ใต้แสงไฟที่ไม่มีชื่อ
เสียงขลุกขลักของถังน้ำสีที่กลิ้งลงกับพื้นกระทบฟุตบาทตรงมุมระเบียงดังขึ้นจนสะดุดหูปวริศ เขาหันขวับไปมองแบบเคือง ๆ ก่อนจะเห็นเจ้าของกางเกงเจเจขาลุ่ยที่กำลังรีบเก็บถังน้ำสีขึ้นมา ภัทรยิ้มจาง ๆ ใส่แล้วก้มหน้ารวบผืนผ้าใบที่ปลิวเกือบหลุดจากแขนตนเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ดูทำเข้า โทษทีนะ” ภัทรเอ่ยเสียงเบา
“ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลยนี่ คนเขาวาดอยู่นะ” ปวริศเบะปาก พยายามขีดเส้นต่อท่ามกลางแสงไฟประหยัดพลังงานจากสถาบันศิลปะ
“เราคิดว่า…คุณน่าจะใช้มุมนี้แสงสวยสุดน่ะ” ภัทรหลุดพูดอย่างขาดความมั่นใจ
“แล้วอะไรล่ะถึงแย่งมุม?” ปวริศหรี่ตา มือหยุดกลางอากาศ
“เปล่า…แค่คิดว่าถ้ามานั่งใกล้ ๆ อาจเห็นวิธีวาดของคุณชัดขึ้น” ภัทรหลบตา เสียงเบาลงไปอีก
ปวริศทำเป็นจ้องภาพ ริมฝีปากกระตุกแบบนึกขันแต่แอบขัดใจ เขาไม่ชอบคนเดินเข้ามาใกล้ขนาดนี้ โดยเฉพาะคนที่ดูเก็บตัว เต็มไปด้วยความลังเลอย่างภัทร ที่เขาเห็นว่าเป็นคู่แข่ง
คืนแรกบนดาดฟ้าลานศิลป์จึงเต็มไปด้วยความอึดอัดเงียบ ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างซ่อนเอาไว้
เช้าวันต่อมาห้องเรียนวิชาสีชอล์กวุ่นวายจนไฟในห้องสั่นไหว ปวริศตวัดผ้าผืนใหญ่ขึ้นโชว์เพื่อนกลุ่มตัวเอง ฟากหนึ่งมีภัทรยืนมองโดยเงียบ แต่อะไรในแววตามีแรงสะท้อนบางอย่างที่น่าขัดเคืองใจ
“เอาดี ๆ ไปเลย ภัทร เป็นไงล่ะงานของปวริศ?” เพื่อนลากเสียงล้อ ทำเอาภัทรเงียบจนซ่อนมือไว้ใต้โต๊ะ
“สวยดี…” เสียงตอบสั้น พิพักพิพ่วน
“แต่เราว่า…เธอชอบวาดอะไรซ้ำ ๆ ปะ” ภัทรพูดเพิ่ม ราวฝืนใจตัวเอง
เสียงลงของเพื่อน ๆ เงียบลง ปวริศหันกลับทันควัน “งั้นนายก็ลองวาดให้เจ๋งกว่าเลยสิ”
ภัทรเม้มปาก ไม่ตอบ กลับตรงไปที่ผืนผ้าใบตัวเอง ทำเหมือนอีกฝ่ายกลายเป็นอากาศ
ตั้งแต่วันนั้น ไม่มีใครให้สองคนนี้อยู่กลุ่มเดียวกันอีก พวกเขาวนเวียนกันหลบหน้า แอบจับตามองไกล ๆ ยามเดินผ่านห้องเก็บวัสดุและโต๊ะปั้นดินงานหลัก
คืนหนึ่ง ปวริศกลับมาที่ห้องเก็บของแล้วเห็นภัทรนั่งข้างๆ โต๊ะ ไม่ทำงานแต่ดูดินเหนียวในมืออยู่ รอยเปื้อนสีติดเอวเสื้อ เขาหยุดมองขณะอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบตา สองวินาทีเต็มไปด้วยความอายและตึงเครียดก่อนที่ปวริศจะเดินเข้าไปยื่นกล่องสีให้
“กินข้าวยัง?”
