ค่ายลูกเสือวุ่นวาย ใต้หลังคาปัญหา
เสียงนกหวีดดังลั่นเช้าตรู่กลางสนามหญ้า เด็กนักเรียนทั้งหมดถูกปลุกไล่ตามเสียง เหงื่อไหลทั้งที่แสงยังไม่แรง โต้งกำลังหอบกับกระเป๋าน้ำหนักเกิน ส่วนไผ่สะพายเป้ใบเดียวที่อัดแน่นด้วยของแปลก ส่วนมณีลากกล่องไม้ยักษ์มากับตัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มณี แกเตรียมอะไรมาเยอะแยะวะ” โต้งถาม หอบเสียงแหบ
“นี่คืออุปกรณ์สร้างบ้านแห่งอนาคต! เดี๋ยวพวกเราชนะรางวัลแน่” มณีมั่นใจเต็มร้อย พูดเสียงดังราวกับพริตตี้เปิดสินค้านวัตกรรมทุกคนหันมองแต่ไม่มีใครสนใจต่อ
ไผ่ขยับซองชาในมือ “เขาแค่ให้ต่อกระท่อมธรรมดานะเว้ย มณี”
“ไม่ธรรมดา! กระท่อมของเราต้องเป็นไฮเทค!” มณียืนกราน โต้งแอบถอนใจแล้วเอาขนมในเป้ออกมาแทะประสาเด็กคิดมาก
เสียงอาจารย์ภานุเดินเข้ามากลางวง “ทีมไหนวางแผนยังไง เตรียมของกันยัง” เสียงเหมือนจะใจดี แต่ริ้วรอยที่หน้าผากก็ฟ้องความเครียดทุกปี
มณีผายมืออย่างภูมิใจ “พวกเราจะสร้างกระท่อมระบบแสงอาทิตย์ครับอาจารย์ ขออนุญาตใช้แผงโซลาร์เซลล์ด้วย!”
บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง โต้งไหวไหล่ ไผ่พยักหน้าไปงั้น ๆ อาจารย์เหลือบสองรอบ “เอ่อ…อย่าลืมว่าแบบธรรมชาติ ใช้ไม้ไผ่ เชือกฟางเป็นหลักนะครับ”
มณีพยักไหว พยายามซ่อนอุปกรณ์ล้ำ ๆ ไว้หลังลังไม้ ทว่าไผ่แอบหมุนตาหลัง รู้ดีว่าเรื่องเหลวแน่
เมื่อจบรอบเช็คของ กลุ่มทั้งสามก็เดินเข้าป่า โต้งเดินจ้ำหน้า สีหน้าเป็นกังวล “ถึงจะเล่นใหญ่ขนาดไหน สุดท้ายกรรมการก็คงเน้นความเป็นธรรมชาติอยู่ดี”
มณีเถียงกลับ “ก็เพราะอย่างนั้นเราต้องแตกต่าง! ถ้ากระท่อมธรรมดาใครจะจำได้หละ!” ไผ่หัวเราะเบา ๆ “ถ้าโดนหักคะแนนเพราะล้ำหน้าไปล่ะ?”
