รอยเลือดใต้หิมะนิรันดร์
เสียงนกอินทรีกู่ร้องดังก้อง ทุกสายตาหันไปบนท้องฟ้าสีเทา เกียรติศักดิ์ยืนนิ่งข้างหน้าต่างไม้ที่ลมหิมะพัดกระแทกจนสั่น หิมะตกมาห้าสิบห้าวันแล้ว ไม่มีวี่แววจะหยุด ฝ่าเท้าเปล่าที่เย็นชาหน้าชานบ้านของเขาสะท้อนความเหน็บหนาวเท่าใจ ด้านหลัง พ่อแม่ยังคงเถียงเบา ๆ เรื่องการหายไปของ ‘ดล’ น้องชายของเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอ็งนั่นแหละ! ทำไมปล่อยให้เด็กมันออกไปเล่นหลังเขา!” เสียงแม่สั่น สุดท้ายก็จบลงด้วยน้ำตาเหมือนทุกคืน พ่อเงียบเฉย ดวงตาโศกเศร้าจับต้องอากาศ เหมือนมองเลยรอยเท้าหิมะที่จมลึกออกไปนอกหมู่บ้าน
เกียรติศักดิ์เดินสวนออกมา กำหมัดแน่น ความรู้สึกผิดกัดกินตลอดห้าวัน เขาเป็นคนแกล้งน้อง ให้น้องวิ่งแข่งกันลงเขา ปล่อยดลไกลตาไป ไม่น่าหันหลังเลย ชาวบ้านช่วยกันหาแล้วแต่ไม่มีใครกล้าขึ้น “หุบผาวิญญาณ” ตอนกลางคืน ไม่มีใครมาแม้เพื่อนสนิทอย่าง “แจ่ม” จะพร่ำเตือนกี่ครั้ง
“ปีศาจมันอยู่ตรงนั้น! บอกแล้วไง! ดลอาจ…” เสียงแจ่มในห้องเก็บของสลัวแจ่มกล่าวเบา ๆ ระหว่างที่เขาทั้งสองซ่อนตัวจากผู้ใหญ่
“ไม่! นั่นแค่เรื่องเล่า เดี๋ยวน้องกูจะต้องหนาวตายกันแน่หากยังไม่ออกไป…คืนนี้ กูต้องไป ตามหาให้เจอ กูจะไม่ทนอีก” เกียรติศักดิ์พูดลอดไรฟัน แววตาฉายแสงดื้อรั้นแต่กลัวลึก ๆ
แจ่มกลั้นใจเงียบ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ถ้ามึงไป กูไปด้วย…อย่างน้อยก็ไม่ปล่อยให้มึงหายไปอีกคน”
ในคืนนั้น ทั้งสองแต่งตัวแน่นด้วยผ้าห่มเก่าเปรอะเลือดจาง ๆ ก้าวลงจากบ้านแม่ไม้สู่หมู่บ้านที่สว่างวาบแสงตะเกียง เหรียญยันต์ยันสัตว์ร้ายคล้องคอเกียรติศักดิ์กับแจ่มขยับไหวตามจังหวะจิตเต้นแรง พวกเขาทำใจไม่กล้ามองไปที่บ้านดลที่ยังมีผ้ายันต์มัดตรงประตู กับเสียงแม่คร่ำครวญไร้แม้แสงหวัง
“ได้ยินเสียงอีกมั้ย…” แจ่มกระซิบ พลางหยิบมีดทำมือ ขาสั่นเล็กน้อย
“ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น มีแต่น้ำตา มึงกลัวมั้ยแจ่ม?” เกียรติศักดิ์ถามเสียงอยู่กึ่งกลางระหว่างเย้ยตัวเองกับอ้อนวอน
แจ่มเพียงมองควันหายใจตนเองแล้วกระชับผ้าคาดเอว “กลัวสิ…แต่ถ้าทิ้งมึงไว้ กูกลัวมากกว่า”
