เงาแสงระหว่างเรา
เสียงฝนหล่นกระทบหลังคาตึกเรียนศิลปะกลางเมืองในเย็นวันหนึ่ง มะปรางนั่งอยู่หลังหน้าต่างบานใหญ่ ง่วนกับการขีดเขียนภาพด้วยดินสอติดมือ ใบหน้าของเธอขมวดคิ้วเมื่อเงาแสงจากโคมไฟพาดผ่านแผ่นกระดาษ ลมหายใจฝืดเงียบ ทุกครั้งที่สายตาคู่หนึ่งเหลือบมองมา — เขตต์ เพื่อนสนิทที่นั่งเยื้องมาทางขวา กำลังจดจ่ออยู่กับสมุดโน้ต เขายื่นมือไปหยิบแก้วน้ำชาของตัวเอง ชะงักนิดหน่อย ก่อนจะหันมาทำเหมือนไม่ได้มองเธอเลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้วาดอะไรอีกล่ะ” น้ำเสียงขรึมแทรกขึ้นในความนิ่งงัน มะปรางเงยหน้าขึ้นสบตาเขตต์ นิ้วมือเธอปัดเศษยางลบเบา ๆ
“ก็…ลองวาดอะไรมากกว่าที่อาจารย์ให้มาบ้างนิดหน่อย” เธอตอบเสียงต่ำและเมินสายตาไปที่ภาพดินสอเหมือนกำลังหลบความจริงบางอย่าง เขตต์ยิ้มจาง ๆ ไม่กล่าวอะไรต่อ ไหล่เขาชิดหน้าต่าง เงาสะท้อนจากแสงไฟกระทบเสี้ยวหน้าของเขาอย่างนุ่มนวล
เสียงโทรศัพท์ของมะปรางดังขึ้น เธอรีบกดรับ มองออกไปข้างนอกฝนยังตกหนัก แม่ของเธอถามว่าเสร็จงานหรือยัง จะกลับบ้านได้หรือไม่ มะปรางตอบแบบแผ่วเบา เธอชำเลืองสายตาเขตต์ที่ยังดูหนังสือต่อไป ราวกับไม่ได้ใส่ใจ แต่ก็ไม่ยอมลุกกลับบ้านเป็นคนแรก
เวลาผ่านไปจนฝนบางลง เขตต์ขยับตัวกำลังจะเก็บของ มะปรางแอบมองเขา มีบางสิ่งค้างคา — คำพูดที่ไม่กล้าเอ่ย เธอเกือบจะบอกว่าอยากให้เขาอยู่ต่ออีกสักหน่อย แต่กลับกลืนคำพูดลงคอ เขตต์เหลือบมองสายฝนข้างนอกกลับมาเห็นแววตาเธอ
“เดี๋ยวเดินไปป้ายรถเมล์ด้วยกันมั้ย? ฝนคงจะหยุดอีกสักพัก”
เสียงของเขาเหมือนเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ เธอพยักหน้าอย่างว่าง่าย เขตต์เดินเข้าไปหยิบร่มสองคันตรงมุมห้องส่งให้มะปราง ริมฝีปากของเขายกยิ้มบางเบา เงียบงันระหว่างทั้งสองดูเหมือนจะอบอวลกว่าทุกคำพูดในวินาทีนั้น
ระหว่างเดินสวนฝน เงาแสงของลูกไฟตามทาง สาดละอองน้ำใส่ผิว ความเงียบที่ลอยฟุ้ง มะปรางเดินช้า ๆ เขตต์ชะลอฝีเท้าให้สายฝนที่เหลือค่อย ๆ ซา เขาแย้มถามอย่างไม่แน่ใจ “มีอะไรเครียดเหรอช่วงนี้” เขาหยุด เดินชิดเข้าไปอีกนิด มะปรางนิ่งไม่ตอบสักพัก