มณีสะบัดมือ “แผนของเราไม่มีทางแพ้หรอก!” ไผ่จ้อง “แต่แกสับขาล่อกรรมการไม่เป็นหรือ?” โต้งถอนหายใจ อีกฝ่ายยังคุยโวไม่หยุด
เมื่อถึงที่ปักหลัก มณีเดินดูรอบบริเวณ “ที่ตรงนี้แสงลงดี ตั้งแผงโซลาร์เซลล์ตรงนี้” โต้งเดินฝ่าใบไม้ตก “ฉันแค่ขอมีหลังคากันฝนก็พอ” ไผ่ก้มดูใบไม้แล้วนึกขำ — เพื่อนรักของเขาทำอะไรต้องสุดทางทุกที
ทั้งสามเริ่มทุบไม้ไผ่ด้วยค้อนโทรม ๆ ไผ่ซัดตะปูหยิบมือเดียวเข้าป่า พอกลับมาเจอกองไม้กับเศษสายไฟ มณีทุ่มเทกับแผงโซลาร์เซลล์เล็ก ๆ ของเขา โต้งเป่าฝุ่นออกจากต้นไผ่ที่ตัวเองกำลังขวนขวายจัดเป็นเสา
“มณี ไอ้นี่มันตั้งไม่ได้” โต้งชี้ แผ่นเล็ก ๆ เอียงจะหล่น
“ใจเย็น ฉันมีแผนสำรอง!” มณีเสนออุปกรณ์ชิ้นถัดไป — นาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลขนาดยักษ์ ตอนนั้นเองไผ่เผลอทำของตกกระแทกใส่พื้น เสียงติ๊ด ๆ ดังขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ของเพื่อน
โต้งเริ่มหงุดหงิด “กว่าจะเสร็จ พวกเราจะได้หลับตรงนี้ก่อนมั้ย”
“อย่าคิดมาก เดี๋ยวมันก็เข้าที่” มณีกำลังติดสายไฟโยงจากแผงเข้ากระท่อม ที่จริงคือไม้ไผ่สองอันโยงสายเอาไว้เฉย ๆ ส่วนไผ่ทดลองนั่งในกระท่อมโครงหลวม ๆ
ไม่นาน ไผ่ตะโกนออกมา “พวกแกมาดูนี่!” ทั้งโต้งและมณีรีบเข้าไปดู ก้อนใบไม้ที่ไผ่คุ้ยเจอ กลับกลายเป็นรังมดแดง กับระเบียบมดวิ่งวุ่นไล่กัดสามหน่อหนีอลหม่าน กลิ้งออกมาต่างคนต่างตีมดจนลืมว่ากำลังต่อกระท่อม
โต้งจับขาตัวเอง “ทำไมต้องโดนกัดตรงนี้วะ!” ไผ่หัวเราะ “เพราะแกนั่งทับราชอาณาจักรมันไง!” มณีรีบคว้ากล่องใส่เครื่องมือ แล้วโวย “ใครเอายาหม่องมา!” เสียงหัวเราะประสมความระทมเล็ก ๆ
หลังผ่านสงครามมด มณีชูแผนอีกข้อ — “ลองทำห้องน้ำใช้พลังงานแสงอาทิตย์!” โต้งฟังถึงกับนิ่ง “ใครจะใช้ฟะ?” “กรรมการไง ดูล้ำสมัย!” ไผ่ชิ่ง “แต่กรรมการเขาว่าน้ำไม่ไหลไฟไม่เข้า…”
ระหว่างนั้น กลุ่มเด็กหญิงทีมข้าง ๆ มองมาอย่างสมเพช “กระท่อมหรือโรงงานไฟฟ้าเนี่ย?” เสียงค่อนขอดผ่านลม โต้งหน้าแดง มณียิ้มสู้ “รอดูตอนเสร็จเถอะ!”
