โปรเจกต์หนังสั้นวุ่นด่วนของชมรมแอบฮา
เสียงระฆังพักเที่ยงดังขึ้นเปลี่ยนชีวิตประจำวันของโรงเรียนวัฒนาวิทย์ทันที ทุกคนไหลออกจากห้องเรียนราวกับน้ำป่า ตะโกนคุยกันวุ่นวาย แต่ที่โต๊ะมุมห้องของชมรมกิจกรรม อุ้มกำลังใจจดใจจ่อก้มหน้าคิดโน้ตอะไรด้วยหน้าตานิ่วเครียด เป้อยู่ข้าง ๆ หยิบขนมถุงขึ้นเจาะเล่นพลางเหล่มอง—ห่วงก็ห่วง รำคาญก็รำคาญ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อุ้ม คิดอะไรอยู่น่ะ จะกินข้าวมะ?” เป้พูดขณะที่ขนมฝักทองกรอบแหลมหักเสียงดัง
อุ้มไม่แม้แต่จะเงยหน้า “เป้! เราจะสมัครโปรเจกต์หนังสั้นนะ รับสมัครส่ง ภายใน 3 วัน เนี่ย งานโรงเรียนทั้งที เราทำได้ชัวร์!”
เป้เบิกตาโต “อุ้ม! 3 วัน? เธอไม่เคยตัดต่อ ไม่เคยจับกล้อง แล้ว…มิตรภาพ นี่เธอมีมิตรภาพเหรอ? ไม่ใช่ว่า…”
อุ้มกอดกระเป๋าแน่น ขาควงกับโต๊ะ เคี้ยวคำพูดในลำคอ ก่อนจะตบโต๊ะ มองเป้จริงจัง “จะทำ โปรดเข้าใจด้วยว่า ปัญหานั้นมีไว้แก้! คนอย่างเรา งานอะไรจิ๊บ ๆ ตามมาด้วย!”
เป้ถอนหายใจยาว เคยชินกับความกล้าบ้าบิ่นแต่คิดมากของเพื่อนสาว “เออ…โอเค แต่ว่า ใครจะช่วยล่ะ? เจ๊อุ้ม คนเดียวเหมือนจะไม่รอดนะ”
อุ้มส่งสายตาขอความหวัง เป้มองไปรอบห้องอย่างพยายามหาความสมเหตุสมผลของชีวิตในช่วงปิดเทอมที่พึ่งเปิดได้ 3 วัน
“เอาล่ะ! ว่าแต่ใครจะกล้าทำกับเธอนอกจากชั้นวะ?” เป้บ่นเบา ๆ เผยยิ้มเจ้าเล่ห์
อุ้มชูกำปั้น “เริ่มรวมทีม! ไป!”
ฉากตัดไปที่ประตูชมรมแทบหลุดจากบานเมื่อสาวสูงโย่งชื่อพายเดินเข้ามาพร้อมขวดน้ำดีท็อกซ์กับสายรัดผมหลากสี พายสายฟิตเชิญคนจืดจางใดก็ขวัญกระเจิง
“เราต้องรีบ! ทุกวินาทีคือโอกาส เผื่อใครสน่วมหนังสั้นหน่อยมั้ย?” พายเก็บของได้ทันใจ หันมาช่วยอุ้มเล่นใหญ่ตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย
เป้กระซิบ “พายมา…แปลว่าต้องมีอะไรวิ่ง…หรือโดนลากไปซ้อมวิ่งแน่ ๆ ซวยแล้วเรา”
อุ้มกับเป้ลากเก้าอี้ เสียงดังโครมครามก่อนที่ โต้ง หนุ่มจอมมโนรักอักษรจะปรากฏกายพร้อมสมุดโน้ตและใบหน้างง ๆ
โต้งพูดเสียงขรึมแต่ออกจะเพ้อ “หนังสั้น…แปลว่าเราต้องมีปรัชญาใช่มั้ย มีบทกวีไหมพวกเธอ จะเอาสัก 80 บรรทัดมั้ย?”
