้งที่ใจวูบโหวง
คืนต่อมา เฟิร์สทักปรีดี “รู้มั้ยว่าจีนมีเรื่องครอบครัวที่ยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง”
ปรีดีเริ่มร้อนใจ ทบทวนท่าทีของจีน แต่หยุดตัวเองไม่ถามเรื่องส่วนตัวของเธอ
ผ่านไปหลายวัน ทั้งสองห่างกัน ปรีดีเลื่อนดูรูปถ่าย วันที่ถ่ายด้วยกัน ใบไม้ร่วงลงเต็มพื้น จู่ๆ ใจเขาก็เศร้าลึก เมินข้อความเห็นแต่ไม่ตอบของจีนอีกครั้ง
คืนหนึ่งที่ฝนพรำ ปรีดีนั่งมองไฟถนนนอกหน้าต่าง โทรศัพท์สั่น จีนนัดเจอกลางลานมหาวิทยาลัย เขารีบคว้าร่ม เดินฝ่าฝนไปหาเธอ
จีนยืนอยู่ใต้กันสาด เปียกฝนไปครึ่งตัว ใบหน้าดูอิดโรยกว่าเดิม
“ขอโทษที่เราหายไป…บ้านเรามีปัญหาเยอะ เพิ่งรู้ว่าคนที่เราไว้ใจมากเคยทำร้ายใจแม่เรา” จีนพูดเสียงขาดๆ
ปรีดีอยากกอดแต่ลังเล แค่ยื่นมือสัมผัสแขน “ไม่ต้องพูดถ้าไม่พร้อม…เราขอฟังถ้าเธออยากเล่า”
ความเงียบครู่นั้นยาวนาน จีนสบตาแล้วพูดต่อ “เรากลัวเดินซ้ำรอยแบบแม่ กลัวผูกพันกับใครมากไป แต่ก็ไม่อยากอยู่อย่างโดดเดี่ยว”
ปรีดีไม่มีคำตอบ ได้แต่ยืนอยู่ข้างๆ จนลมเย็นหายไปและฝนหยุดตก
จากวันนั้น ปรีดีปรับเปลี่ยนที่เคยหนีปัญหา กลายเป็นคนรับฟังเยอะขึ้น ส่วนจีนค่อยๆ เปิดใจ เล่าถึงความฝันอยากเรียนต่อเมืองนอกแต่แม่กลับป่วยหนัก ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่กับหัวใจยิ่งหนักหนา
ใกล้วันนำเสนอ ปรีดีเห็นจีนร้องไห้กลางแล็บ เขาสับสนใจจะปลอบอย่างไร “เราช่วยอะไรได้บ้างมั้ย?”
จีนส่ายหน้า “ขอบใจนะ…แต่เราอยากผ่านมันเอง”
วันงานนำเสนอ โปรเจกต์กลุ่มเริ่มขึ้น คนดูแน่นห้อง สองคนผลัดกันเล่าเรื่องสิ่งของในอดีต ปรีดีพูดของเขาแล้วส่งไมโครโฟนให้จีน เธออ้ำอึ้งชั่วขณะ
“ของสำหรับเราคือ…สมุดภาพของแม่ มันไม่ใช่สมบัติล้ำค่าอะไร แต่อยู่ข้างเราเสมอเวลารู้สึกกลัว” เธอเว้นจังหวะยาว ก่อนน้ำตาจะคลอ “ตอนนี้แม่อยู่โรงพยาบาล…เราไม่แน่ใจว่าฟังอยู่หรือเปล่า”
ทั้งห้องเงียบงัน ปรีดีกุมมือจีนไว้ใต้โต๊ะ
หลังจบงาน ทั้งสองเดินกลับลานโล่งๆ ปรีดีเงียบ ก่อนพูดเบา “เธอกล้าหาญมาก…มากกว่าที่เธอคิด เราภูมิใจที่ได้ร่วมโปรเจกต์กับเธอ”
จีนยิ้มบางๆ “เราเองก็,” เธอหยุด “เรากลัวจะกลายเป็นเหมือนแม่ พลาดในสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้าไม่ลองไว้ใจใครเลย อาจต้องเสียใจยิ่งกว่า”
ปรีดีเองก็เคยหนีอดีต เคยกลัวผิด เคยปฏิเสธความรักในบ้าน ตอนนี้เขายื่นมือไปแตะมือจีน ลังเลแล้วจึงพูดแผ่ว “เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง…แต่ตอนนี้เราอยากเดินไปกับเธอ”
จีนอมยิ้ม หยาดน้ำตาดีใจรื้นในตา แสงไฟลานสนามสะท้อนขึ้นในคืนหนาวสุดท้ายของมหาวิทยาลัย
เสียงนาฬิกาดังขึ้นติ๊กๆ อีกครั้ง เดือนธันวาคมวนมาถึงตอนจบ แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังเริ่มต้นใหม่…ในฤดูที่กล้ารักและให้อภัยตัวเองเสียที