หนทางสู่หุบผาวิญญาณต้องลัดเลาะป่าสนหนาทึบ ชายหนุ่มสองคนก้าวพิงกัน หายใจฝืดในอากาศเย็นจัด เสียงกิ่งสนหักตกกระทบหิมะขาว เปลี่ยนทุกย่างก้าวให้เป็นนิมิตหลอน ประสาทสัมผัสตื่นตัวมากจนนิ้วขาวนิ่ง ทั้งสองสลับพูดสลับหยุด เหมือบจิตใจไม่อยากเผชิญเงาใดข้างหน้า
เมื่อถึงรอยป่าแตกเป็นช่องว่าง ด้านหน้าปรากฏศาลไม้เก่า แกะสลักรูปสัตว์ประหลาดแอบมุมป่า รอยเลือดจางลากจากแนวป่าเข้าสู่โขดหิน เกียรติศักดิ์ก้มตรวจดู นิ้วแตะคราบเลือดด้วยนิ้วสั่น แจ่มเบือนสายตา ไม่กล้ารับสิ่งเป็นลางร้าย
“ดล…” เกียรติศักดิ์กระซิบ พูดยังไม่จบก็ได้ยินเสียงพึมพำแหบแห้ง เด็กชายร่างเล็กโผล่หน้าซีดเซียวใกล้ต้นสน ใส่เสื้อคลุมแหว่ง หมดแรงเต็มที
แจ่มวิ่งไปก่อนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แต่จังหวะนั้น เงาใหญ่พุ่งพาดต้นไม้ ร่างหนึ่งล้มกลิ้งลงพุ่มไม้ ทั้งสองเพื่อนตกใจจนต้องหยุดวิ่ง เกียรติศักดิ์สะดุดล้ม มือปาดเลือดจากขา ได้เพียงตะโกน “ดล!” เสียงสะท้อนกลับมาแต่ไร้ร่างเด็กน้อย
ทั้งคู่นิ่งเงียบชั่วขณะ รอยเท้าเลือดลากลึกเข้าไปในป่าด้านใน แจ่มพูดเสียงเบา “มันไม่ใช่แค่สัตว์ป่า…ใช่มั้ย เอ็งเห็นผิดปกติมั้ย?”
“กูไม่รู้…แต่กูจะไปต่อ จะไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” เกียรติศักดิ์น้ำเสียงสั่น เขาเดินลึกเข้าไปและมองไม่เห็นทางข้างหน้า ปรากฏเพียงแสงไฟริบหรี่ ไกลออกไปราวกับมีใครกำลังรออยู่
ลมหิมะกราดเกรี้ยวกัดผิวหนังเด็กสองคน พวกเขาฝ่าพงหนาม ก้มหน้ายมรับบาดแผลระหว่างเดิน รอยเลือดยังชี้นำทาง เหน็บหนาวและความหวาดกลัวอัดแน่นยิ่งกว่าเมื่อแรกเริ่ม แต่ละก้าวผ่านทำให้ทั้งคู่ต้องแบ่งความลังเล คนละเล็กละน้อย
เส้นทางถูกขวางไว้อย่างฉับพลันด้วยเสียงขู่คำรามต่ำ ๆ ตามด้วยตาแดงวาววิบ ตัวบางราวเงาผีซ่อนอยู่หลังแนวไม้ แจ่มกระชับมีดด้วยแรงสั่น ขณะเกียรติศักดิ์เบี่ยงตัวยืนบังทั้งตัว
“ไม่ได้จะกลับ! อยากพาเพื่อนกับน้องกลับไปบ้าน!”
เสียงคำรามยิ่งชัด ชายร่างดำสวมเสื้อคลุมขาดวิ่น ปรากฏตัวเต็มตา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยแผลเป็น เสียงหอบหนัก “ถอยไป…ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพวกเอ็ง!”