ภัทรยักคิ้ว “ยัง ไม่มีเวลาเลย”
“จะนั่งอีกนานมั้ย”
“…คงอีกแป๊บเดียว”
ปวริศนั่งลงข้าง ๆ วางกล่องข้าวบนโต๊ะ พวกเขากินเงียบ ๆ มีแต่เสียงจิ๊บของไฟนีออน กับกลิ่นกลิ่นดินดิบในอากาศ
“นาย…ทำงานส่งประกวดใช่ไหม?” ภัทรถามเสียงเบา
“อือ ก็จะลองดู ไม่รู้จะรอดไหม”
“ถ้าได้รางวัล…จะเอาไปทำอะไร” ภัทรถามใหม่ ยังมองจานข้าวตนเอง
ปวริศนิ่งงันไปสักพัก “ก็จะพยายามทำตามที่ฝันอะ แรก ๆ อยากไปเรียนต่อเมืองนอก แต่…บ้านไม่มีเงินเยอะขนาดนั้น”
เงียบอีกครั้งหนึ่ง ภัทรดูนิ่งไป
“นายอะ ฝันอะไร”
ภัทรยิ้มค้าง ๆ ก่อนถอนใจเบา ๆ “อยากวาดให้คนอื่นดูเฉย ๆ ไม่ได้คิดไกลอะไร…แต่กลัว พ่อแม่ก็ไม่อยากให้เรียนสายนี้ กลัวล้มเหลวไปหมด”
บรรยากาศอ่อนลง สองคนเริ่มรับรู้ความหวั่นไหวที่คล้ายกัน
สัปดาห์ถัดมา ทั้งสองถูกจับคู่ทำโปรเจคต์ร่วมกันแบบเลี่ยงไม่ได้ อาจารย์แจ้งเสียงแข็ง “ถ้าทำโปรเจคท์นี้ไม่จบ คุณสองคนจะไม่ได้จบปีสี่!”
ในสตูดิโอ ทั้งสองนั่งดูแบบร่างร่วมกันท่ามกลางแสงหัวค่ำ ภัทรเปิดกระเป๋า หยิบผ้าคลุมโต๊ะที่ปวริศวาดลายสีสันแล้ววางตรงกลางโต๊ะ พวกเขาเริ่มถกเสียงสูง เรื่องแนวคิดของชิ้นงาน
“ผมว่ามัน…ดูมั่วไปนะ” ภัทรเสียงสั่น
“นายก็ไม่กล้าเสนออะไรเหมือนเดิม!” ปวริศขึ้นเสียง
“แล้วนายเคยฟังใครมั้ย…รอบตัวนายก็พูดแต่สิ่งที่ตัวเองคิด” ภัทรตอบกลับ หันหน้าหนี
เงียบเหน็บหนาวอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดปวริศขยับปาก “ขอโทษว่ะ…เราหุนหันไปหน่อย”
ภัทรส่ายหน้าช้า ๆ “เราไม่ได้สู้ใครได้ง่าย ๆ เหมือนนาย”
ปวริศยิ้มแหย มือขยี้ผมตัวเองเชิงอึดอัด ทั้งคู่เงียบต่อในแสงสีขาวของสตูดิโอ แต่เหมือนจะใกล้กันทางใจขึ้นกว่าเดิม
พอได้เริ่มร่วมงานจริง ๆ เรื่องราวของพวกเขาเริ่มลึกขึ้น ทั้งสองเรียนรู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีรอยแผลในใจ ปวริศเล่าเรื่องที่บ้านมีปัญหาเรื่องเงิน พ่อเคยล้มป่วย เขาต้องเหลือดูแลแม่ภัทรเองเคยถูกบังคับเรียนสายวิทย์จนเสียความมั่นใจ กว่าจะตัดสินใจเปลี่ยน ก็ถูกบ้านมองแปลก ๆ
คำสนทนาเหล่านี้ล้วนมีเว้นวรรค บางครั้งก็สั้นแค่สองสามคำ บางครั้งก็นิ่งนานก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มใหม่