ตกเย็น ฟ้ามืดลงเร็วกว่าที่คิด ไผ่หยิบไฟฉายส่อง ใบไม้เปียกน้ำค้าง จังหวะนั้นอาจารย์ภานุเดินตรวจงาน เจอกองสายไฟพันยุ่งเหยิงกับไม้ไผ่ขวางทาง
“ทีมนี้…หมายความว่ายังไง ไอ้นี่อะไร?” เสียงเข้มดุ แต่แฝงขำอยู่ลึก ๆ มณีรีบอธิบาย “เป็นการทดลองครับ ให้ระบบไฟพลังแสงอาทิตย์ช่วยเรื่องส่องสว่าง”
โต้งเสริมทันที “แต่ถ้าแสงไฟออกบ้างไม่ออกบ้างไม่เกี่ยวกับความคิดดี ๆ นะครับอาจารย์”
อาจารย์ทำหน้าเข้ม “งั้นขอดูตอนใช้งานได้เลย” มณีรีบต่อวงจร เสียงปุกปัก ๆ ได้ไฟกระพริบแว่บเดียวก่อนดับ ไผ่แอบหัวเราะในวง
อาจารย์ถอนหายใจ “เอาเถอะ ขอแค่แข็งแรงปลอดภัยนะ ต่อเร็ว ๆ เดี๋ยวฝนมา” ทั้งสามสบตากันอย่างรู้ชะตากรรม
กลางคืน โต้งนอนไม่หลับ “ฝนตั้งเค้าขนาดนี้ กระท่อมเราจะรอดมั้ย” ไผ่เสียงอู้อี้ “อย่าคิดมาก ดึก ๆ กรรมการก็นอนไปแล้ว” มณีจดแปลนใหม่ข้างไฟฉาย
พลันเสียงฝนโปรยลง ใบไม้เปียกน้ำรัว ๆ กระท่อมเอนตามแรงลม โต้งกระโดดขึ้นมากอดเสา “ถ้าพังขอหนีไปอยู่กลุ่มนู้นนะ!” มณีรีบยันเสาด้วยไม้บรรทัดพลาสติกที่พกมา ไผ่พยายามดันสังกะสีบนหลังคาที่โยกเอียงตาม
เสียงฟ้าร้อง สายฟ้าแลบ เพื่อนทั้งสามนั่งอยู่ในกระท่อมที่รอดแต่โยกเยก ทันใดนั้นผนังไม้พังครืนลง โต้งหัวเสีย มณีพูดไม่ออก บรรยากาศเงียบชั่วอึดใจ ก่อนที่ไผ่จะเริ่มหัวเราะเบา ๆ
“ฮะ ๆ ๆ ไหนว่าแข็งแรงสุดในค่าย” โต้งยิ้มเจื่อน “พรุ่งนี้เรามาซ่อมใหม่เถอะ” มณีหน้าเสีย “คราวนี้ธรรมดาก็ได้วะ…”
เช้ามา กระท่อมญี่ปุ่นสไตล์ล้ำหายเหลือแต่โครง โต้ง ไผ่ และมณีรวมใจกันสร้างกระท่อมแบบพื้นบ้านธรรมดา แต่ใส่ใจลงไปเต็มที่
ตอนกรรมการเดินมาดูรอบสุดท้าย กรรมการหญิงหนึ่งยื่นหน้าใกล้ๆ “หลังคานี่ใครเย็บ?” โต้งยิ้มตอบ “ไผ่ครับ มือลั่นไปสามรอบ” ไผ่แย้ม “แต่เปลี่ยนเป็นลายหัวใจให้แล้วเนอะ” กรรมการหัวเราะเบา ๆ
แม้ไม่ได้รางวัลชนะเลิศ แต่กระท่อมของทั้งสามกลายเป็นที่แวะของเพื่อนๆ ที่แวะมาขอยืมเสื่อ บ้างมาปักข้างไฟ บางทีเพื่อนข้าง ๆ ก็เอาชาไผ่มาทำให้ใหม่
มณีถอนสายตาจากวงเพื่อน “แก รู้มั้ย ถ้าวุ่นแบบนี้ทุกปีก็ดีว่ะ” โต้งส่ายหัวแต่ยิ้มมุมปาก “จำไว้เลยนะ คราวหน้าสร้างแบบบ้าน ๆ” ไผ่แถมท้าย “ไว้รอบหน้า ถ้าไม่ลังเล กล่องไม้แกควรเอาไว้ขนข้าวแทน” เพื่อนทั้งสามยิ้มอย่างอุ่นใจ ท่ามกลางค่ายลูกเสือที่ยังวุ่นวายและหัวเราะไม่จบ