แสงแดงใต้เงาภูเขา
เสียงลากกระเป๋าเดินชนแผ่นไม้ลั่นในโถงหอพักครวญเครียด เหมันต์ จิตรกรหนุ่มปีสามที่บูดบึ้งตลอดเวลา ซึ่งใครต่อใครมักบ่นว่าเขาจริงจังกับศิลปะจนลืมโลก ยื่นมือให้บัว นางแบบประจำคณะ ผู้มีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มกลบปมในใจเธอเอง ทั้งคู่ตามซิน เพื่อนร่วมชั้นที่มีหน้านิ่งเหมือนกำแพงเดินนำขึ้นบันไดไม้หิน หลังพิงเปลือกไม้เก่าของหอพักหมู่บ้านฝังรากบนไหล่ภูเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กลิ่นสนฉุนกับอากาศเย็นที่แทรกตามรอยแตกร้าวของหน้าต่างซึมเข้าสู่เสื้อผ้า ซินเปิดไฟห้องนอนที่ว่างเปล่า หน้าต่างบานใหญ่โชว์วิวหมู่บ้านหลังคาไม้งอตัวอยู่เบื้องล่าง เหมันต์ขว้างกระเป๋าเสียบเตียง พลันสายตาปะกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนเกร็งในห้องรับแขกเล็ก ๆ ยิ้มจาง ๆ ก่อนทักเบา ๆ
“ขอจองเตียงริม นะครับ… ปิ่น”
“มีใครยังว่างอีกบ้างป่ะ?” บัวถามประหม่า ปิ่น ผมยุ่งกับตาสีหม่นสบตาก่อนหลบตา นั่งกอดเข่ามุมห้องราวกับไม่คุ้นใคร ซินผิวปาก พลางเดินไปปลดม่าน หน้าต่างด้านหลังเผยเงาดำของภูเขาตัดกับสีแดงจางที่ขอบฟ้า
ในยามค่ำถึงเวลาทำความรู้จักกันรอบวง ปิ่นยังเงียบ ซินคอยชวนคุยเรื่องนิทานภูเขาเก่า เหมันต์ถอนใจ “ไม่มีผีหรอก เดี๋ยวเช้าแล้ว เงาก็หายเอง” เสียงหัวเราะเจือระแวงของบัวเติมบรรยากาศให้เบาลง ซินหรี่ตา “คืนนี้… อย่าเพิ่งหลับหมดใจนะ เผื่อเห็นแสงแดงด้วยกัน”
ตีหนึ่ง ทุกคนสะดุ้งพร้อมเสียงหวีดลมประหลาด หน้าต่างสั่น เสี้ยวแสงแดงแลบวาบผ่านม่านเข้าในห้อง ทุกคนผวาออกมาติดกัน เหมันต์คว้าตะเกียง เดินนำบัวที่สั่นจนฟันกระทบกัน ปิ่นซ่อนอยู่หลังสุด ซินมองไปด้านนอกก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ออกไปดูไหม?”
