ระยิบระยับกลางใจ
เสียงโทรศัพท์ปลุกตฤณอย่างลอดผ่านผ้าม่านสีซีด ตฤณพลิกตัวมองนาฬิกาข้างเตียงก่อนถอนหายใจยาว หัวใจเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลเสมอเมื่อเข้าสู่ปีสุดท้ายของชีวิตมหาวิทยาลัย เขาไม่แน่ใจตัวเอง เต็มไปด้วยคำถามถึงอนาคตและกลัวว่าตัวเองจะยังค้นหาไม่เจอว่าต้องการเป็นอะไร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขาเดินลากเท้าออกจากห้อง ต่อแถวซื้อกาแฟที่ตารางานศิลป์ พลางกวาดตามองผู้คนซ้ำไปซ้ำมา กลิ่นหมึก หมอกควันจากห้องวิชาออกแบบ เหมือนโอบล้อมเขาไว้อย่างเหงาะแหงาะ
เสียงหัวเราะของกลุ่มนิสิตกลุ่มหนึ่งดังลอดออกมา ปลายฟ้ายืนอยู่วงนอกที่สุด แววตาเธอเปล่งประกายประหลาดเหมือนมีเรื่องในใจแต่ก็ฝืนยิ้มตอบ ในมือเธอถือสมุดปกแข็งสีน้ำเงิน หนาเตอะที่เขาเห็นเธอจดอะไรอยู่ตลอดเวลา ตฤณเองเคยสงสัยแต่ก็ไม่เคยกล้าถาม
“จะวาดอะไรทุกวันไม่เบื่อรึไง” เพื่อนคนนึงกระเซ้า ใบหน้าปลายฟ้าดูนิ่ง เธอโบกมือเบา ๆ เหมือนไม่ใส่ใจก่อนจะออกเดินห่างจากกลุ่มเมื่อได้เวลาขึ้นเรียน
ตฤณเบียดเดินเข้าห้องเรียนวาดภาพ ตรงบชั้นเรียนลายละเอียด พอดีกับปลายฟ้าที่ยืนเลือกกระดาษแบบลังเลอยู่ข้างหน้าต่าง กระเป๋าของเธอหล่นออกมามีสมุดสีน้ำเงินร่วงพื้น ตฤณเงยหน้าขึ้นสบสายตากับเธอโดยบังเอิญ ต่างฝ่ายต่างนิ่ง
“ขอบใจ…ช่วยเก็บให้หน่อยได้ไหม” เสียงเธอเบา ตฤณยื่นมือเก็บสมุดคืนไป สัมผัสถึงฝ่ามือที่เย็นเฉียบและนิ้วน้อย ๆ ที่แตะกันแค่แวบบาง ๆ
“สมุดอะไรเหรอ” ตฤณเผลอถาม เธอยิ้มเจื่อน “ก็เหมือนไดอารี่ค่ะ เขียนทุกวันที่อยากลืม”
เขาพยักหน้า รับรู้ถึงความเงียบปนประหม่า ไม่มีบทสนทนาต่อ ต่างคนต่างหันไปหยิบสีและเริ่มวาดในมุมของตัวเอง
เวลาผ่านไปจนเย็น ตฤณกำลังเก็บของ ปลายฟ้ายังแต่งเติมงานอยู่ ทั้งห้องเงียบ มีแค่เสียงดินสอขีดลงบนกระดาษ ตฤณลังเล ก่อนจะพูดขึ้นเบา ๆ “หาแรงบันดาลใจจากอะไรเหรอ…”
ปลายฟ้าหยุดนิ่งไปครู่ “ฝันเก่ามั้ง พยายามจับมันใส่กระดาษ เพราะไม่อยากเสียมันไป” เธอพูดพลางหลบสายตา “บางทีฝันมันก็พังได้เหมือนกันนะ”
เขาเงียบไปนาน จึงพูดเบา ๆ “เรา…กลัวฝันตัวเองจะพังเหมือนกัน แต่กลัวไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยใช่ไหม”
ปลายฟ้ายิ้มบาง ๆ ก่อนเก็บอุปกรณ์และเดินจากห้องไป อากาศเย็นลงจนตฤณรู้สึกเหงาแปลก ๆ
