ทะเลในใจเรา
เสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งในบ่ายแสงแดดปลายฤดูฝน วินนั่งเท้าแขนกับราวไม้เก่าของสถานีวิจัยทางทะเล มองตะวันสีซีดเหลี่ยมขอบฟ้าแล้วถอนหายใจยาว เสื้อเชิ้ตขาวนักศึกษาคลายกระดุมเม็ดบนและรอยเปื้อนหมึกปากกาตรงข้อมือ เงาสะท้อนจากแว่นสายตาบนหน้าเขาบ่งบอกความอ่อนล้าที่ยังคั่งค้างจากงานวิจัยที่ยังไม่เสร็จ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขิมถือลังกล่องอุปกรณ์วิจัย เดินสะดุดก้อนหินจนเกือบล้ม สมุดจดร่วงลงพื้น เธอสบถเบา ๆ ดูหงุดหงิดกับรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ ที่แสนจะหลวม เสียงหัวเราะของวินปลุกให้ขิมเงยหน้าขึ้น เธอปรายตามองเขาอย่างไม่พอใจ “ขำอะไรนักหนา” ขิมพูดเสียงห้วน
“ก็ไม่ได้ขำ แค่…คิดถึงตัวเองสมัยเป็นรุ่นน้องใหม่ ๆ เดินมึน ๆ เหมือนกันเนี่ยแหละ” วินตอบพลางยิ้มเอียง ๆ ก่อนเอื้อมมือมาช่วยเก็บสมุด “กลุ่มเราต้องลงทะเลเก็บตัวอย่างพรุ่งนี้ใช่มั้ย?” ขิมถามเสียงแผ่ว หลีกตาวินและดูเหมือนกลัวจะถูกตำหนิ
วินพยักหน้า “โอเค เดี๋ยวพี่ส่งรายชื่อที่ต้องเตรียมให้ แต่ขิมอยู่ปีสองแล้ว คงพอไหวใช่มั้ย” คำพูดขมปร่า ฝังด้วยความระแวงในศักยภาพตัวเอง ขิมคิ้วขมวดแต่พยักหน้ารับอย่างไม่อยากเถียง
กลางวันนั้น รอบ ๆ เงียบสงบ ไกลออกไปคือทะเลสีฟ้าขุ่น วินนั่งลงข้าง ๆ ขิม “ขิม…มหาลัยนี้มันดูเหงาสำหรับพี่ แต่บางทีคนเราก็เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่ที่ไหนใช่มั้ย” ขิมมองผ่าน ๆ เหมือนไม่ได้ฟังแต่กลับหยุดเงียบอยู่นาน “ใช่…เราเลือกอะไรไม่ค่อยได้เลย”
ทั้งคู่ต่างเงียบ ราวกับแบกอดีตของตัวเองไว้ต่างคนต่างก้อน ขิมพยายามลุกขึ้นยืน วินยื่นมือไปให้แต่ขิมลังเล แล้วพูดเบาๆ “ขอบคุณค่ะ พี่วิน” อารมณ์อึดอัดในอากาศจางหายไปเพียงชั่วครู่ ก่อนเธอจะเดินลุยทรายหายไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าในใจของทั้งสอง
วันถัดมา เวลาเช้ามืดกลุ่มวิจัยพากันออกเรือ กัปตันเปล่งเสียงใส ๆ ล้อเลียนขิมที่ยังเมาเรือ เธอกอดถังพลาสติกไว้แน่น เหงื่อซึมที่ขมับ วินเดินมายื่นขวดน้ำให้ “ดื่มเถอะ จะได้ดีขึ้น” วินพูดเสียงเบาแต่สายตาจริงจัง ขิมยกขวดจิบน้อย ๆ พลางมองออกไปหาเส้นขอบฟ้า คลื่นพัดผมสีน้ำตาลเข้าตาเธอ หญิงสาวหลับตาบีบมือหาแรงใจ
ขณะปล่อยตาข่ายดักปลา ขิมเผลอทำอุปกรณ์หล่นลงกลางเรือ วินเอ็ดเบา ๆ “คราวหน้าจะต้องระวังกว่านี้” ขิมหน้าหมองบ่นพึมพำกับตัวเอง ลมหายใจหนัก “ขอโทษค่ะ” วินเห็นท่าทางของเธอแล้วถอนหายใจ “ทุกคนผิดพลาดได้ แต่ถ้าเราทำพลาดซ้ำ ๆ ทีมจะเดือดร้อนนะ”
เสียงเงียบครู่ใหญ่ ทุกคนในเรือทำงานต่อ ขิมนั่งกอดเข่าแยกออกมาขอบเรือ เธอมองทะเลกว้างราวกับต้องการซ่อนอยู่กับความคิดตัวเอง
พอบ่าย งานภาคสนามเสร็จ ทีมเดินทางกลับศูนย์ ขิมเดินเข้าห้องเก็บของก่อนใครเพื่อน วางของอย่างแรง เสียงกระแทกสิ่งของในอากาศ วินเดินตามเข้ามา “ขิม…มีอะไรอยากพูดมั้ย?”