ค่ำคืนหนึ่ง ภัทรนั่งจัดเรียงงานวาดกับปวริศ ขอช่วยเก็บของชิ้นหนึ่งที่กล่องตกพื้น มือนั้นสัมผัสกันโดยบังเอิญ สองคนนิ่งค้าง นัยน์ตากระทบกันในความมืดและแสงข้างตึก
“ขอโทษ” เสียงแผ่วเบา
“ก็ไม่เป็นไร” ปวริศพูดไม่มองหน้า
ตั้งแต่วันนั้น ต่างคนต่างเริ่มระวังตัวมากขึ้น บางวันภัทรจะเสนอไอเดียบางอย่างที่คนฟังนับไม่ถึงสามนิ้ว ทั้งคู่เหนื่อยกับการเรียน งานศิลป์ที่เข้มข้น ไปจนถึงความกดดันจากครอบครัว
เย็นวันหนึ่ง ปวริศกลับไปบ้านหลังประชุมโปรเจคท์ พ่อของเขาเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง เขาฝืนกลับมาตั้งหน้าตั้งตาวาดภาพแต่สมาธิหายไป ภัทรแวะมาเห็นและนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบข้าวกล่องยื่นให้ “ถ้าไม่กิน นายน็อคแน่”
“เออ…ขอบใจ” เสียงแผ่ว ๆ ที่แสดงถึงความเหนื่อยล้าซึมผ่านออกมา ทั้งสองนั่งกินข้าวกันท่ามกลางความเงียบ เฉพาะเสียงช้อนพลาสติกกับเพลงเบา ๆ จากวิทยุของภัทร
เวลาผ่านไป โปรเจคท์ร่วมกันส่งประกวดใกล้เสร็จ ทั้งสองรู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปในจังหวะไกล้จะจบปีการศึกษานี้ แต่ไม่มีใครพูดอะไร
ระหว่างนำงานไปจัดแสดงหน้าหอศิลป์ กล่องผลงานของภัทรตกพื้น ภายในมีจดหมายที่เขาเขียนถึงพ่อกับแม่โดยไม่ตั้งใจหล่นออกมา ปวริศบังเอิญหยิบขึ้นมาเห็นข้อความ “ถ้าผมไม่สำเร็จครั้งนี้ จะกลับไปเรียนวิทย์ตามคำสั่ง”
เงียบวูบ ปวริศรีบคืนซองจดหมายให้ เขาเห็นมือภัทรสั่น แล้วอีกฝ่ายรีบหลบตา
“นายไม่ต้องเสียใจหรอก…ฉันแค่กลัว กลัวมากจริง ๆ” ภัทรพูดแทบจะกระซิบ
ปวริศลังเล รู้สึกผิด เขาไม่พูดอะไรต่อ
คืนนั้นต่างคนต่างกลับไปคิดเกี่ยวกับบทสนทนาเงียบ ๆ ที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่ทำให้นึกถึงความล้มเหลว ความกลัว และเป้าหมายที่ดูจะขัดกันมากขึ้นทุกขณะ
สองอาทิตย์ต่อมา ผลงานประกาศผล ปวริศได้รางวัลชมเชย ส่วนภัทรไม่ได้ถูกคัดเลือกอะไรเลย มันเป็นจุดเปลี่ยนขนาดย่อม ๆ ที่ทำให้ทั้งสองต้องนั่งคุยกันจริง ๆ
“นายเก่งนะปวริศ” ภัทรพูดพลางหลบตา
“แต่มันก็แค่รางวัลยิบย่อยน่ะ นายเองก็เถอะ วาดดีเหมือนกัน” ปวริศหยิบกระดาษวาดใบนั้นชูขึ้นมา
“แต่เราคงต้องกลับบ้าน…คงไม่ได้เรียนสายนี้ต่อแล้ว”
เสียงลมหายใจขาดห้วง บรรยากาศชื้นซึม ภัทรเผยจุดเปราะบางในที่สุด
“ไปตามใจเขา…แล้วนายมีความสุขหรอ?”