วันถัดมา หัวข้อโปรเจ็คต์กลุ่มประกาศออกมา ตฤณตกใจเมื่อเห็นชื่อปลายฟ้าคู่กับตัวเอง ทั้งสองไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน เพื่อน ๆ ส่งเสียงแซวเบา ๆ ก่อนถอยห่าง ปล่อยให้ทั้งคู่ยืนค้างอยู่กลางห้อง
“ตกลงจะเริ่มยังไงดี” ปลายฟ้าถามนิ่ง พยายามไม่สบตา ตฤณกลืนน้ำลาย แอบรู้สึกไม่มั่นใจ “เริ่มหาข้อมูลก่อนดีไหม”
ทั้งคู่ตกลงนัดพบที่ห้องสมุดในบ่ายวันเสาร์ นั่งคนละฝั่งของโต๊ะ ขนาบด้วยกองหนังสือและสมุดบันทึกความคิด ไอแดดยามบ่ายลอดกระจกเติมแสงอุ่น ๆ
การพูดคุยเริ่มจากคำถามพื้น ๆ กลายเป็นเสียงหัวเราะเมื่อปลายฟ้าพลั้งเผลอวาดรูปการ์ตูนแปลก ๆ ในนามบัตร ตฤณสังเกตเห็นเธอมักขีดเขียนอะไรพร่ำเพรื่อเพื่อลดความเครียด เธอโต้แย้งเสียงเบา ๆ ว่า “จะลองบ้างไหม” เขาถึงกับหัวเราะออกมาแบบไม่คาดคิด
เมื่อเวลาผ่านไป ความเงียบระหว่างทั้งสองก็เหือดหายไปทีละน้อย เสียงหัวเราะและความเงียบสงบค่อย ๆ แต่งแต้มสัมพันธ์บาง ๆ ให้แน่นขึ้น
เย็นวันนั้นระหว่างทางกลับ ตฤณเดินไปส่งปลายฟ้าที่สถานี ผิวอากาศเหน็บหนาวกระทบมือทั้งสองข้าง ตฤณหยุดเดินโดยไม่ตั้งใจ ปลายฟ้ามองอย่างงง ๆ
“มีอะไรติดอยู่ที่ผม” ตฤณถาม ปลายฟ้าจับเส้นขนแมวสีขาวที่เกาะเสื้อเขาให้ด้วยท่าทีเขิน ๆ “ขอบคุณนะที่ช่วยงานวันนี้ มีตฤณอยู่เหมือนอุ่นขึ้น” เธอว่าก่อนหันหน้าหลบ
“ปลายฟ้า…เวลาเธออยู่ด้วย รู้สึกใจสั่น ๆ แปลก ๆ” ตฤณพูดแทบไม่ออก ประโยคขาดหายไปกลางอากาศ
เธอหันมา “เคยคิดไหมว่าพอใครเข้ามาในชีวิตมันเปลี่ยนไปได้จริง ๆ …” แล้วก็เงียบไป
วันต่อมาในห้องเรียน ทั้งคู่เบียดที่นั่งข้างกันโดยไม่มีใครพูดเรื่องเมื่อวาน หากแต่บรรยากาศคลี่คลายเป็นมิตร กลายเป็นความสบายใจที่ไม่มีใครพูดถึง
ระหว่างงานกลุ่ม ทั้งคู่มีข้อขัดแย้งกันเมื่อปลายฟ้ายืนกรานจะใช้ไอเดียที่แตกต่างจากของตฤณ เธอเชื่อในการนำเสนอแบบศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์จัดมาก ในขณะที่ตฤณคิดว่าแบบสเก็ตช์คลาสสิกจะสื่อความหมายกับกรรมการได้ดีกว่า
“อย่ายึดติดรูปแบบเก่า ๆ สิ โลกเปลี่ยนนะตฤณ!” ปลายฟ้าประชดแรง ตฤณนิ่งเงียบไปก่อนเดินสะบัดออกจากห้อง ประโยคถูกกลืนหาย เหลือเพียงสมุดที่ถูกวางกระแทกบนโต๊ะ