“แค่…กลัวว่าฝันมันจะไกลตัวขึ้นทุกวัน บางทีอาจจะเป็นไปไม่ได้” เธอพึมพำ ถ้อยคำนั้นลอยล่องเหนือสายฝน เขตต์เงียบลง เงยหน้ารับละอองฝน คิ้วขมวดชั่วขณะ
“บางทีฝันใหญ่ ก็ต้องเสี่ยงใหญ่…แต่—” เขาหยุด เหมือนจะพูดต่อแต่กลับหุบปากลง เงียบไปครู่ยาว
ทั้งสองเดินเคียงกันโดยไม่มีคำพูดอื่นเพิ่มเติม ต่างจมอยู่ในความกังวลและคำถามในใจเมื่อถึงป้ายรถเมล์ มะปรางลุกขึ้นรถ เขตต์โบกมือเบา ๆ แต่แววตาเขาเหม่อลอย ชื่นชม ดูเศร้าแล้วก็กล้าหาญในคราวเดียว
เวลาล่วงเลย ห้องศิลปะกลายเป็นสนามรบระหว่างแรงกดดันเรื่องงานประกวดศิลปะแห่งชาติ มะปรางดึกตัวเลือกที่จะเสี่ยง ถึงแม้ว่าจะหมายถึงการทุ่มเวลาให้กับผลงานส่วนตัว เธอขยันฝึกซ้อมจนละเลยนัดกับเขตต์
เขตต์เริ่มส่งไลน์หา แต่ข้อความบางข้อความเงียบหายไปนาน มะปรางตอบแบบสั้น ๆ เป็นช่วง ๆ วันหนึ่ง เมื่อนัดกินข้าวกลางวันท่ามกลางเส้นสายผู้คน เขตต์นั่งรอเธอที่ร้านอาหารเล็ก ๆ กินน้ำเปล่าทีละน้อย สีหน้าของเขาเหมือนบอกตัวเองให้ใจเย็น
มะปรางมาช้า เหนื่อยล้าหนัก แต่งานศิลป์ของเธอยังติดค้างในใจ “ขอโทษที่มาช้า งานค้างเยอะไปหมด”
เขตต์ถอนหายใจระบายพลางอมยิ้มฝืน “ไม่เป็นไรหรอก สู้ ๆ ฉันเข้าใจเรื่องนี้ดี”
เธอเงียบมองเขา อยากจะขอบคุณแต่กลับใช้เพียงสายตาแทน เขตต์เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ รอยยิ้มเศร้าๆ
ทั้งสองเรียนจบปีสาม เขตต์สอบติดนิติศาสตร์ตามความฝันของพ่อกับแม่ ส่วนมะปรางเดินสายศิลปะเต็มตัว ต่างคนต่างวิ่งไล่ความฝัน เธอเริ่มห่างจากการพบกัน พักหลังเขตต์แทบไม่ได้คุยกับเธอเลย
ในงานแสดงผลงานศิลป์ มะปรางกำลังแขวนภาพบนผนัง ข้าง ๆ คือศิลปินจากหลายที่ เธอเกร็ง สายตาเย็นชาเขม่นมาจากคณะกรรมการบางคน เพื่อนร่วมงานบางคนหัวเราะเบา ๆ เวลาเธอพูดถึงบ้านเกิดเล็ก ๆ ของตนเอง
เขตต์เดินเข้ามาแบบไม่ได้นัดให้เห็น มากับสูทสีเข้ม ผมหยักโศกดูยุ่ง ๆ เขาเอาช่อดอกไม้เล็ก ๆ ให้เธอ “สวยมากเลย—ไม่ใช่แค่รูปนะ หมายถึงเธอน่ะ สู้ ๆ ดีใจด้วยที่ได้มาแสดงที่นี่”
มะปรางยิ้มบาง ๆ ลังเล “ขอบใจนะเขตต์… ไม่คิดเลยว่าจะมาจริง ๆ”
เขาเลื่อนมือไปหยิบแก้วน้ำ เคาะนิ้ว เสียงประหม่า “มันสำคัญกับเธอ ฉันก็เลยมา… ฉันรู้ว่าช่วงนี้เราไม่ค่อยได้คุยกัน แต่ว่า—ถ้าเธอต้องการอะไร ฉันอยู่ตรงนี้”
