ฤดูฝนที่สะพานร้าง
เสียงฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงรองเท้านักศึกษากระทบกับพื้นปูนเปียกน้ำที่ข้างตึกเรียนเก่าของมหาวิทยาลัย กลิ่นผ้าม่านเปียกฝนลอยมากับสายลมที่ลอดหน้าต่างกระจกบานยาวยามบ่าย เจษฎานั่งกึ่งเอนบนม้านั่งไม้ริมทางเดิน ปล่อยให้ละอองฝนซัดผ่านราวจะล้างความคิดที่คั่งค้างในใจเขา ใกล้กันนั้น ริน หญิงสาวผมยาวรวบเป็นหางม้าแต่งตัวเรียบง่ายซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเจษฎา กำลังพยายามส่งข้อความหาพี่ชายทางโทรศัพท์ที่ไม่มีสัญญาณ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฝนตกอย่างนี้ สงสัยกลับหอไม่ได้แน่” เจษฎาบ่น รินแค่มองฝ่าฝนออกไปข้างนอก “เราน่าจะรีบกลับก่อนที่เมฆจะมา” น้ำเสียงของเธอมีแววเหนื่อยล้าแต่ไม่ใช่เรื่องฝน ยิ่งอยู่กับเจษฎานาน หลายอย่างในใจยิ่งทวีความหนักอึ้ง
ฝนยังไม่หยุด เจษฎามองรูปถ่ายในโทรศัพท์ ภาพในนั้นคือกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยมรวมถึงหญิงสาวที่เขาไม่กล้าสบตาในตอนนี้ รินเอื้อมมือปิดหน้าจอโทรศัพท์เขา ท่าทางของรินดูไม่เหมือนเพื่อนที่อ่อนโยนเท่าไหร่ เธอส่ายหน้า “อย่าไปจมกับอดีตแบบนั้น” เธอพูดเบา ๆ ไม่กล้าหันมาสบตา
เสียงฟ้าร้องทำเอาทั้งสองเงียบไป รินเลื่อนตัวเข้าใกล้เบา ๆ แล้วถาม “เจษฏา…ถ้าเราอยากเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ในชีวิต ต้องทำยังไงบ้าง” เจษฎาสูดลมหายใจ คำถามนั้นแทงใจเขาอย่างแรง
“คงต้องกล้าก้าวออกจากตรงนี้ก่อน” เจษฎาเว้นจังหวะ พลิกมือขยำชายเสื้อนักศึกษาแน่นกว่าเดิม “แต่เรากลัว กลัวว่าจะเสียสิ่งที่เคยมี ถ้าก้าวออกไป ทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม”
รินถอนหายใจ เธอขยับจะพูดแล้วหยุด มืออีกข้างคลึงนิ้วนางเบา ๆ เหมือนกับจะปลอบใจตัวเอง เช้าวันถัดมา ท้องฟ้าสดใส รินนั่งทำรายงานในหอพัก เจษฎาโผล่หน้ามาเคาะประตู “อยากไปสะพานร้างไหม วันนี้แดดออก คงไม่เปียกฝนแล้ว”
สะพานร้างในซอยที่ไม่มีใครกล้าเดินผ่านนานแล้วเป็นที่ลี้ภัยลับของทั้งคู่ตั้งแต่ปีหนึ่ง จุดที่ทั้งเจษฎาและรินได้พูดคุย ปล่อยตัวตนที่แท้จริง ท่ามกลางเสียงรถไฟและกลิ่นดินฝน เจษฎาบอกเล่าถึงหยาดฝนที่ผ่านในชีวิต รินรับฟังด้วยสายตาเศร้า ๆ สะท้อนตัวเองในอดีตที่เจ็บปวดกับข้อผิดพลาด เธอเคยตัดสินใจทิ้งใครคนหนึ่งเพราะกลัวการสูญเสีย ทำให้ทุกวันนี้ไม่กล้าเปิดใจเต็มที่อีกต่อไป
“ริน” เจษฎาเอ่ยช้า ๆ “เราเองก็เคยคิดว่า ถ้าหากไม่เปิดใจ ก็จะไม่เสียใจ แต่สุดท้ายกลับต้องเสียดายเพราะไม่ได้ทำอะไรเลย” เงียบอยู่นาน รินมองมือเขาที่วางนิ่งบนราวสะพาน ประโยคที่อยากบอกโผล่ขึ้นมาในหัวแต่ติดค้างอยู่ที่ริมฝีปาก
เสียงลมฝนวันใหม่ดังมาอีกแล้ว เจษฎายื่นเสื้อกันฝนให้ริน ดวงตาสองคู่วูบไหว ต่างฝ่ายต่างลังเลจะเอ่ยสิ่งที่ค้างใจออกไปหรือจะปล่อยให้วันเวลาละลายความรู้สึกนี้
