ระหว่างรอยยิ้มใต้ร่มไม้
เสียงประกาศแจ้งเตือนเปลี่ยนคาบดังขึ้นท่ามกลางเสียงนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เดินขวักไขว่ พิมพ์ดาวก้มหน้าดูตารางเรียนในมือถือ มือซ้ายถือขวดน้ำพลาสติกที่เกือบหมด เธอโคลงศีรษะเบา ๆ แล้วถอนหายใจ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มปลิวสะบัดตามสายลมฤดูฝนที่เพิ่งเริ่มต้น พิมพ์ดาวเหลียวมองร่มไม้ต้นใหญ่ใกล้ตึกเรียน ภายใต้นั้นคือกร—ชายหนุ่มแว่น หน้าตาเรียบเฉยแต่สายตามักมีอะไรให้จับต้องยาก เหมือนเวลาที่เขายิ้มกับเธอเสมอ ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายจะนั่งตลอดชีวิตเหรอกร ไปกินข้าวยัง?” เธอทิ้งตัวลงข้างเพื่อนสนิท เสียงฝนกรอบแกรบเหนือหัวคล้ายคลอจังหวะเสียงหัวใจ กรไม่พูด เขายักไหล่ส่งขวดน้ำของตัวเองให้เธอดู “ไม่มีพลัง เดี๋ยวก็เป็นลม” เขาพูดเรียบ ๆ
“โอ๊ย นายมัวแต่หมกมุ่นกับเกมวิทยาศาสตร์นี่แหละ นี่วันสุดท้ายของปีสองนะ เป็นอะไรเพื่อนรัก?”
กรหัวเราะในลำคอ แต่แววตาเศร้าเจือแว่นกรอบดำ พิมพ์ดาวสังเกตท่าทีที่เขาไม่กล้าสบตา เธอลอบมองใบหน้าของชายหนุ่ม เพื่อนสนิทที่เคยอยู่ข้างเธอยามเศร้าและยามดีใจ
ทั้งสองเดินคุยเรื่อยเปื่อยไปถึงโรงอาหาร อาหารกลางวันของพวกเขาคือข้าวหมูทอดจานละยี่สิบห้าบาท เครื่องดื่มสุดพิเศษคือชามะนาวเย็นสองแก้ว กรกัดหมูทอดไปพลางมองออกนอกหน้าต่างราวกับความคิดล่องลอยไปไกล
“พูดอะไรหน่อยดิ” พิมพ์ดาวเอ่ยขึ้นอย่างเก้อ ๆ เงียบไปอึดใจ “ปีหน้า… เราจะเลือกเรียนแยกคณะกันใช่ไหม?”
เขาหยุดเคี้ยวอาหาร กลืนน้ำลายลำบาก “ก็… ถ้ามันใช่ทางของแต่ละคน ดาวเรียนวรรณกรรม กรเรียนวิทย์ชีวะ เราก็ยังเจอกันบ้างน่า”
พิมพ์ดาวฝืนยิ้ม เธอไม่เคยบอกว่ากลัวความเหงาเหมือนที่กลัวฟ้าผ่า เธอบีบมือลงบนโต๊ะเบา ๆ เสียงจานขูดลงกับไม้กลายเป็นส่วนผสมในบทสนทนาที่ยากจะสิ้นสุด
“มีอะไร?” กรถาม มือขวายกแว่นตาแล้วคลี่ยิ้ม
“ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่ามันจะเปลี่ยนไปทุกอย่าง” เสียงของเธอสั่นเหมือนกลั้นบางอย่างเอาไว้
สายฝนยังคงตกต่อเนื่องตลอดบ่าย คาบเรียนสุดท้ายของเทอม พิมพ์ดาวมองกระดานดำแบบไม่มีสมาธิ หัวใจตอกย้ำความรู้สึกข้างใน—ความลับและกลัวการเปลี่ยนแปลง เธอแอบเขียนข้อความสั้น ๆ ในสมุดโน้ต ‘เราจะยังอยู่ด้วยกันได้ไหม?’
วันนั้น พวกเขากลับไปนั่งใต้ร่มไม้ต้นเดิม กรเอาหนังสือมาอ่าน พิมพ์ดาวนั่งวาดรูปต้นไม้ในสมุด กรเงยหน้าขึ้นมองเธอ เขาถอดแว่นแล้วเอานิ้วเช็ดหยดฝนจากขอบแว่น
“ดาว… ถ้าเราไม่ได้เรียนด้วยกัน นายจะยังเป็นเพื่อนกับฉันไหม?” เธอถามเสียงเบาและช้า
กรชะงัก หยุดนิ่งเหมือนไม่แน่ใจ “จะถามทำไมล่ะ?”