อุ้มถอนหายใจ กุมขมับ พายหัวเราะคิก ฝ่ายเป้จ้องโต้งอย่างหนักใจ
“พราวอ่ะ เธอขอเป็นแค่ช่างแต่งหน้าได้มะ? ไม่อยากออกกล้อง เจ๊อุ้มเห็นหน้าเธอวันนั้นมั้ย หน้าเหนียวเหมือนแป้งหมี่!” พราว เด็กสาวแฟชั่นล้ำยุค แต่งหน้าสีจัด พูดชัดถ้อยเรื่องตัวเองเสมอ
อุ้มจำยอมยิ้มแห้ง คุณสมบัติคือทีมเป็นทีม…ที่ไม่ค่อยเข้ากัน หมายถึงไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่าง
“สรุป…เราจะเล่นอะไรกันน่ะ? ใครเป็นอะไรบ้าง?” เป้ถามพลางเทของว่างกินไม่หยุด
ทั้งหมดหลุดเข้าเรื่องโก้—การตั้งทีมชื่อ ‘แอบฮา’ โดยไม่มีใครรู้ว่าฮาจะออกมาไหม เพราะไม่มีใครเคยตัดต่อกล้อง ไม่รู้มุมกล้อง ดีแต่เถียงกัน…และแต่ละคนคิดเองเออเองทั้งนั้น
พาย: “ฉากเปิดต้องวิ่งสิ! วิ่งไปหามิตรภาพ วิ่งทุกมุมโรงเรียน!”
โต้ง: “แต่ต้องมีประโยคเด็ด ๆ แบบ…คนเรา หาความหมายแห่งชีวิตจากการวิ่งได้นะ อะไรแบบนี้”
พราว: “ขอหน้าดี ๆ นะ ไม่มีรีเทค หน้าแตกไม่เอา”
เป้กลอกตา อุ้มเริ่มกังวลใจ ความฝันจะเป็นฝันร้ายมั้ยนี่?
ทุกคนเริ่มถกเถียงวุ่นวายจนโต๊ะโยก ในที่สุดอุ้มยกมือขึ้นตัดสินใจ “ทุกคน! เอาตามนี้—เป้เป็นกล้อง พายเป็นนักแสดง โต้งช่วยเขียนสคริปต์ พราวดูหน้าดูผม เรา…กำกับ! ไหวมั้ย!”
เป้พึมพำ “นี่มันโจทย์อะไรของมนุษย์วะ…”
เริ่มต้นถ่ายทำวันแรก เจอกำแพงแรกจริง ๆ เมื่อเป้จับกล้องแทบไม่เป็น พายแสดงสุดขีดจนล้ม* (แต่ไม่ขำกับการล้มนะ) โต้งจะพูดแต่บทกวีทุกซีน ส่วนพราวติดอุปกรณ์แต่งหน้าทุกครั้งจนเลอะไปหมด
เป้: “โต้ง ขอคำพูดสั้น ๆ ได้ปะ ยิ่งพูดยิ่งออกทะเล”
โต้ง: “แต่นี่มันปรัชญาแห่งชีวิตนะ ศิลปะต้องใช้เวลาบ่มเพาะ…”
พายตะโกน: “เฮ้ย รีบเถอะพี่ เดี๋ยวไม่ทันครูจับส่งวีดีโอจริงๆ!”
พราวชูแปรงแต่งหน้า: “ใครขโมยลิปฉัน! ถ่ายไม่ได้ถ้าไม่มีลิปสด!”
อุ้มมองฟุตเทจกุมขมับ ขณะที่เป้ส่องกล้องมั่ว ทะเลาะเบา ๆ กับโต้งเรื่องมุม
อุ้ม: “อื้ม…วิ่งวิ่งก็แล้ว ถกบทก็ยังนะ มิตรภาพมันอยู่ตรงไหนกันแน่เนี่ย?”
พาย: “มันต้องอยู่ในหัวใจ…หรือในรองเท้ากีฬาก็ได้พี่ เพราะตอนนี้เจ็บเท้าไปแล้ว!” ทุกคนหัวเราะกลบความเครียด จุดที่ขำจริง
หมดวันแรกไปกับฉากวิ่งไร้เป้าหมาย กับบทพูดยืดยาวไร้จุดจบ โต้งชวนคิดปรัชญาซับซ้อนเกินขั้นประถม พราวจ้องหน้ากล้องห่วงหน้าเปื้อนทุกช็อต ผลงานเทคแรกของเป้อยู่ในสภาพ…สั่นและเบี้ยวทุกเฟรม
เช้าวันที่สอง อุ้มมั่นใจจนเกินเหตุ ตัดสินใจเปลี่ยนพล็อตกลางคัน อยาก “ใส่ฉากซึ้ง” โดยให้เป้กับพายเล่นเป็นเพื่อนทะเลาะกันจนกลับมาคืนดีกัน เป้โวยทันที “เฮ้ย ฉันเล่นไม่เป็นเว้ย ฉันไม่ทะเลาะกับพาย พายชนะตลอด!”