หลายสัปดาห์ผ่าน ทั้งคู่เดินชนกันในมุมของชีวิต เจษฎามักเดินหนีเมื่อรู้สึกว่าความสัมพันธ์กำลังเกินเลย รินเองก็ทำเป็นว่างานยุ่ง ทั้งคู่เหมือนไม่กล้าก้าวข้ามเส้นบาง ๆ ของความเป็นเพื่อน
คืนหนึ่งขณะหนังกลางแปลงหลังมหาวิทยาลัยกำลังจะจบ รินแอบปาดน้ำตา เจษฎาแสร้งทำเป็นไม่เห็น แต่กลับนึกถึงคืนหนึ่งที่เขาเองเคยร้องไห้ถึงพ่อที่จากไป แล้วรินก็มานั่งเงียบ ๆ ข้าง ๆ วันนั้นเธอไม่ได้พูดอะไรเลย แค่จับมือเขาไว้แน่น
วันรุ่งขึ้น รินหายตัวไปจากชีวิตเจษฎา ไม่เปิดโทรศัพท์ ไม่ปรากฏในห้องเรียน ข่าวลือแว่วว่าเธอมีปัญหากับครอบครัว เจษฎาทำงานกลุ่มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ในใจปั่นป่วนและรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
เจษฎาลุกจากโต๊ะ ใช้ยางลบลบตัวอักษรชื่อรินออกจากโน้ตบุ๊กหน้าโต๊ะเรียน น้ำเสียงเพื่อนคนหนึ่งดังขึ้น “เอ็งโอเครึเปล่าวะ” เจษฎาหันไปยิ้มกลบเกลื่อนแล้วก้มหน้าเหมือนเดิม
เย็นวันหนึ่ง เจษฎาเดินฝ่าฝนกลับหอพัก สายฝนหนาวเย็นซึมเข้าในเสื้อ เจษฎาหยุดที่สะพานร้าง เงาที่คุ้นตานั่งหันหลังอยู่ตรงนั้น
“ริน?” เสียงเขาสั่น
รินหันกลับมามอง เจษฎาหายใจฟืดฟาด เหมือนจะพูดอะไรออกมาแต่หยุด
รินเอ่ยเสียงเบา “ขอโทษนะ ที่เราหายไป” เจษฎาไม่กล้าสบตา มือข้างหนึ่งกำราวสะพานแน่น
“ที่เรากลัว” รินเริ่ม “มันไม่ใช่แค่เรื่องความรัก มันคืออดีตที่ตามหลอก เรากลัวว่าถ้าเปิดใจแล้วจะเสียทุกอย่างเหมือนเดิม”
อีกฟากหนึ่งของสะพาน แสงรถไฟส่องผ่าน ฟ้าผ่าดังเปรี้ยง รินกลั้นน้ำตาไว้ ท่ามกลางเสียงฝน เจษฎาค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้
“เราเองก็กลัวเหมือนกัน” เจษฎายิ้มจาง ๆ เสียงเขาแผ่วลง “แต่เราเหนื่อย จะเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว”
รินหัวเราะทั้งน้ำตา “อาจเพราะเราโง่มานาน ไปหลบอยู่กับอดีตจนลืมว่ายังมีปัจจุบัน”
ชั่วขณะนั้นไม่มีใครพูดอะไร หลายถ้อยคำหนักอึ้งอัดแน่นในอากาศ
“ถึงเรา…จะไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง แต่เราอยากอยู่ตรงนี้…กับเธอ” เจษฎาพูดช้า ๆ ดวงตาแดง
“เราก็เหมือนกัน” รินพยักหน้า
สายฝนยังโปรยปราย เจษฎาเอื้อมมือจับมือรินแน่น รินมิได้ดึงมือออก ทั้งสองปล่อยให้หยาดฝนซึมผ่านผิว หนังหัวใจค่อย ๆ อบอุ่นขึ้นในฤดูฝนปีนั้น
หลายเดือนต่อมา แม้ชีวิตจะยังเต็มไปด้วยเรื่องให้กลัว แต่การเรียนรู้ที่จะให้อภัยและก้าวผ่านอดีตร่วมกัน ทำให้เจษฎาและรินกลับมามองโลกด้วยรอยยิ้มที่แท้จริง อย่างที่ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
เสียงฝนยังกล่อมสะพานร้างทุกเย็น ทั้งสองนั่งเคียงกันเสมอ ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่ารัก แต่มือทั้งสองที่กุมกันไว้ เป็นสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างกันในทุกฤดูฝนที่กำลังจะผ่านพ้น