เดินตามทางหินเปียกผ่านลานสนมืดเกือบมองไม่เห็นปลายเท้า แสงแดงจากยอดเขาเหมือนหายใจ บัวจับชายเสื้อซินแน่น ถามเสียงสั่น “นี่มันอะไรกันแน่?” เหมันต์พึมพำไม่มั่นใจ “อาจเป็นฟ้าผ่า… หรือพวกดักถ่ายดาวตก” ปิ่นพูดติดขัด “มีเรื่องเล่าของคำสาป… ถ้าขืนออกไป ตอนนี้…”
เสียงกิ่งสนกวัดแกว่งในสายลม ชวนระแวง ทุกคนเอาแต่มองตากัน ไม่กล้าก้าวต่อคืนแรกจบลงด้วยเสียงนาฬิกาเก่าดังเป็นจังหวะเงียบ ๆ ในหอพัก ทุกคนหลับแต่ละคนในฝันของตัวเอง ความอึดอัดบางอย่างยังคงวนเวียนในอากาศ
เช้าวันต่อมา กลุ่มนักศึกษารวมตัวในห้องครัว ปิ่นยังไม่ยอมสบตาใคร คำถามเกี่ยวกับแสงแดงติดปากทุกคน ซินหยิบสมุดวาดขึ้นมาวาดสิ่งที่เห็นเมื่อคืน เหมันต์ยกกาแฟขึ้นดื่มพร้อมพูดเบา ๆ “จะไปถามชาวบ้านดู… ตกลงไหม?” ทุกคนพยักหน้าแบบลังเล รู้ว่าความอยากรู้นี้อาจเล่นงานหัวใจของพวกเขาเอง
กลางตลาดหมู่บ้าน กลิ่นข้าวโพดปิ้งผสมผสานเสียงพูดคุยจ้อกแจ้ก ซินเข้าไปถามยายกล้า เจ้าของร้านของชำ เธอหรี่ตาดูนักศึกษาด้วยสายตาไม่ไว้ใจ “แสงแดงมันของภูเขา… ใครยุ่งจะเจอแต่เรื่อง” ปิ่นหน้าเสีย ซินแลกเปลี่ยนสายตากับเหมันต์ “เรื่องแบบไหนครับยาย?” ยายกล้าพูดเสียงเบา “ถึงแกจะไม่เชื่อ มันเปิดความลับที่ใครก็ซ่อนไว้ ไม่มีใครรอดพ้น”
ทั้งกลุ่มเดินกลับหอพักอย่างหนักใจ บัวปลอบใจปิ่น “อย่าซีเรียส มันก็เรื่องเล่า…” ปิ่นส่ายหน้า “แม่ผมเตือน… อย่าเข้าใกล้แสงนั้น ผมกลัวว่าสิ่งที่ทุกคนไม่อยากพูด… มันจะแดงขึ้นมาจริง ๆ” ซินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ “ไม่มีใครไม่มีความลับหรอก เราทุกคนเสี่ยงเท่า ๆ กัน”
ค่ำคืนที่สอง เมฆดำคลุมฟ้า แสงแดงส่องทะลุหมอกออกมาอีกครั้ง คราวนี้ เหมันต์ที่ดูไม่เชื่อ เริ่มทำท่าไม่ไว้ใจ ซินพยายามบันทึกภาพด้วยกล้อง บัวพยายามถ่ายด้วยมือถือ ปิ่นนั่งกอดเข่าเงียบ ๆ ทุกคนต่างเครียดจนการสนทนาขาดช่วง
ท่ามกลางการถกเถียงว่าจะออกไปสำรวจหรือไม่ บัวเผลอหลุด “ทุกคนนี่ชอบฝืนตัวเองทั้งนั้น อยากเห็นแสงก็พูดตรง ๆ ดิ!” เหมันต์กัดฟัน “ถ้ารู้คำตอบแล้วจะยังเหลืออะไรให้ค้นหา?” ซินนิ่ง “บางทีสิ่งที่ต้องกลัว ไม่ใช่แสงนั้น แต่เป็นตัวเอง”
กลางดึกนั้นเอง ปิ่นที่กลัวจนไม่หลับ ตัดสินใจลุกจากเตียงคลำหาทางไปห้องน้ำ ทันใดนั้น ประตูห้องครัวแง้มแผ่ว เสียงฝีเท้าปะทะพื้นไม้แว่วมา ปิ่นหลบหลังประตู แอบฟังซินกับเหมันต์พูดคุยเรื่อง “สิ่งที่ควรลืม”
ซินพูดสะท้อนเสียงขม “แกไม่อยากกลับไปในสิ่งที่เคยทำผิดหรือ?” เหมันต์นิ่ง “ถ้าคืนนี้ต้องเจอกับสิ่งนั้น… ฉันยอม สุดท้ายต้องเลือกยอมรับมัน” ปิ่นหายใจลึก เดินหลบกลับห้อง เห็นบัวลืมตามองด้วยสายตาห่วงใยแต่ไม่พูดอะไร บรรยากาศในหอพักกดทับจนค้างคา
รุ่งขึ้นทั้งกลุ่มออกเดินป่าเพื่อละความอึดอัดตามคำชวนของบัว เส้นทางสูงชันและจุดน้ำซัดในหุบทำให้เดินช้าลง บัวลื่นข้อเท้าพลิก ทุกคนต้องหยุดกลางทาง ซินคอยประคองตลอด เธอพูดขำกลบเกลื่อน