“ก็แค่กลัวน่ะ กลัวว่าอะไรที่เรามี… มันจะสูญหาย” เธอก้มหน้าหลีกสายตา เห็นปลายเท้าเขาเบียดเท้าเธอเล็กน้อย
“เราไม่มีวันหายไปหรอกดาว” น้ำเสียงของกรอ่อนโยน บางอย่างในแววตาของเขาทำให้เธออยากเชื่อ
ฤดูฝนคืบคลานเข้าสู่กลางปี เส้นทางชีวิตของทั้งสองแยกออกจากกันจริง ๆ พิมพ์ดาวเริ่มเรียนวรรณกรรม กรเข้าวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ตารางเรียนห่างกันจนแทบไม่เจอกันซ้ำ ๆ กรเริ่มเข้าห้องแล็บ พิมพ์ดาวนั่งแต่งกลอนใต้ร่มไม้ เหลือแต่กลิ่นของความทรงจำที่ยังอวลอยู่ในอากาศ
ช่วงเย็นวันหนึ่ง กรเดินมาหาดาวหลังเลิกเรียน “ไปกินไข่เจียวร้านเดิมไหม?”
หญิงสาวมองอีกฝ่ายนิ่ง เธออยากตอบว่าไม่อยากแยกจาก แต่กลับทำเพียงส่ายหน้า “วันนี้คงไม่ได้ ฉันต้องไปช่วยอาจารย์ดูบทละคร…”
กรเงียบไป ก่อนพยักหน้าเข้าใจ “ไม่เป็นไร เจอกันคราวหน้า”
ความห่างเริ่มแทรกซึมเข้ามาทีละน้อย แต่ทั้งสองยังส่งข้อความหากันตอนกลางคืน พิมพ์ดาวเล่าเรื่องละครเวที กรส่งรูปงานทดลองในห้องแล็บ “วันนี้ระเบิดกล่องเพาะต้นกล้า” ตามมาด้วยอิโมจิขำขัน ทำให้รอยยิ้มผุดขึ้นกลางใจทั้งสองทุกครั้ง
คืนหนึ่ง ขณะฝนตกนอกหน้าต่าง เธอได้รับข้อความที่ผิดปกติจากกร ‘ดาว ถ้าเราหายไปสักพัก จะคิดถึงไหม?’
พิมพ์ดาวใจเต้นแรง เธอนั่งจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่นาน ไม่กล้าพิมพ์อะไรกลับไป สูดลมหายใจลึก ใจกระซิบกับตนเองว่า ‘อย่าเพิ่งบอกความลับนั้น…’
หลายวันถัดมา กรเริ่มไม่ตอบข้อความบ่อยครั้งเหมือนเคย เธอกลัวสิ่งที่เคยคิดจะเป็นจริง วันหนึ่งเธอตัดสินใจเดินไปหาเขาที่แล็บวิทยาศาสตร์ เสียงเครื่องมือคลิกดังเป็นจังหวะ เครื่องแก้วส่องประกายใสสะอาด กรเงยหน้าขึ้นยิ้มจาง
“ว่างไหม?” พิมพ์ดาวถามออกไปทันทีที่สบตา
กรวางเครื่องมือ หันมาเต็มตัว “มีอะไรหรือเปล่า?”
“เปล่า แค่คิดถึงบรรยากาศเดิม ๆ ใต้ต้นไม้”
เขาหน้าหมองลงเล็กน้อย “เรายุ่งกันทั้งคู่เนอะ?”
เธอยิ้ม ฝืนกลบความรู้สึกในใจ “ไม่เป็นไร เราจะผ่านไปด้วยกันได้”
เวลาผ่านไป พิมพ์ดาวพยายามฝังใจว่ายังมีความหวังให้ความสัมพันธ์ เธอชวนกรพบกันเท่าที่จะนัดได้ มีครั้งหนึ่งที่เธอบ่นเรื่องโปรเจกต์พิเศษที่เหนื่อยจนเกือบร้องไห้ กรปลอบใจด้วยคำพูดสั้น ๆ “ที่เหนื่อยคือเพราะดาวใจดีเกินไป”
ในคืนสอบกลางภาค พิมพ์ดาวนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ร่มไม้ หลับตาลงซบกับสมุดโน้ต เสียงฝนโปรย ห้องสมุดปิดไปนานแล้ว เงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้าเพื่อนคนเดิม
“ดึกแล้ว ยังไม่กลับ?” กรยื่นไม้ขีดไฟให้ เธอมองมันด้วยสายตาไม่เข้าใจ
“ไว้จุดเทียนยามไฟดับ” เขายิ้มและนั่งข้างเธอ
ในความเงียบนั้น ทั้งสองแอบมองกันบ้างเป็นครั้งคราว พิมพ์ดาวเกือบจะพูดความรู้สึกในใจออกมาแต่ก็กลืนคำพูดไว้ กรเองก็ทำเพียงถอนหายใจแล้วเปิดหนังสืออ่านต่อ
