แสงสีฟ้าที่ปลายทาง
เสียงเครื่องยนต์รถสองแถวสีแดงวิ่งสวนกันบนถนนยามเช้าของเชียงใหม่ ไร้ความเร่งรีบเกินจำเป็น พีทนั่งริมหน้าต่าง มองออกไปนอกกระจกด้วยสายตาเหม่อลอย กระเป๋าเป้ใบเก่าใบเดียวกับที่เขาชอบพกติดตัวมาหลายปีวางบนตัก เขาขยับมือจับสมุดจดเนื้อหามหาวิทยาลัยที่กำลังจะไป สายใจหายวาบกลับไปยังเมื่อคืนที่แม่ยืนนิ่งเงียบ ริมฝีปากสั่นแต่ไม่พูดอะไรสักคำ เขาต้องจากบ้าน—อีกครั้ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พร้อมไหม?” เสียงแม่ถามเขาครั้งสุดท้ายก่อนเข้าโรงรถ พีทยิ้มจาง ไม่ตอบอะไร รู้ดีว่าความพร้อมไม่เคยเป็นของจริง
เครื่องบินพาเขามาถึงกรุงเทพมหานคร หัวเมืองใหญ่ที่เขาแทบไม่คุ้น โชคชะตาพาให้รถแท็กซี่คันหนึ่งแวะรับเขาที่สนามบิน เขาส่งกระเป๋าให้คนขับหนวดแข็ง เสียงเหนื่อยชวนคุย
“มาจากไหนล่ะเรา อยู่หอนักศึกษาหรือ?”
“เชียงใหม่ครับ พึ่งย้ายมา” เขาตอบเบาๆ
บรรยากาศในห้องพักรวมของหอพักชายอึมครึมและคับแคบ กลิ่นเหงื่อ กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มราคาถูกพยายามกลบกลิ่นอับ พีทวางกระเป๋า ถอนหายใจ หยิบจดหมายฝากใจแม่ขึ้นมาอ่านรอบที่สิบ
“ดูแลตัวเองด้วย” แค่นั้น แต่เขาอ่านซ้ำราวกับทุกตัวอักษรเป็นข้อยืนยันว่าเขายังเป็นของบ้านหลังนั้น
หนึ่งสัปดาห์แรกที่มหาวิทยาลัยเหมือนจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า พีทเดินไปยังตึกคณะศิลปศาสตร์ สายตาชำเลืองมองนักศึกษากลุ่มอื่น หัวใจหดเล็กน้อยเมื่อเห็นความคึกคักของกลุ่มเพื่อนใหม่ๆ
เสียงหัวเราะของกลุ่มศิลปกรรมดังมาจากพื้นหญ้ากลางลาน มินนั่งถักเปียผมตัวเองโดยไม่สนใจเสียงคนรอบด้าน หน้าเธอดูเรียบเฉยแต่ก็สะท้อนความโดดเดี่ยว เธอวาดรูปในหนังสือสเก็ตช์ภาพ เสียงเพื่อนผู้ชายหลังกลุ่มแหย่กันหยอกให้เธอยิ้ม “เหล่าดาวเดือนปีสองก็กลัวแพ้มินปีสองตั้งแต่เปิดเทอมละโว้ย”
“ไม่มีอารมณ์แข่งกับใคร ชีวิตฉันยังวุ่นวายไม่พอรึไง” มินตอบเรียบเย็น ลึกๆ ซ่อนไว้ด้วยความเหนื่อยล้า
พีทเดินผ่านเธอไป เขาได้ยินเสียงเธอแต่ไม่หันไปสนใจ ก่อนจะหยุดเดินเอาดื้อๆ เมื่อได้สบตาเธอเข้าพอดี มินเหลือบตามอง นิ่ง ไม่พูดอะไร ต่างฝ่ายต่างนิ่งค้างเหมือนอ่านใจอีกฝ่ายแต่ไม่มีถ้อยคำจะเอื้อนเอ่ย
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของพีทสั่น เขาแบมือหยิบขึ้นมารับสาย
“เดินมาถึงที่เรียนแล้วรึยัง?” เสียงแม่ดังนุ่ม พีทยื้มจาง—พูดกับแม่เสร็จ เขาเดินผ่านพ้นมินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สองวันต่อมา ในคลาส Creative Writing อาจารย์ให้จับคู่กันวิเคราะห์บทกวี พีทหนึ่งในคนที่นั่งเงียบจนใครๆ ลืมไปแล้วว่าอยู่ในห้อง ส่วนมินที่เพิ่งเดินมาช้า เพราะเมื่อคืนเพิ่งทะเลาะกับพ่อทางโทรศัพท์ ทั้งสองถูกสุ่มให้จับคู่กัน ต่างฝ่ายต่างเงียบเมื่อถูกจับให้นั่งข้าง มินมองกระดาษที่เขียนหัวข้อ
“นายชื่ออะไรนะ?”
