คืนใต้เงาภูผา
เสียงเด็กกลุ่มใหญ่คุยกันจอแจ ก้องในลานหน้าศาลาวัดกลางหมู่บ้านภูเขาสูงถ้วนรุ่น สายลมเย็นไหลผ่านใบสน แนบผิวแก้มจนยัยโม-มณีรัตน์ ชะงักมือออกจากเสื้อแจ็กเก็ตหนา มองเพื่อนฝูงกำลังโยนสัมภาระกันอลหม่าน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไอนัท แกยังจะติดมือถืออีกเหรอวะ” จิ๊บ ฮึดฮัดกับเพื่อนชายที่ยังจ้องจออยู่ เจ้าตัวเหลือบตามอง พลางยักไหล่ “ก็ไม่รู้ว่าเน็ตจะพังเมื่อไหร่ ขอเล่นให้พอใจ”
มัธยมปลายปีสามทั้งห้าคนในทีม ‘สายน้ำ’ ถูกส่งมาค่ายพัฒนาชุมชนบนดอยตามคำสั่งโรงเรียน ทุกคนต่างมีสีหน้าปะปนความกลัวและตื่นเต้น โดยเฉพาะวิน-ผู้ซ่อนความอึดอัดไว้ใต้แว่นดำ “ขนมาหมดแล้วเหรอ” วินถามเพื่อน ขยับเป้บนหลังให้กระชับมือกว่าเดิม
“นี่ไม่ใช่โรงแรม อย่าหวังว่าจะเจอปลั๊กไฟในกระท่อมนะ” เสียงหัวเราะของครูกิตติบดบังเสียงฟ้าลั่นไกล ๆ ติดตามมาด้วยความเงียบกระทั้นหัน โมเงยหน้ามองยอดเขาสูงที่ตั้งตระหง่านไม่เคยเปลี่ยนรูป ตามด้วยเสียงกระซิบของยายปิ่นผู้สูงวัยในหมู่บ้านที่เดินผ่านอย่างช้า ๆ “กลางคืนอย่าส่งเสียงดัง อย่าเดินออกไปไกลขอบหมู่บ้าน เงาของภูเขามันฟังอยู่นะลูกเอ๋ย”
คืนนั้นอากาศเย็นลงจนไอนัทต้องเอาผ้าห่มคลุมถึงหัว จิ๊บถอนหายใจ ปิดไฟฉายขณะที่ทุกคนเริ่มหลับ โมยังคงข่มตาไม่ลง ดวงจันทร์เสี้ยวข้างหน้าต่างทอแสงผ่านผ้าบาง ๆ เงาภูเขาเขยิบคลืบคลานเข้ามาใกล้ เหมือนจะสั้นลงทุกที
ตีสาม โมสะดุ้งตื่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ได้ยินเสียงฝีเท้าขยับเบา ๆ ข้างเตียง เธอกระชากตัวลุกนั่ง กระซิบถาม “วิน ใช่แกไหม” ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เงาสบัดหายวับลับออกไปทางประตู
เช้าแรกในหมู่บ้าน ทุกคนตื่นขึ้นพร้อมเสียงฝูงชนพากันตกใจ “ไอนัทล่ะ ไอนัทไปไหน” ครูประกาศเสียงดัง “รออยู่ในห้องนอน ยังไม่ตื่นเหรอ” แต่โมเห็นเตียงไอนัทว่างเปล่า กระเป๋ายังอยู่
กลุ่มเจ้าหน้าที่ ตำรวจท้องถิ่น และชาวบ้านเดินป่าเพื่อตามหา ทุกคนแตกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ครูเดินนำ โมกับวินเดินตามหลังกับจิ๊บ แต่ระหว่างเดิน ไกด์ท้องถิ่นกระซิบเสียงเบา “ผาหลอกวิญญาณ…เมื่อคืนมีใครออกไปหรือเปล่า” ทุกคนหลบสายตากันเองเป็นชุด โมกำหมัดแน่นในกระเป๋าเสื้อ
เสียงเท้าที่ย่ำลงกับใบไม้เปียกเข้าใกล้หน้าผา วินลอบถอนใจ มองลงเบื้องล่างที่เมฆคลุมราวกับธารหมอกขาว จิ๊บเดินเร่งขึ้นมาเคียง “แกไม่ได้เห็นจริง ๆ เหรอโม” โมสูดลมหายใจ “ไม่รู้…แค่รู้สึกว่าเมื่อคืนมีคนในห้อง ลากอะไรบางอย่างออกไป”