“ไม่รู้สิ…กลัวทำให้พ่อแม่ผิดหวัง กลัวหมดทุกอย่าง”
“ฉันเองก็กลัวกลายเป็นคนล้มเหลว มันเหมือนกันมั้ย?” ปวริศพูดเบา ๆ
ภัทรหัวเราะฝืด “นายกล้ามากกว่าเราอีก”
หลังจากวันนั้น ความห่างก่อตัวขึ้น ระยะทางอารมณ์เหมือนลมหายใจที่ค่อย ๆ หายใจออกพร้อมกับเงียบระหว่างบทสนทนา การวาดรูปตามลานศิลป์เปลี่ยนเป็นการนั่งจ้องฟ้าเงียบ ๆ ทีละนานแล้วต่างฝ่ายก็แยกย้ายเร็วขึ้น
เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์บ้านภัทรรุนแรงขึ้น มีข่าวให้กลับไปเริ่มเรียนเตรียมแพทย์ใหม่ ขณะที่บ้านปวริศปรากฏว่าเงินรางวัลแม้ไม่มากแต่ช่วยพอสมควรกับค่ายา พวกเขารับรู้ว่าทางชีวิตกำลังแยกจากกัน
วันสุดท้ายของภาคเรียน ลานศิลป์ยามค่ำมืดลงภายใต้แสงไฟถนน ภัทรเดินมาหยุดข้างปวริศที่วาดรูปใบสุดท้ายในสมุดสเก็ตช์ เสียงขลุกขลักของลมกับรองเท้าแตะดังเป็นจังหวะเงียบ ๆ
“จะไม่อยู่ต่อแล้วใช่มั้ย” ปวริศถามโดยไม่เงยหน้า
“…อือ คงต้องกลับจริง ๆ”
เงียบไปนาน มีเสียงกระซิบของสายลม
“นาย…เคยคิดอะไรบางอย่างมั้ย แบบที่…อยากรั้งไว้”
ปวริศเงยหน้าช้า ๆ สบตาภัทร ความจริงและความรู้สึกอึมครึมระหว่างพวกเขาแขวนลอย แต่ละฝ่ายกลืนคำที่อยากพูด
“ถ้าเลือกได้…เราอยากให้เธออยู่ตรงนี้ แต่…ก็เข้าใจว่าทางใครทางมัน”
“ขอบคุณนายมากนะ ที่หัวเราะด้วยกัน แซวกัน ทำสิ่งโง่ ๆ ด้วยกัน ถึงมันจะ…” เสียงภัทรขาดช่วง หลบตา มือที่กำแปรงวาดรูปสั่นระริก
“อย่าร้องไห้เลยน่า” ปวริศกระซิบ หัวเราะแห้ง ๆ แม้ตัวเองจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว
“ไม่ร้อง…แต่…แค่อยากบอกว่า ฝันของนาย ยังมีเราอยู่ตรงนั้นนะ ถึงจะไกลแค่ไหน”
ภัทรเหลียวหลังกลับไปอีกครั้ง แสงฟ้าสลัวลอดผ่านหลังคาตึกลงบนไหล่บาง ๆ ปวริศยังคงมองภาพที่ยังวาดไม่จบ เขาค่อย ๆ เก็บกระดาษลงกระเป๋า ทอดสายตาไกลกว่าการร่ำลา
ปีต่อมา งานศิลป์รูปหมู่ของทั้งสองถูกคัดเลือกให้จัดแสดงในหอศิลป์นิทรรศการใหญ่ ปวริศหยุดยืนหน้าภาพ เขายกมือถือขึ้นอ่านข้อความที่ไม่มีชื่อผู้ส่ง “ยังมองเธออยู่จากไกล ๆ นะ”
เขาเงยหน้าขึ้น สบกับเงาสะท้อนตนเองในแผ่นกระจก ก่อนจะยิ้มอย่างเศร้าและอุ่นในคราวเดียวกัน
เพราะความรู้สึกที่ไม่กล้าพูดในวันนั้น…ยังคงส่องแสงอยู่ใต้ไฟริมระเบียง แม้มันจะไม่มีชื่อเรียกชัดเจน แต่ก็เป็นรักที่เติบโตจริงที่สุดในใจของคนสองคน