“พีทครับ”
“โอเค…ฉันมิน” เธอสบตาเขา “นายชอบเขียนเหรอ?”
พีทกลืนน้ำลาย “แค่พยายามเฉยๆ จริงๆ ไม่ค่อยเก่ง”
“โกหก ฉันเห็นนายเปิดสมุดเขียนตลอด”
พีทยิ้มบาง “แล้วมินล่ะ ชอบวาดรูป?”
“มันช่วยให้ลืมอดีตบ้าๆ ไปได้พักนึง” ประโยคหลังเป็นเหมือนเสียงกระซิบ
ต่างฝ่ายนิ่ง พิรุธคล้ายรู้ว่าต่างคนต่างมีบางอย่างซ่อนอยู่
เหตุการณ์ผ่านไปอย่างกระอักกระอ่วน การร่วมงานครั้งนี้ไปไม่ราบรื่น พีทไม่กล้าพูดสิ่งที่คิด มินเองก็เหมือนตั้งกำแพง บทกวีที่เขียนร่วมกันจึงออกมาดูไม่มีชีวิต เพื่อนในคลาสเตือนว่างานนี้ต้องส่งประกวด มินกระแทกสมุดลงโต๊ะ
“เราควรตั้งใจมากกว่านี้ แต่ไม่ต้องฝืนหรอก ถ้านายไม่อยากทำ”
พีทนิ่ง ขยับริมฝีปากเหมือนจะเถียงแต่ก็เงียบ แทนที่จะพูด เขาหยิบสมุดลุกขึ้นเดินออกจากห้องช้าๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น มินมาตรงจุดรับประทานอาหารในโรงอาหาร มื้อเช้าของเธอมีเพียงข้าวเหนียวหมูทอด พีทเดินผ่านมา นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันแบบไม่ขออนุญาต เงียบไปราวสามนาที
“ขอโทษ เรื่องเมื่อวาน”
มินวางช้อน “นายไม่ต้องขอโทษก็ได้ ฉัน…ก็ผิดเหมือนกัน”
“ฉัน…แค่ไม่คุ้นกับคนแปลกหน้า” พีทพึมพำ
“งั้น…มาเริ่มใหม่?” มินยิ้มจางๆ
ทั้งสองตัดสินใจนัดอีกครั้ง คราวนี้เปลี่ยนไปร้านกาแฟเล็กๆ หน้าคณะ บรรยากาศชวนใกล้ชิดขึ้นเล็กน้อย พีทตื่นเต้นจนทำถ้วยกาแฟหกใส่สมุดของตัวเอง มินหัวเราะออกมาเสียงดังเป็นครั้งแรก “ก็ไม่ใช่แย่นักหรอก…”
ทั้งสองแลกเปลี่ยนความฝันกัน มินอยากเปิดสตูดิโอวาดภาพเล็กๆ ที่เชียงราย พีทอยากเป็นนักเขียนอิสระเดินทางรอบโลก ความแตกต่างนั้นเหมือนชวนให้อึดอัด แต่บทสนทนาค่อยๆ ไหลลื่นจนเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
ช่วงกลางภาค พีทประสบปัญหาการเงิน ขาดค่าหนังสือ เขาไม่กล้าขอแม่เพิ่ม มินเห็นท่าทีเครียดของพีทแอบโอนเงินจำนวนหนึ่งเข้าบัญชีโดยไม่บอก แต่วางท่าทีเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พีทรู้ภายหลัง เมื่อเจอชื่อมินใน slip โอน
“ทำไมไม่บอก?”