เช้าวันต่อมา ปลายฟ้าส่งข้อความมาขอโทษในกลุ่มไลน์ ตฤณอ่านแล้วไม่ตอบ สมาชิกกลุ่มคนอื่นเริ่มวิตก ตฤณนั่งเหม่อคิดถึงคำพูดปลายฟ้า สุดท้ายจึงตอบกลับไปสั้น ๆ “ขอโทษเหมือนกัน เราพยายามเปลี่ยนดูนะ”
หลังจากเหตุการณ์นั้น ทั้งคู่กลับมาทำงานด้วยกันอย่างระมัดระวังมากขึ้น มีช่องว่างเงียบระหว่างกัน แต่ละวันผ่านไปด้วยความตึงเครียดแต่ก็ยังมีรอยยิ้มจาง ๆ สลับแทรกความแปลกแยก
วันหนึ่งตฤณเห็นปลายฟ้ายืนร้องไห้คนเดียวหน้าตึกคณะ เธอกำสมุดสีน้ำเงินแน่น น้ำตาคลอ ดวงตาแดงก่ำ ตฤณลังเลจะเข้าไป แต่ก้าวขาไม่ออก
ปลายฟ้าสังเกตเห็นตฤณ รีบปาดน้ำตาแล้วรีบบอก “ไม่มีอะไร แค่คิดถึงแมวที่บ้าน เขาเพิ่งหายไป” น้ำเสียงเธอฟังดูไม่จริงจังนัก ตฤณเลือกจะไม่ซักต่อ เพียงยืนอยู่ข้าง ๆ เรื่องของเธอมากพอแล้วสำหรับวันนั้น
ค่ำวันนั้นปลายฟ้าส่งสติ๊กเกอร์แมวร้องไห้มาให้ทางไลน์ ตฤณหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วพิมพ์ตอบกลับ “อย่าร้องไห้แล้ว ฝันเธอยังอยู่ตรงนี้นะ” เงียบไปหนึ่งชั่วโมงก่อนปลายฟ้าตอบกลับมา “ขอบคุณที่อยู่ตรงนี้จริง ๆ”
การทำงานของทั้งคู่เริ่มลื่นไหลขึ้น มีเสียงหัวเราะมากขึ้น ข้อถกเถียงกลายเป็นการแลกเปลี่ยนที่จริงใจ บางคำพูดของปลายฟ้าทำให้ตฤณอดยิ้มไม่ได้ เธอก็เช่นกัน มีบางวันเธอวาดรูปตฤณในสมุดแล้วค่อย ๆ ยื่นให้ซ่อน ๆ “ของที่ระลึกงานกลุ่ม” เธอพูดยิ้ม ๆ
โปรเจ็คต์ใกล้ถึงวันส่ง แต่เกิดปัญหาขึ้นอย่างหนัก เมื่อกรรมการออกประกาศใหม่ งานต้องนำเสนอหน้าผู้คนมากกว่าร้อย ตฤณแพนิก เขาเกลียดการพูดต่อหน้าผู้คน ปลายฟ้าสังเกตเห็นว่าตฤณซ้อมพูดไม่ได้จบประโยค หายใจติดขัด ใจเต้นแรงผิดปกติ
“ทำไมกลัวมากขนาดนี้…กลัวจะพังเหรอ” ปลายฟ้าเอ่ยเบา ๆ ในห้องสมุด ตฤณไม่ตอบ เงียบงันเป็นนาที ปลายฟ้าเพียงส่งมือมาแตะหลังมือเขาเบา ๆ “ไม่ต้องดีสมบูรณ์แบบหรอก อยู่ตรงนี้แค่กล้าออกไปแค่นั้นก็พอแล้ว”
ตฤณนิ่ง เฝ้าคิดถึงคำพูดของเธออยู่นานคืนนั้น เขาฝันสีจาง ๆ เห็นตัวเองยืนเดียวดายท่ามกลางแสงจันทร์ ก่อนปลายฟ้าเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ ไม่พูดอะไรแต่ส่งสมุดสีน้ำเงินมาให้
วันนำเสนอปลายฟ้าอาสาขึ้นพูดบทแรก ตฤณจำเป็นต้องตามขึ้นไปต่อ คนดูจ้องเขม็ง เขาหลับตา กลืนน้ำลายแน่น พูดติด ๆ ขัด ๆ หากแต่เมื่อสายตาของเขาเจอกับสายตาให้กำลังใจจากปลายฟ้า ทุกอย่างเริ่มชัดเจนขึ้น เขาตั้งสมาธิและจบการพูดจนได้ เสียงปรบมือกราว ทำให้เขาเบาใจเหมือนรับไหว้ศรัทธาตัวเอง