ทุกคนเสนอไอเดียไม่เหมือนกัน พราวอยากให้มีฉากงานเต้น โต้งอยากใส่บทกวีสะเทือนใจ เป้อยากไปกินขนม พายอยากวิ่งรอบโรงเรียนอีกรอบ ความเห็นแตกเป็นเสี่ยง อุ้มพยายามควบคุมแต่เหมือนไม่มีใครฟัง
ตกเย็น กลายเป็นทีมงาน 5 คน วิ่งไล่จับความคิดตัวเองและของกันและกัน สุดท้ายไม่มีใครได้อย่างที่หวังแม้แต่คนเดียว
คืนวันนั้น อุ้มกลับบ้านนั่งจ้องคอม เธอคิดมากจนโต้รุ่ง… แต่ไม่ได้งานอะไรขึ้นมาเลย เหลือเวลาแค่ 1 วัน!
เช้าวันสุดท้าย ทุกคนมารวมกันหน้าชมรม สายตาเหมือนคนโดนสอบตกพร้อมกัน อุ้มพูดเสียงอ่อนแรง: “เหลืออีกวัน…ใครมีไอเดียมั้ง?”
เป้: “เราเล่าเรื่องจริงของพวกเราดีกว่าไหม? แบบ ไม่ต้องเล่น มิตรภาพก็คือความวุ่นวายของพวกเรานี่แหละ จะได้ไม่ต้องปั้น!”
พาย: “เออ เอาวะ ทีมนี้ไม่มีอะไรปั้นได้จริง ๆ มีแต่ความแตกต่าง ซื่อสัตย์กับมันก็จบ!”
ทุกคนเห็นด้วยแบบเฉื่อย ๆ เพราะหมดแรงเถียง อุ้มกัดฟัน “งั้นรีบถ่ายกันเลย! ห้ามใครเถียงนะ 1 2 3 เริ่ม!”
ทุกอย่างผ่านไปอย่างวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม เปิดกล้องทีตะโกนใส่กันที ขัดบทบ้าง แต่งหน้าครึ่งหน้า หลงบท ฯลฯ แต่บทสนทนาทั้งหมดกลับเป็นธรรมชาติสุด ๆ เป้ถ่ายไปบ่นไป “นี่มิตรภาพแน่เหรอวะ…” โต้งยิ้มอย่างปรัชญา “ศิลปะคือความไม่สมบูรณ์ ความรักคือการรับได้ทุกอย่าง…แม้แต่คลิปสั่นเบลอแบบนี้” พายหยิบลิปพราวมาแอบทาปากตัวเอง โดยไม่มีใครเห็นจนพราวโวยวายหา…แต่ก็ยังถ่ายต่อ
ฟุตเทจสุดท้ายเป็นเสียงหัวเราะ เรื่องวุ่นวาย แถมตัดจบแบบงง ๆ ทุกคนเกาหัวแต่มองตากันยิ้ม ๆ
ส่งงานวันสุดท้าย คุณครูเปิดดู คลิปสั้น ๆ ที่มีแต่การเถียง การวิ่งมั่ว หัวเราะกันมั่ว ๆ แล้วจบด้วยบทกวีประหลาดของโต้ง
คุณครูเงียบอยู่นาน ยิ้มมุมปาก “นี่แหละ มิตรภาพ…”
ทุกคนหันขวับหากัน แล้วหัวเราะพรึบ โผกอดกันแบบงง ๆ เหมือนได้รางวัลออสการ์ป่วนประจำปี
พราว: “หน้าฉันโอเคเลยนะเนี้ย!”
เป้: “ขอขนมได้ยัง?”
พาย: “ตามไปวิ่งอีกรอบ!”
โต้ง: “ขอเขียนบทกวีจบให้ไหม?”
อุ้มยิ้มทั้งน้ำตานิดๆ พลางบ่น “รอบหน้าขอบอก…ขอเวลาซ้อมเดือนหนึ่ง!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นปิดท้าย พร้อมข้อความใต้จอ (ในภาพยนตร์): “ถ้าความวุ่นวายคือมิตรภาพ งั้นเราก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในโลก!”