“เพื่อนก็ช่วยเพื่อนไง” มินเมินหน้าหนี
“ไม่ชอบติดหนี้ใคร”
“ถ้านายไม่ชอบ งั้นก็แค่เลิกคิดว่าเป็นหนี้” ความเงียบครอบงำสั้นๆ ก่อนทั้งสองหัวเราะกลบเกลื่อน
หลังสอบกลางภาค มินชวนพีทไปงานแสดงศิลปะกลางแจ้งยามค่ำ ลมเย็นปลายปีพัดผ่าน เสียงเพลงบรรเลงบนเวทีโต้ลมหัวใจ ทั้งสองเดินชมภาพวาดในเต็นท์ ท่ามกลางแสงไฟวาววับ
“ถ้าฉันได้เป็นเจ้าของรูปในอนาคต นายจะเขียนถึงมันไหม” มินถาม
“ถ้ามันเป็นเรื่องราวที่ดี ฉันเขียนแน่”
ทั้งสองยืนใกล้กันขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาแต่ละคนเต้นระริก เงียบงัน
ช่วงปลายเทอม มินต้องกลับบ้านเธอที่เชียงรายเพื่อช่วยพ่อหลังเกิดอุบัติเหตุ ทั้งสองแลกเบอร์ติดต่อกัน พีทใจหวิวเมื่อเหลือเพียงแชทกลุ่มและจดหมายตอบโต้ในสมุดจด
ช่วงเวลาที่ห่างกัน มินถึงบ้านก็ยุ่งเรื่องที่บ้าน พ่อเธอป่วยหนักขึ้น เธอเหนื่อยล้าแต่แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง พีทรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงแต่ไม่กล้าโทรหา สองสามวันต่อมามินแค่ตอบกลับด้วยสติ๊กเกอร์หรือคำสั้นๆ เท่านั้น
พีทเฝ้ามองจอ ขีดเขียนเรื่องราวสั้นๆ อุปมาเกี่ยวกับ“ฟ้าที่เห็นไกลสุดขอบเมืองเหงา” ในกลุ่มเพื่อน เพื่อนคณะจี้ถามถึงมินแต่เขาเลี่ยงตอบ
วันหนึ่ง พีทตื่นมาในห้องอย่างโดดเดี่ยว เขาตัดสินใจเดินออกไปยังสวนสาธารณะใหญ่ของกรุงเทพฯ เลือกมุมเงียบ แล้วหยิบโทรศัพท์โทรหามินหลังจากลังเลอยู่นาน
สายไม่รับ เขาทิ้งข้อความไว้ “ถ้าเหนื่อย…ไม่ต้องฝืนคุยก็ได้นะ แค่รู้ว่ามินโอเคก็พอ”
คืนนั้น มินตอบกลับมา “เหนื่อย แต่ยังไม่ล้ม ฉันจะส่งภาพวาดให้ดูนะ” แนบรูปภาพดินสอสเก็ตช์ภาพยามคำ่ในเชียงรายมาในแชท
ทั้งสองกลับมาแลกเปลี่ยนรูปวาดเรื่องสั้นกันทางโทรศัพท์ ยิ่งแชร์ยิ่งแลกเปลี่ยนความคิด แต่ยังมีบางอย่างกั้นกลางอยู่เสมอ
เมื่อเปิดเทอมใหม่ มินยังไม่กลับกรุงเทพทันที พีทเหมือนคนเหงาในห้องเรียนเดิม เสียงอาจารย์ถามหาเพื่อนคู่ซี้ในคลาส
“เพื่อนเขาไม่กลับเร็วๆ นี้เหรอ?” อาจารย์หยอกเสียงดัง
“เขายุ่งที่บ้านครับ” พีทตอบเสียงเบา
การไม่เจอมินทำให้พีทหันกลับไปหาสิ่งที่รัก แต่ยิ่งเขียนมากเท่าไร เขายิ่งรู้ว่างานเขียนนั้นเหงากว่าที่เคย ขณะเดียวกัน โชคชะตานำเขากลับไปเจอสมุดวาดรูปของมินที่ลืมไว้ เขาถือมันอย่างลังเล นั่งจิบกาแฟพลางเปิดดูแต่ละหน้า ความคิดถึงฉุดรั้งหัวใจ