เมื่อสำรวจไร่ชาและผารอบหมู่บ้าน ไม่มีร่องรอยของไอนัท เหลือแต่รอยถลอกเล็ก ๆ ใต้ต้นสน “หรือจะเป็นเสือ หมาชะงักวิ่งไปวันก่อน” วินกระซิบ จิ๊บส่ายหน้า “ไอนัทไม่กล้าเดินคนเดียวแน่ ๆ”
บรรยากาศเริ่มตึงเครียด จนกระทั่งหญิงชราอีกคนเอากล่องไม้เก่ายื่นมาให้โม “ของตกจากป่า แกะเปิดนะ เผื่อจะมีเบาะแสลูกเอ๋ย” โมลังเลก่อนค่อย ๆ คลายตัวล็อค ข้างในมีสร้อยข้อมือกับแผ่นกระดาษยับย่น ตัวอักษรเขียนว่า “ของมัดวิญญาณ อย่าเชื่อใครหมดใจ”
แววตาของโมหม่นลง “นี่ของไอนัท…” จิ๊บตาโต วินถอนหายใจสั้น โมจับสร้อยในมือสั่นเห็นได้ชัด คืนนั้นเกิดความเงียบงันยิ่งขึ้น ทุกคนตื่นตกใจง่าย โมจมปลักในความรู้สึกผิด ความคิดวกไปวนมา วินพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่ล้มเลิกกลางประโยค
เช้าวันที่สอง มีข่าวลือในหมู่บ้าน “ภูเขาดูดคนไป ทุกปีจะต้องมีผู้สังเวย” โมไม่เชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติ เธอหงุดหงิดใส่วิน “ถ้าใครเจอไอนัท แน่จริงบอกมาเลยว่ามันซ่อนอยู่ตรงไหน” เสียงเงียบชะงัก จิ๊บเดินมากระซิบ “แกอย่าเป็นบ้า โม”
เมื่อบ่ายมา ชายหนุ่มปริศนาในผ้าโพกหัวแดง เดินมาส่งกระดาษจดหมายที่ถูกขยำ “เห็นคนนอกหมู่บ้านเดินป่าเมื่อคืนก่อน หายไปตรงผานั่น บางคนบอกว่าเห็นเป็นเงาดำใหญ่โตเดินสวนเข้าป่า” โมหน้าซีด วินสังเกตเห็นมือเธอสั่น “เกิดอะไรขึ้น โมมีอะไรไม่บอกพวกฉันหรือเปล่า”
คืนนั้น โมได้ยินเสียงกระซิบเปิดหน้าต่าง เธอเดินออกไป พบกับชายแก่เจ้าของบ้าน เขาหรี่ตามองโม “กลางคืนห้ามใครออกนอกบ้านเพราะภูผาไม่อภัยแม่หนูถือต่างถิ่น” โมสบตา หัวใจเต้นแรง เงาภูเขามืดดำกวาดผ่านหลังเขา
จนรุ่งเช้า มีเสียงเด็กในหมู่บ้านร้องหาแม่ วิ่งมาขอให้ช่วยตามหาแม่ที่หายตัวไประหว่างเก็บฟืนในป่า เผยแพร่ว่า “เมื่อคืนเห็นเงาคนสองคน พาอะไรก็ไม่รู้เข้าไปในเงาภูเขา” โมยิ่งรู้สึกหนักใจ ความหวาดกลัวและความรับผิดชอบหลอมรวมกัน วินกับจิ๊บพยายามปลอบใจ กำลังใจที่แตกซ่านในกลุ่มเริ่มเป็นรอยร้าว
บ่ายวันนั้น ตำรวจพาเจ้าหน้าที่หมู่บ้านและนักเรียนแยกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สำรวจผาสูงถึงชายป่า ระหว่างพัก โมกลั้นใจสารภาพความจริง “เมื่อคืนฉันเห็นจริง ๆ…เห็นคนลากไอนัทไป แต่กลัว กลัวจนไม่กล้าตะโกน หัวใจฉันเหมือนจะหยุดเต้น” วินนิ่งเงียบ จิ๊บเดินเข้าไปจับมือโม