ขิมนิ่งอยู่นานก่อนจะพูด “หนูไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับที่นี่หรือเปล่า บางทีหนู…อาจไม่ควรเป็นนักวิจัยก็ได้” เสียงแห้งขึ้นจมูก วินมองเธอพลางนั่งลงข้าง ๆ
“พี่เอง…ก็เคยคิดแบบนั้น เสียดายหลายอย่างในชีวิต บางทีพี่กลัวจะผิดอีก” วินพูดยิ้มเศร้า ๆ
ขิมเงยหน้ามองเขา “พี่วินดูเหมือนมั่นใจตลอดเวลา…แต่จริง ๆ กลัวเหมือนหนูใช่มั้ย”
วินสบตาเธอนิ่ง “กลัวสิ แต่เราเลือกจะทำอะไรแม้กลัวได้ ไม่งั้นคงไม่มีวันนี้…ไม่มีขิมในกลุ่มพี่”
เกิดความเงียบอีกครั้ง ขิมมองมือที่สั่น “ขอบคุณนะคะ” เสียงตกใน วินยิ้มจาง ก่อนจะแยกย้ายกลับหอพักไปคนละทาง
ตลอดสัปดาห์ ขิมเริ่มเปิดใจและขยันทำงาน ค่อย ๆ กล้าพูดกับเพื่อน ๆ มากขึ้น วินคอยสอนอย่างใจเย็น แต่บางครั้งก็ดุเมื่อเห็นเธอท้อถอย ทั้งคู่เริ่มแชร์นิสัยตัวเองผ่านบทสนทนาเล็ก ๆ แสนธรรมดา
“ถ้าเรียนจบ ขิมอยากทำอะไร?” วินถามพลางมองท้องฟ้ายามเย็น
ขิมหยุดคิดนาน “ไม่รู้ค่ะ…แค่อยากให้แม่ภูมิใจ”
“พี่เองก็อยากหนีจากอะไรเก่า ๆ เหมือนกัน แต่ก็ยังทำไม่ได้สักที” วินกล่าว หัวเราะเบา ๆ สีหน้าซ่อนความเศร้าไว้ไม่มิด
แสงสีส้มอาบชายฝั่ง เงาขิมกับวินทอดยาวคู่กันโดยไม่รู้ตัว
ความสัมพันธ์ของทั้งสองเหมือนจะดีขึ้น ทว่าเย็นวันหนึ่ง กลุ่มเพื่อนแซวเรื่องที่ขิมและวินใกล้ชิดกัน “รุ่นพี่จะจีบขิมเหรอ?” เสียงหัวเราะดังสนั่น วินส่งสายตาห้ามแต่ขิมฝืนยิ้มตามน้ำ
เมื่ออยู่กันสองคน ขิมเอ่ยอย่างอึดอัด “พี่วิน…อย่าไปใส่ใจพวกนั้นเลยนะคะ…หนูไม่ใช่คนพิเศษ”
วินหยุดเดิน ลังเลก่อนพูด “พี่…ไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับใครง่าย ๆ หรอก”
ความเงียบคั่นกลาง สายลมเย็นเฉียบผ่านหน้าทั้งคู่ ขิมเดินนำอย่างรีบเร่งเพื่อหลบตา วินหยุดยืนค้างอยู่คนเดียว
ช่วงฝนตกหนัก ทุกคนติดอยู่ในห้องวิจัย ขิมอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ วินแจกกาแฟให้ทีมแต่หยุดที่ขิม เขาวางแก้วเบา ๆ “อยากให้พักบ้างนะ ร่างกายจะได้ไหว” ขิมพยักหน้า ดวงตาซ่อนอะไรบางอย่างไว้
คืนนั้นหลังทำเวร ขิมออกมานั่งรับลมหน้าห้องพัก วินเดินผ่านยื่นแจกขนม เขานั่งเงียบ ๆ ข้าง ๆ ทั้งต่างคนต่างคิดอะไรลึก ๆ ในใจพลางฟังเสียงคลื่น
ขิมพูดเสียงเบา “พี่วิน…ถ้าวันหนึ่งหนูต้องย้ายกลับกรุงเทพฯ หนูคงคิดถึงทะเลนี้” วินหันมา “แล้วขิมจะจากไปจริง ๆ เหรอ?”