ผ่านไปหนึ่งเดือน มินส่งข้อความมาอย่างไม่คาดคิดว่าเธอจะกลับมาเชียงใหม่ แทนที่จะกลับกรุงเทพ
“ฉันเลือกอยู่ที่นี่ต่อ ช่วยที่บ้าน…ขอโทษด้วย” ข้อความนั้นสั้น แต่หน่วงกว่าทุกครั้ง
พีทนิ่ง สมุดถูกปิดแน่นในมือ
วันสอบไฟนอล มินหายไปจากโซเชียลทุกช่องทาง พีทเหมือนสูญเสียที่พึ่งทางใจ บทกวีที่ต้องส่งประกวดจึงแทบไม่เสร็จ เขาเดินออกจากห้องสอบอย่างหมดแรง เพื่อนในกลุ่มถาม “เอาไงดีล่ะ ไอ้พีท งานประกวดมันสำคัญนะ”
“ไม่รู้ว่ะ แต่คงต้องเขียนด้วยตัวเอง”
คืนนั้นเอง พีทตัดสินใจหยิบสมุดวาดรูปของมินขึ้นมาใหม่ ภาพหนึ่ง—เด็กหญิงนั่งมองฟ้าสีฟ้าอ่อน พีทเริ่มขีดเขียนรอบภาพ ใช้ความรู้สึกจริงที่ค้างคาแทนถ้อยคำกลวงๆ
หลังประกวดเสร็จ เขาเอาหนังสือรวมเล่มไปฝากไว้ที่หอพักของกลุ่มศิลปกรรม ฝากเพื่อนมอบให้มินฝากกลับบ้าน พร้อมโน้ตเล็กๆ “บางครั้งแสงสีฟ้าทำให้เราต้องคิดถึงคนที่อยู่ไกลเสมอ”
ฤดูร้อน มินตอบกลับมาในวันหนึ่ง เธอโทรหาข้ามคืน พีทสะดุ้งรับสาย เสียงปลายสายเบาหวิว
“ขอบคุณที่เขียนถึงฉัน…”
“ขอบคุณที่วาดให้ฉันฝันต่อ…เหมือนกัน”
ความเงียบคั่นกลางก่อนเสียงสูดหายใจลึก ทั้งสองต่างพูดไม่ได้เหมือนมีบางอย่างค้างคา
“นาย…คิดถึงฉันหรือเปล่า” มินถาม
“คิดถึง…แต่กลัวคิดถึงมากไปจะไม่กล้าเดินต่อน่ะ” เขาตอบ ตรงไปตรงมาอย่างไม่เคย
มินหัวเราะเสียงเงียบ “กลัวเหมือนกัน ขำเนอะ”
ต่างฝ่ายต่างยิ้มกับปลายสาย สัมผัสได้ถึงการกลับมาอีกครั้งของความสัมพันธ์ แต่ไม่ได้เหมือนเดิมเสียทีเดียว
วันเปิดเทอมหน้าฝน มินย้ายไปมหาวิทยาลัยเชียงรายเต็มตัว ส่วนพีทเริ่มงานพาร์ทไทม์และเขียนเรื่องสั้นขาย ทั้งคู่ยังสื่อสารกันเหมือนเดิมแต่ไม่ถี่เหมือนก่อน เวลาผ่านไป แชทเริ่มเงียบลง พีทลังเลครุ่นคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์นี้มากขึ้น
ในคืนฝนตกหนัก พีทส่งข้อความถามมินว่า “บางที…เราควรปล่อยให้กันและกันเติบโตดีไหม?”
มินตอบกลับมา “บางทีความรักไม่จำเป็นต้องจบลงที่การอยู่ด้วยกันเสมอไป”
เสียงพายุภายนอกเหมือนปลุกให้พีทกล้าตรงกับหัวใจตัวเอง
“ฉันจะเขียนถึงเธอ…ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนนะ”
“แล้วฉันจะวาดภาพที่มีเธอในนั้นเสมอ”
ตอนเช้าหลังฝนซา แสงแดดลอดหน้าต่างระบายสีห้องด้วยฟ้าสดใส พีทปิดสมุดด้วยรอยยิ้มจาง ขณะที่มินวางพู่กันลงสีน้ำเงินสุดท้ายบนผืนผ้าใบ
ถึงแม้ระยะทางจะกั้นขวาง แต่แสงสีฟ้าที่ปลายทางยังเชื่อมใจสองคนไว้ตราบวันนี้