“แกไม่ได้ผิดคนเดียว เราอยู่ด้วยกันเมื่อคืน ฉันก็ได้ยินเสียงแต่ไม่กล้าลุกไปดูเพราะกลัวเหมือนกัน” จิ๊บสารภาพ วินเหยียดริมฝีปากเย้ยตนเอง “ผมนั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตาไม้ได้แต่อธิษฐานให้มันเป็นแค่ฝันร้าย”
ความรู้สึกผิดแผ่ขยายขึ้นในกลุ่ม ทุกสายตาลุกพราวด้วยน้ำตา คืนนั้นโมนั่งหน้าต่าง ไม่หลับไม่นอน พยายามฟังเสียงกลางดึก แต่กลับมีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นในหุบเขา เสียงลึกลับเหมือนคนกำลังถูกบางอย่างพาออกไป เธอวิ่งออกจากบ้านจนวินกับจิ๊บรีบตามออกมา
แสงจันทร์ซีดจางทั้งทุ่ง สมาชิกร่วมค้นหาออกไปจนถึงหน้าผา โมยืนเงียบสบถเสียงในใจ “ฉันจะไม่กลัวอีกแล้ว” เธอยกสร้อยข้อมือขึ้นอธิษฐาน สายลมหมุนหมอกอบอวล เงาภูเขาในความมืดพลันขยับเหมือนสิ่งมีชีวิตเป็นเงาสีเทาดำขนาดมหึมา ทุกคนหยุดหายใจทันที โมตะโกนเรียก “ไอนัท กลับมา!” เสียงลมตีกลับเป็นเสียงกึกก้องเจ็บปวด
ในห้วงหมอกปรากฏร่างไอนัทสีซีด หายใจหอบ โผเข้ากอดเพื่อน คำพูดตะกุกตะกัก “ฉัน…ถูกมันลากไป ฉันกลัว ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหนี” โมกอดเพื่อนแน่น น้ำตาไหล นิ้วมือจิกเสื้อไอนัท วินกับจิ๊บยืนมองอย่างโล่งอก เจ้าหน้าที่รีบเข้าไปช่วย
เช้าใหม่ ทุกอย่างดูสงบชั่วขณะ แต่ความเปราะบางยังไม่จางหาย โมตื่นมาเห็นผู้ใหญ่ในหมู่บ้านนั่งประชุมกันเสียงขรึม เจ้าหญิงปิ่นพูดเบา ๆ “ทุกปีต้องมีเด็กหายไป สมัยฉันยังสาวก็เคยเห็น เพื่อนกลับมาไม่เหมือนเดิม”
วินมองเงาทาบในดวงตาโม “เราโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว เปลี่ยนไปเพราะความกลัวของตัวเอง”
แต่ละคนถกกันนาน โมสังเกตว่าไอนัทซึมเศร้า เธอเข้าหาเพื่อน “แกไม่ได้ผิดหรอก มันไม่ใช่ความผิดของใครหรอก” สีหน้าไอนัทเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและอ่อนแรง “ฉันรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างขังไว้ในเงานั่น…สายตาทุกคู่ในหมู่บ้านไม่เคยต้อนรับฉันจริง ๆ”
จิ๊บเปลี่ยนประเด็น ถามไถ่เรื่องค่าย โมหัวเราะจาง ๆ “ตรงนี้อาจไม่ใช่ที่ของเราก็จริง แต่สิ่งที่เราเผชิญเมื่อคืนมันเปลี่ยนฉันไปตลอด”
เหตุการณ์ค่ายพัฒนาสิ้นสุดลง สมาชิกกลุ่ม ‘สายน้ำ’ เติบโตจากสิ่งที่เผชิญอดีต พวกเขากลายเป็นเพื่อนเหนียวแน่นจากบาดแผลร่วมกัน ในขณะที่โมมองย้อนกลับไปยังภูเขาสูง เงาในใจเธอเจือจางลงเป็นครั้งแรก
“เงาภูผาอาจไม่ใช่ปีศาจ…แต่มันคือความกลัวและความลับในใจเราทุกคน” โมพึมพำกับสายลม สายหมอกจับตัวกับลมหายใจของแก รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นในแสงเช้าบนยอดเขา