หลังวันนำเสนอ ทั้งคู่เดินไปนั่งตรงสวนหลังคณะ ไม่มีใครพูดอะไรกันนาน ปลายฟ้าเอ่ยขึ้นก่อน “วันนี้เก่งมากนะ ที่กล้าเสี่ยง ฝันมันจะกลายเป็นความจริงได้แค่นั้นแหละ”
ตฤณนั่งเงียบ ใบไม้ตกกระทบพื้น ทุกอย่างเงียบงันก่อนเขาจะพูดออกมาว่า “ถ้ามีฝันใหม่ที่มีเธออยู่ในนั้น มันจะ…เป็นจริงได้ไหม”
ปลายฟ้าหัวเราะกลบเกลื่อน “ฝันวันนี้ เป็นแค่ฉากเริ่มต้น” สายตาพวกเขาบรรจบกัน ความรู้สึกตื้นตันไหลวนในอกโดยไม่มีใครกล้าสัมผัสหรือพูดให้ชัดเจน
งานกลุ่มเสร็จความสัมพันธ์ของสองคนดูเหมือนจะชิดกันขึ้น แต่เรื่องราวไม่ได้ราบรื่นเช่นนั้น วันกำหนดส่งคะแนนกลับบ้าน ปรากฏว่าตฤณได้ตํ่ากว่าที่ต้องการ เขาเก็บงำความผิดหวังไว้ ปิดใจและถอยออกจากปลายฟ้าโดยไม่รู้ตัว
ปลายฟ้าส่งข้อความ พยายามโทรหาแต่ตฤณไม่รับ พวกเขาเริ่มห่างเหินกัน เหลือเพียงรอยเงียบในแชท
หนึ่งอาทิตย์ผ่าน พวกเขาไม่ได้พูดกันเลย ตฤณฟุ้งซ่านกับความผิดพลาดตัวเอง เขารู้สึกไร้ค่า พาลไปถึงโทษโชคชะตาและความกลัวเดิม ๆ
คืนหนึ่งปลายฟ้านั่งวาดรูปอยู่หน้าต่าง ระบายอารมณ์ลงแผ่นกระดาษ นึกถึงรอยยิ้มของตฤณ จึงลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์ส่งรูปให้ “แม้ช่วงกลางคืนจะมืด แต่ก็ยังมีดาวปรากฏเสมอ”
ตฤณอ่านข้อความนั้น ดวงตาเอ่อคลอหยาดน้ำตา เขาโทรกลับทันที เสียงของทั้งคู่สั่นคลอ ตฤณพูดว่า “ขอโทษที่หายไป เรากลัวเหลือเกิน กลัวจะล้มเหลว กลัวจะเสียเธอไปจริง ๆ”
ปลายฟ้านั่งเงียบคล้ายกลั้นน้ำตา “ถ้ากลัว ก็แค่จับมือกันไว้ อย่าเดินคนเดียวได้ไหม”
ความเงียบครอบคลุมทั้งสองอย่างเข้าอกเข้าใจ ก่อนที่ตฤณจะพูดเสียงเบา ๆ “ปลายฟ้า…อยากอยู่ในฝันของเราต่อไปไหม”
ปลายฟ้าหัวเราะ “ไม่ใช่ฝันของนายคนเดียวแล้วล่ะ เราก็อยากอยู่ในนั้นเหมือนกัน”
ในที่สุด ช่วงรับปริญญามาถึง ทั้งคู่ยืนอยู่ท่ามกลางหมู่ฝูงชน ภาพถ่ายในมือเตือนใจถึงการเดินทาง การผิดพลาด ความกลัว และการให้อภัย พวกเขาไม่พูดคำว่ารักออกมาตรง ๆ แต่รอยยิ้มและสายตาเต็มไปด้วยความหมาย
ปลายฟ้ายื่นสมุดสีน้ำเงินฉบับใหม่ให้ตฤณ “ขอวาดเรื่องเราในนี้บ้าง”
ตฤณยื่นมือรับ มือทั้งสองประสานกันเบา ๆ โลกเงียบสงบขณะหัวใจทั้งสองเต้นในจังหวะเดียวกัน
ระยิบระยับกลางใจของพวกเขา … เผยประกายชัดเจนในวันที่ต่างกล้าเสี่ยงจะมีความสุขจริง ๆ