เธอเนิบช้า ละมุนรู้สึกผิด เพราะรู้ว่าตลอดเวลาที่เธอเลือกวิ่งตามความฝันของตัวเอง ก็เหมือนผลักเขาให้ห่างออกไป
เวลากลับบ้าน เขตต์อาสาขับรถไปส่ง เขาเปิดหน้าต่างให้ลมเย็นพัดผ่านมาในรถ เสียงเพลงเก่า ๆ ลอยคลอในอากาศ ระหว่างทาง ความเงียบระคนกับเสียงฝนที่โปรยปราย รถติดไฟแดงหลายรอบ มะปรางปล่อยสายตาออกไป
อยู่ ๆ เขตต์ก็ถามเสียงอู้อี้ “เคยคิดไหม…ถ้าเลือกอย่างอื่น ทุกอย่างระหว่างเราจะเป็นยังไง”
มะปรางนิ่ง หัวใจเต้นในอก เหมือนคำถามนั้นตอกย้ำความลังเลที่ไม่เคยพูด เธอลอบมองเขา “บางที — เราอาจจะรู้แค่ว่าแต่ละคนอยากไปไหน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า…เราต้องละทิ้งกันเสมอไป”
เขตต์หัวเราะเบา ๆ “ฉันคงเป็นไอ้คนซื่อ ที่รอเธอเสมอ” เขาส่ายหน้า แทรกด้วยเสียงหัวเราะขื่น ๆ
ครั้นถึงบ้าน มะปรางลงจากรถ เธอเกือบพูดบางอย่าง วูบนั้นพื้นที่ระหว่างทั้งสองเหมือนเหนียวแน่นและเปราะบางพอกัน ก่อนจะหายไปพร้อมประตูปิด เขตต์มองตามด้วยดวงตาเหงา
หลายเดือนหลังจากนั้น เขตต์โทรศัพท์มาบอกว่าเขากำลังเตรียมสมัครงานฝึกงานบริษัทกฎหมายในต่างจังหวัด และอาจไม่ได้กลับมาเร็ว ๆ นี้
เสียงเงียบยาวหลังสายจบ มะปรางนั่งนิ่งอยู่กับความว่างเปล่า เธอรู้สึกเหมือนสูญเสียบางอย่างที่ไม่กล้าเอื้อมคว้า
ในคืนหนึ่ง ก่อนวันเดินทางของเขตต์ มะปรางเดินตามท้องถนนเงียบ ๆ สองมือกำผ้าพันคอแน่น แวะซื้อกาแฟร้านประจำ คนขายส่งยิ้มแห้ง ๆ “วันนี้ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ” มะปรางส่ายหน้า
เธอนั่งสเก็ตช์ภาพเงาไฟหน้ากระจก คาเฟ่เงียบงัน รวมแสงไฟกับน้ำค้างสีขาว มะปรางนึกถึงรอยยิ้มของเขตต์ตอนกอดช่อดอกไม้ให้เธอ สองมือเธอสั่น ๆ เหมือนจะร้องไห้แต่กลั้นไว้
คืนสุดท้ายก่อนเขตต์จะไป เขาทักไลน์มา “ออกมาเดินเล่นไหม” ข้อความสั้น ๆ แต่กับเธอมันใหญ่โต
มะปรางนั่งรอใต้ต้นไม้หน้าอาคารเรียน เขตต์เดินมาแบบเหนื่อย ๆ มีเป้สะพายใบใหญ่ สองคนมองหน้ากันเงียบ ๆ เสี้ยววินาทีนั้นไม่มีคำถาม ไม่มีถ้อยคำ หรือคำสัญญา
“ขออะไรอย่างนึงได้มั้ย” เขตต์เอ่ยเบา ๆ มือกำกระเป๋าแน่น