วันรับประกาศนียบัตร กรและพิมพ์ดาวยืนถ่ายรูปรวมเพื่อน ๆ พวกเขาเผลอสบตาแล้วต่างคนต่างหยุดยิ้ม รู้ว่าเสียงหัวใจของตนดังจนถ่ายรูปไม่ติดความสุข
หลังงานเลี้ยง พิมพ์ดาวเดินไปใต้ร่มไม้ พบนิ้วมือของกรแตะอยู่บนเปลือกราก พวกเขายืนมองกันนิ่ง ความทรงจำเก่ากลับมาครบถ้วนในอากาศที่ชื้นเย็น
“ดีใจที่นายยังอยู่ตรงนี้”—ประโยคของพิมพ์ดาวคิดจะพูดแต่กลับกลืนไว้
“คิดถึงตรงนี้เหมือนกัน” กรเอ่ยขึ้น
พิมพ์ดาวรวบรวมความกล้า “ถ้าเราจะต้องแยกกันนานกว่านี้… นายโอเคไหม”
กรนิ่งไปนาน ใบหน้าสะท้อนแสงไฟสลัว “ไม่โอเคหรอกดาว”
หญิงสาวหลบสายตา มือบีบชายเสื้อตัวเอง กรเองก็กำข้อมือแน่น ต่างไม่มีใครเอ่ยถึงความรู้สึกที่แท้จริง
เวลาสองปีผ่านไป ทั้งคู่ต่างแยกเรียนต่อในต่างประเทศ พิมพ์ดาวส่งบทกวีมาให้กรทางอีเมล กรส่งรูปการทดลองทางวิทยาศาสตร์กลับมา ทุกข้อความเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและช่องว่างที่ไม่กล้าเติมเต็ม
มีอยู่วันหนึ่ง พิมพ์ดาวได้รับข่าวว่ากรประสบอุบัติเหตุขณะทำวิจัย อีเมลที่เธอส่งไปไม่มีการตอบกลับ เธอใจสั่นวูบ นั่งกุมโทรศัพท์แน่นตลอดคืนจนเช้า น้ำตาล้นดวงตาแบบไม่ทันตั้งตัว
เธอดั้นด้นกลับไทยก่อนกำหนด หัวใจเต้นแรงเมื่อเห็นร่างกรที่สวมเฝือกแขน นั่งเหม่อในโรงพยาบาล เธอเดินเข้าไปช้า ๆ แล้วหยุดตรงหน้าเขา เงียบงันเหมือนเคย กรเงยหน้าขึ้น มองเธออย่างคาดไม่ถึง
“ดาว…” เสียงแผ่วเบา
“ทำไมไม่ตอบเมล?”
“กลัว… กลัวจะบอกว่าคิดถึง” เขาพูดยิ้มเจื่อน
พิมพ์ดาวนิ่งก่อนน้ำตาจะไหล เธอบีบมือเขาแน่น “ฉันก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่านายจะหายไปจริง ๆ”
กรสบตายาวนาน ก่อนจะคลายยิ้ม “คิดถึง…มาก มากจนไม่กล้าบอก”
ในวินาทีนั้น ทั้งสองต่างไม่ต้องการคำอธิบายใด ๆ
เดือนต่อมา ทั้งสองคนค่อย ๆ ฟื้นความสัมพันธ์จากระยะห่าง กลับมาแลกเปลี่ยนความฝัน แม้ต้องยอมรับว่าคนหนึ่งชอบความเรียบง่าย แต่อีกคนยังโหยหาศิลป์และภาษา พิมพ์ดาวถามกร “ถ้าเราต้องฝันไม่เหมือนกัน… นายยังจะอยู่ข้างฉันไหม”
กรนิ่งไปอึดใจ “ผมอาจไปกับดาวไม่ได้ทุกทาง แต่อยากเป็นที่พักให้เสมอ”
พิมพ์ดาวยิ้ม หลบสายตาและหัวเราะเสียงเบา
ในสวนมหาวิทยาลัยกลางฤดูฝน พิมพ์ดาวหยุดคำพูดของตัวเองกลางประโยคเพราะเสียงหัวใจดังเกินเสียงฝนที่ตกกระทบร่มไม้ กรมองหญิงสาวเหมือนเห็นเพื่อนที่เขากลัวจะสูญหายไปตลอดกาล
“รู้ไหม บางทีฉันก็อยากบอกความลับที่ซ่อนมาตลอด… แต่กลัวว่าสิ่งที่มีจะหายไป” พิมพ์ดาวกล่าวเบา ๆ
กรหยุดนิ่ง ยื่นมือมากุมมือนั้นไว้ “ถ้ามันจะหายไป ก็ขอให้มันกลายเป็นบางสิ่งใหม่ ที่เราเลือกสร้างด้วยกัน”
เสียงฝนเบาลงไป เหลือเพียงรอยยิ้มและน้ำตาของความกล้า พวกเขานั่งเคียงกันใต้ร่มไม้ต้นเดิม ไม่ใช่บทสรุป แต่คือจุดเริ่มต้นของความรักที่ค่อย ๆ เติบโต…ทีละน้อย…แต่แน่นแฟ้นกว่าที่เคย