กลิ่นดอกไม้ที่ปลายทาง
เสียงนาฬิกาดิจิตอลดังขึ้นในออฟฟิศเงียบสงบ วีเพ่งสมาธิกับแบบสวนขนาดใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ดินสอวางนิ่งข้างแก้วกาแฟที่เย็นชืด พื้นที่สีเขียวในแผนผังสวนยิ่งดูแคบกว่าในจินตนาการ เพราะบางมุมในใจของวีเองก็คับแคบไม่ต่างกัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วี! แก้วใบนี้ใครลืมไว้?” เกดเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มเจือแสบ ขยับถือลูกแก้วกาแฟมาใกล้โต๊ะวี เลียน้ำเสียงล้อเลียนนิด ๆ “รู้มั้ยว่าน้ำกาแฟข้ามคืนมีกลิ่นเหมือนดินแฉะ ๆ เหมาะกับสวนแกมากเลย”
วีมองเกดด้วยสายตานิ่ง ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ริมฝีปากเม้มแน่นแบบเดียวกับที่เคยเป็นเมื่อเจอคำถามพลิกผัน เกดถอนหายใจเบา ๆ วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเขา ก่อนเดินกลับไปที่โต๊ะตัวเอง
ท่ามกลางเสียงคีย์บอร์ด กระดิ่งโทรศัพท์ดังขึ้น หัวหน้าทีมเรียกประชุมด่วนเรื่องโปรเจ็คใหม่ที่ต้องส่งแบบสวนให้ลูกค้าภายในสองสัปดาห์ ทุกคนจ้องหน้ากัน เกดเป็นคนแรกที่ยกมือขอเป็นโครงการนี้ วีหันมามองอย่างประหลาดใจ แม้ว่าเขาคือคู่แข่งมาตลอด
“ฉันรู้ว่าวีถนัดสวนขนาดใหญ่ ฉันอยากลองทำให้เห็นบ้าง” เกดตอบหัวหน้าด้วยเสียงมั่นใจ แต่เมื่อสบตาวี แววตาเต็มไปด้วยความท้าทายผสมอยากรู้อยากลอง
หัวหน้าจับทั้งสองมาเป็นทีมเดียวกัน เกดกลอกตา ส่วนวีถอนใจ เสียงคุยกันเงียบลงทันทีที่ทั้งสองเดินออกจากห้องประชุมช้า ๆ
วันต่อมาที่ไซต์งาน เกดเดินจดรายละเอียดท่ามกลางต้นกล้า มือขวาถือเครื่องบันทึกเสียง มือซ้ายถือลายเส้น เธอถามคำถามต่อเนื่องรัวเร็ว “คิดว่าโซนนี้ถ้าได้ไม้ดอกกลิ่นหอมจะเหมาะกับธีมไหม?” วีหยุดคิดนาน ก่อนพูดเสียงเบา “…ถ้าไม่กล่อมต้นไม้ดี ๆ ดอกอาจจะไม่ออกเลย”
เกดอมยิ้ม ถอนหายใจ “วี นายเหมือนต้นไม้ในร่มอ่ะ พูดอะไรก็เงียบตลอด”
วีไม่ตอบ เขาก้มหน้าเดินต่อไป เบื้องหลังรอยยิ้มของเกดคือความเคยชินกับความเงียบ บางส่วนในใจของเธอเริ่มสงสัยว่าคนแบบนี้จะมีเรื่องราวอะไรในอดีต หรืออาจมีความฝันอะไรซ่อนไว้กันแน่
ในออฟฟิศยามค่ำคืน เกดลองส่งแบบให้วีดู “ช่วยติชมหน่อยดิ แบบฉบับแรก…” เงียบอยู่นาน วีพูดแผ่ว “ต้นราชาวดีเยอะไป… กลิ่นมันแรงเกิน มีบางคนแพ้”
เกดนิ่งอยู่ครู่ “…ขอบใจ” เสียงระบายลมหายใจเบา ๆ เพราะไม่ค่อยมีใครกล้าพูดตรงขนาดนี้ใส่เธอ
สายวันถัดมา ขณะเดินดูต้นกล้าในเรือนเพาะ เกดนั่งลงข้างวี ท่ามกลางกลิ่นดินฝน “นายชอบต้นไม้พวกนี้จริง ๆ เหรอ?”
วีพยักหน้าเบา ๆ “มันไม่พูดเยอะ…แต่มันฟังดี”
เกดหัวเราะในลำคอ “แล้วอย่างฉันล่ะ? พูดเยอะนายฟังไหวเหรอ?”