“ก็…แม่อยากให้กลับไปทำงานที่บ้าน” ขิมอ้อมแอ้ม ทอดสายตาไกล วินมองลึกเข้าไปในใจเธอ “บางทีเราก็หนีความคาดหวังของใครไม่ได้…แต่ถ้าเป็นขิม พี่ว่าต้องเลือกได้”
วันรุ่งขึ้น ขิมหลบหน้าใคร ๆ ออกไปเดินเหงาตามชายหาด วินตามไปเห็นเธอนั่งกอดเข่า ตาแดง ๆ ลมหายใจสั้น
“ขิม…ร้องไห้เหรอ?” ไม่มีเสียงตอบ ขิมฝืนยิ้มทั้งน้ำตา “ขอโทษ หนู…สับสนไปหมด” วินนั่งลงข้าง ๆ รักษาระยะ
“พี่เข้าใจ…แต่บางครั้งหยุดร้องก็ยากเหมือนกัน” วินพูดราวกับเล่าอดีตตัวเอง ขิมซบลงกับแขนตัวเอง ตีขาตัวเองเบา ๆ “ทุกคนคาดหวัง หนูอยากพิสูจน์ตัวเองแต่กลัวผิดหวังอีก”
“ขิมไม่ใช่คนเดียวที่กลัวผิดหวังหรอก” วินพูดเสียงเบา “พี่เองก็กลัวจะเสียใจเหมือนกัน”
สายตาทั้งคู่อ่านกันอย่างเข้าใจมากขึ้น แม้ยังไม่พูดความในใจจริง ๆ ออกมา
เวลาเวียนเปลี่ยน ฤดูฝนผ่านไป งานวิจัยเข้าสู่ช่วงเครียด มีความผิดพลาดจนข้อมูลสูญหาย วินโดนต่อว่าอย่างหนัก เขาซึมเศร้าไม่น้อย ขิมเห็นอาการวินเงียบผิดปกติจึงแวะเอาอาหารมาให้ที่ห้อง สองคนเงียบอยู่นาน
“อยากให้พี่วินสู้ต่อนะคะ…” ขิมกลั้นใจพูด วินปรายตามองเธอ อ่านแววห่วงใยที่มาจากใจจริง
“บางทีพี่แค่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร…เหมือนไม่มีใครเข้าใจพี่จริง ๆ” เสียงวินอ่อนแรง ขิมเม้มริมฝีปากแน่น “หนูเข้าใจ…หนูยังอยู่ตรงนี้ รอฟังพี่เสมอ”
แววตาวินไหววูบ เงาของอดีตยังสะกิดเขา เช่นเดียวกับขิมที่กลัวกล้าจะสร้างอนาคตแต่ยังมีบาดแผลฝังใจ
วันต่อมา ขิมได้รับข่าวว่าแม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน เธอตกใจ น้ำตาปริ่มขอบตา รีบโทรกลับบ้าน วินเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์จึงนั่งเงียบ ๆ ข้างเธอ ไม่พูดอะไร แค่ยื่นมือวางบนหลังมือขิมแทนกำลังใจ
“ขิมต้องลางานกลับกรุงเทพฯ” เธอเสียงสั่น “ถ้าแม่ไม่เป็นอะไร หนูจะกลับมาไหม?” วินถาม
ขิมนิ่ง แล้วหลบสายตา “ไม่รู้ค่ะ…หนูไม่อยากทิ้งตรงนี้แต่ก็กลัวจะเสียใจ”
เวลาหลายสัปดาห์ผ่าน ขิมจากไปอย่างเงียบ ๆ เหลือเพียงวินกับห้องวิจัยเงียบเหงา เขาย้อนคิดถึงขิมในแต่ละวัน และเริ่มตระหนักถึงช่องว่างในใจตัวเอง
ขิมทำหน้าที่ลูกที่ดี ดูแลแม่ที่โรงพยาบาล เธอคิดถึงกลิ่นทะเล คิดถึงแววตาวิน แต่ชีวิตในเมืองใหญ่กลับกดดันให้เธอยึดเอาความฝันเดิมของครอบครัว เธอแทบไม่มีแรงใจจะกลับไปอีก