เกียรติศักดิ์ถามตาแข็ง ทว่าหัวใจเต้นแรง “คุณรู้ดลอยู่ไหน? ให้เราช่วยพาเขากลับบ้าน”
ชายคนนั้นช้อนตามองทั้งสองอีกครั้ง ก่อนเสียงหิมะบดลงจากร่างที่เดินโซซัดโซเซออกมา—ดล น้องชายของเกียรติศักดิ์ มองพี่ชายด้วยสีหน้าตื่นกลัว ทั้งสองรีบเข้าไปคว้าตัวน้อง ดลกระซิบเสียงเบา “เขาช่วยกันไว้…จากปีศาจ…แต่เขาก็กลัวเหมือนเรา”
แจ่มหันกลับมาเผชิญหน้าชายลึกลับ “คุณชื่ออะไร? ทำไมช่วยน้อง?”
“ข้า…ไม่มีใครเรียกชื่อข้ามากว่าสิบปีแล้ว…ข้าเคยเหมือนเอ็ง เป็นคนในหมู่บ้านนี้ สุดท้ายต้องเป็นเงาในป่าเพราะคำสาปบ้านข้าเอง” ชายร่างดำลดเสียงลงจนแทบเป็นกระซิบ ดวงตาขุ่นมองทุกคนทีละคน
ความเงียบคลุมพื้นที่ทุกระยะ ก่อนเกียรติศักดิ์ตัดสินใจ “พากันกลับเถอะ…ไม่ต้องกลัวขนาดนั้น หากเราพร้อมช่วยเหลือกัน คำสาปไหนก็ทานไม่ได้”
แจ่มส่งมือมาช่วย ประสานมือเกียรติศักดิ์ ทุกคนจ้องตากันก่อนจะพยุงร่างดลและชายลึกลับเดินผ่านเงาไม้ใหญ่ ฝืนเดินต่อไปแม้ขาหมดแรง เสียงหิมะสาดรอบด้าน กลายเป็นบทเพลงดิบของการเอาตัวรอด
เมื่อใกล้ถึงชายหมู่บ้าน ไฟตะเกียงริบหรี่ผุดขึ้นเป็นแถบ เสียงหมาเห่าตามลม ทุกสายตาเริ่มออกมาจากหน้าต่าง ทุกคนหยุดลมหายใจเมื่อเห็นร่าง ๆ กลับมาครบขาดวิ่น
แม่ของเกียรติศักดิ์วิ่งมาสวมกอดทั้งสาม แจ่มยิ้มหยัดแววตาเศร้าแต่โล่งใจขณะมอบผ้าห่มให้ชายลึกลับ เสียงพ่อเกียรติศักดิ์เดินเข้ามาใกล้ เอื้อมมือจับบ่าชายลึกลับแน่น “ขอบใจที่ไม่ทอดทิ้งเด็ก ๆ ของเรา”
แสงไฟส่องหน้าทุกคน เผยน้ำตาของชายลึกลับ เขาสะอื้นเครือแต่ไม่เอื้อนเอ่ยอะไรอีก เพียงเงยหน้ามองหิมะที่ไม่เคยหยุดตก เหมือนทุกคนจะได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าคำสาปหรืออดีตจะโหดร้ายเพียงใด ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับอดีตและให้อภัยคือทางรอดเดียว
ในค่ำคืนที่เงียบงัน หลังจากเหตุการณ์วุ่นวาย ทั้งหมู่บ้านกลับเข้าสู่ความสงบ เกียรติศักดิ์นั่งริมหน้าต่างมองหิมะปกคลุมทุกสิ่ง เขาลูบแผลเป็นบาง ๆ ที่ขา รำพึงเบา ๆ กับตัวเอง “กูจะไม่หนีอีก…ทั้งอดีตและความกลัว กูจะปกป้องคนที่รัก แม้ข้างหน้าเต็มไปด้วยหิมะที่ไม่รู้จะละลายเมื่อไหร่ก็ตาม”