วีเหยียดยิ้มจาง “อาจจะฟังได้…ถ้าบางทีหยุดพูดแล้วฟังตัวเอง”
เกดชะงักเงียบไปชั่วครู่ หน้านิ่งลง
ผลงานเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แต่ข้อคิดเห็นของวีทำให้เกดต้องกลับไปคิดใหม่หลายจุด เธอเริ่มเห็นว่าคำแนะนำเหล่านั้น ช่วยให้เธอเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับความอดทนและฟังมากขึ้น ท่ามกลางความเงียบที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่เต็มไปด้วยคำถามและความคาดหวังซ่อนอยู่
วีเองก็รู้สึกกลายเป็นคนที่ถูกตั้งคำถามให้ละทิ้งกำแพงเล็ก ๆ ในใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เจอคนที่กล้าชวนคุยในวันฝนตก หนีไม่พ้นที่จะรู้สึกว่าต่างคนต่างกำลังเติบโตข้าง ๆ กัน
เวลาผ่านไปเร็วในช่วงทำโปรเจ็ค ทั้งสองเริ่มพบจังหวะที่เข้ากันได้โดยไม่ต้องพูดมาก ถ้อยคำกลายเป็นรอยยิ้ม หรือเพียงแค่มองตากัน เกดเริ่มสังเกตว่าวีชอบเลี้ยงต้นแคคตัสบนโต๊ะ ไฟจากโคมอ่อนส่องกระทบหนามเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะป้องกัน แต่ก็อ่อนแอหากแตะต้องจริง ๆ
ความใกล้ชิด ทำให้หัวใจของเกดเริ่มเปลี่ยนสี เธอจ้องหน้าวีตอนเผลอ รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง แต่ไม่กล้าพูดตรง ๆ กลัวว่าสิ่งนั้นจะพังกลิ่นไม้ดอกที่เพิ่งเริ่มโชยในใจ
วันหนึ่ง เกดเจออีเมลจากบริษัทต่างประเทศติดต่อให้เธอไปออกแบบแลนด์สเคปในเมืองใหญ่ในยุโรป เธอมีความฝันนี้มานาน แต่คำตอบของวี๊ไม่ได้แสดงความดีใจหรือเสียใจ แค่พยักหน้านิด ๆ เท่านั้น
“นายจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ?” เกดถามเบา ๆ ระหว่างจัดต้นไม้ริมหน้าต่าง วียังคงเงียบ รอยยิ้มของเขาทำให้เกดไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไร
“ฉันดีใจด้วย ถ้าฝันของเธอคือสิ่งนี้ก็ควรไป…” วีพูด แต่แววตาหลบสายตาเธอไปทางต้นใบบัวข้างหน้าต่าง
ความลังเล สับสน เข้ามาแทนที่ ระหว่างงานสวนสุดท้ายในบริษัท เกดรู้สึกว่ากำแพงใหม่ถูกสร้างขึ้นระหว่างเขากับวีอีกครั้ง
เสียงฝนยามค่ำวันนั้น เกดเดินไปหยุดหน้าร่มไม้ใหญ่ ดวงตาเปียกชุ่ม ไม่แน่ใจว่าเพราะฝนหรือน้ำตา วีเดินมาเงียบ ๆ ยื่นร่มให้ มองเธอนิ่ง
“ทำไมต้องเงียบตลอด? แม้แต่ตอนที่ควรพูด…” เกดเปรยติดน้ำเสียงน้อยใจ
วีอึ้งไปชั่วครู่ “บางที…ฉันกลัวว่าถ้าพูด เธอจะไม่ไป ถ้าเธออยู่ตรงนี้ ฉันจะกลายเป็นข้อจำกัดในฝันของเธอ”
เกดสบตาวี นานกว่าทุกครั้ง “นายไม่มีวันเป็นข้อจำกัดให้ฉันเข้าใจไหม”
วีไม่ตอบ แค่ยิ้มจาง ๆ เหมือนยอมแพ้
คืนสุดท้ายก่อนเกดจะเดินทาง เธอตัดสินใจไปหาวีที่สวนกลางเมือง สถานที่เดิมที่ทั้งคู่ตกลงแบบสวนด้วยกัน
“นายเคยเสียใจที่พูดช้าไปไหม?” เกดถาม แววตาเต็มไปด้วยความกล้าแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
วีเงียบอยู่ครู่ สัมผัสลมเย็นจากต้นไม้เพลิน ๆ “บ่อยมาก…แต่เรื่องเธอ ฉันแค่กลัวว่าถ้ามีเธอเป็นความฝัน ฉันจะไม่กล้าฝันถึงสิ่งอื่นเลย”
เกดน้ำตาคลอเบ้า เดินเข้าไปใกล้ ลังเลเพียงวินาทีหนึ่งก่อนเก็บมือทั้งสองซ่อนไว้ข้างลำตัว
“ถ้าวันหนึ่งฉันกลับมา แล้วนายอยู่ตรงนี้…เราอาจเดินไปด้วยกัน เอาไหม?”
วีไม่ให้คำสัญญา เพียงพยักหน้า แล้วยื่นกระถางแคคตัสเล็ก ๆ ให้เธอ “มันต้องใช้เวลา…แต่วันหนึ่งมันออกดอกได้”
เกดยิ้มทั้งน้ำตา รับแคคตัสมากอดแน่น การจากลาไม่ใช่จุดจบ แต่คือการเติบโตของบางสิ่งในหัวใจที่กำลังเกิดและค่อย ๆ เบ่งบานตามเวลาของมันเอง