วินฝืนฝึกงานวิจัย ทั้งที่บรรยากาศในทีมโหวงเหวง เขาส่งข้อความสั้น ๆ ไปหาขิมบ้าง แต่ขิมไม่เคยตอบคืน ความรู้สึกไร้ค่าในใจวินปะทุขึ้นมา เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าอดีตเคยพลาดอะไรไว้ ทำไมไม่กล้าบอกความรู้สึกที่แท้จริง
วันหนึ่งวินยืนดูพระอาทิตย์ตกที่ริมหาด สายลมเย็น ๆ กรีดผิว เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ลังเลอยู่นานก่อนจะพิมพ์ข้อความ “ถ้าวันหนึ่งขิมกลับมา ทะเลจะยังรออยู่เหมือนเดิมนะ”
ขิมอ่านข้อความนั้นน้ำตาคลอ แต่เธอไม่ได้ตอบ เธอวางโทรศัพท์ลง หันไปกุมมืแม่ที่ยังนอนพักฟื้น
คืนหนึ่ง หลังแม่ฟื้นแล้ว ขิมเดินไปนั่งที่ระเบียงที่พัก มองฟ้าดาวละลานตา หัวใจพร่ำถามตัวเองว่าแท้จริงต้องการอะไร เธอตัดสินใจเริ่มเขียนจดหมายถึงวิน “กับทะเลหนูยังมีความทรงจำดี ๆ ความกลัวก็ยังไม่หาย หนูไม่รู้จะเลือกอะไรดี…”
ฤดูฝนผ่านไป ขิมกลับมายังมหาวิทยาลัยริมทะเลอีกครั้ง เธอเดินผ่านชายหาด กลิ่นลมเค็มชัดเจนในความทรงจำ วินออกมายืนรับลมเช่นเดิม แต่วันนี้สีหน้าเขาดูเบิกบานอย่างแปลกตา
เมื่อสายตาเจอกัน ต่างคนต่างหยุด ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่ง ขิมยิ้มบาง ๆ วินอ้ำอึ้ง “ขิม…กลับมาแล้วเหรอ?”
“กลับมา…แล้วจะอยู่นานไหม?” วินถามเสียงแผ่ว
ขิมส่ายหัว “ไม่รู้…แต่ตอนนี้อยากอยู่” เสียงขิมสั่นแต่ตาแน่วแน่ วินหัวเราะออกมาเหมือนปลดปล่อยถ้อยคำที่เก็บไว้นาน
“งั้นพี่…ขออยู่ข้างขิม จนขิมพร้อมจะเลือกจริง ๆ ได้ไหม?” วินเอ่ยช้า ๆ
ขิมชะงักไป พลางหลบตา “บางทีเราอาจจะต้องกล้าทำในสิ่งที่กลัว”
ทั้งคู่ยืนเงียบ ๆ ข้างกัน ลมนิ่งสักพักก่อนจะหันมามองตากันอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีถ้อยคำ มีเพียงรอยยิ้มและน้ำตา ความรู้สึกในใจประกายขึ้นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก
วันหนึ่งในฤดูร้อน กลุ่มวิจัยออกทะเลอีกครั้ง คราวนี้ขิมช่วยสอนรุ่นน้องอย่างมั่นใจ วินตั้งใจทำงานมากขึ้น ทุกคนหัวเราะกันอย่างเป็นธรรมชาติ ขิมกับวินเดินเคียงข้างกันโดยไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก
ค่ำวันนั้น ทั้งคู่นั่งมองพระอาทิตย์ตกตรงชายฝั่ง วินพูดขึ้นเบา ๆ “ขอบคุณที่กลับมานะ ขิม”
ขิมพยักหน้า “ขอบคุณที่รอหนู พี่วิน”
ทะเลยังคงอยู่…แล้วในใจพวกเขา ต่างก็มีทะเลของกันและกันเสมอ