มะปรางฝืนยิ้ม “ขออะไรเหรอ”
เขาหัวเราะแผ่ว ๆ เม้มปาก ราวกับจะพูดสิ่งหนึ่งแต่เปลี่ยนใจ “ขอให้ฝันของเธอเป็นจริง…ต่อให้ฉันต้องยืนดูอยู่ห่าง ๆ ก็พอ”
ดวงตาเธอสั่นไหว หยดน้ำคลอหน่วย แล้วเธอถามกลับเบา ๆ “แล้วฝันของนายล่ะ ที่แท้จริงแล้ว…มันคืออะไร”
เขตต์หันไปมองถนน เหมือนจะไม่กล้าตอบ “บางที — ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วมั้ง”
ต่างคนต่างเงียบจนเวลาผ่านไปนาน เขตต์ยกมือขึ้นโบกลา มะปรางก้าวช้า ๆ กลับเข้าไปในอาคาร เธอหยุดตรงบันได มองท้องฟ้ากลางคืน น้ำตาไหลเงียบ ๆ บนระเบียง
เช้าวันรุ่งขึ้น เขตต์ลับหายไปกับขบวนรถไฟ มะปรางใช้เวลาหลายเดือนในห้องวาดรูป เธอซ่อนความเศร้าไว้ในเส้นสาย เดินสายประกวดงานศิลป์ที่ต่างจังหวัด มีทั้งรางวัลกับความล้มเหลว แต่เธอเริ่มเข้าใจสิ่งหนึ่ง — บางความสูญเสียไม่ใช่การสิ้นสุด
วันหนึ่ง ในงานแสดงผลงานเดี่ยวของเธอ ภาพคนหนึ่งยืนอยู่มุมห้อง เสื้อเชิ้ตเรียบ รองเท้าหนังเก่า เขตต์เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใหม่ เข้าหาเธอช้า ๆ
มะปรางยิ้ม ฝืนใจให้เข้มแข็ง “กลับมาตอนไหน”
เขาหัวเราะกลบเกลื่อน “เมื่อวาน คืนนี้เลิกงานเลยแวะมา…เห็นผลงานใหม่ของเธอ อยากมาขอบใจที่ในภาพยังมีเงาของฉันอยู่…ถึงจะเล็ก ๆ ก็ตาม”
ทั้งสองก้าวใกล้กันอีกครั้ง ภายใต้แสงจาง ๆ ของห้องนิทรรศการ มะปรางสบตาเขา คราวนี้เธอไม่หลบตา
“ถ้าต่อไปมีแสงมากขึ้น บางทีเงาก็คงชัดขึ้นด้วยมั้ง” เธอพูดอย่างลังเล เขตต์ยิ้มรับ เงียบงันเนิ่นนาน ไม่มีคำสัญญาใด ๆ นอกจากแววตาที่ต่างฝ่ายต่างถอดใจ อยู่ในจุดที่ต่างเติบโต ไม่เหมือนเดิม—แต่ไม่ใช่คนเดิมที่กลัวอีกต่อไป
เสียงฝนตกอีกครั้งที่หน้าต่างคาสิโน มะปรางกวักมือให้เขตต์มาดูภาพวาดใหม่ เหมือนคืนเก่า ๆ นั้น แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขตต์หยิบแก้วน้ำ แล้วยื่นให้เธออย่างเงียบ ๆ
“ต่อไปนี้ เราไม่ต้องเดินคนเดียวอีกแล้วนะ” มะปรางพูดช้า ๆ เสียงสั่นเล็กน้อย เขตต์ตอบด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยคำในใจที่ไม่จำเป็นต้องพูด สองเงาซ้อนทับกันใต้แสงไฟอบอุ่นในวันฝนปรอย…