ฤดูฝนกลางใจ
เสียงฝนโปรยเม็ดกระทบใบไม้ทั่วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลิ่นดินเปียกฟุ้งเคล้ากลิ่นกาแฟจากร้านเล็กริมถนน คนเดินขวักไขว่ใต้ร่มหลากสี เหมยนั่งเหม่อลอยอยู่ในมุมร้านกาแฟพลาสติกสีขาวมือหนึ่งเกี่ยวแก้วลาเต้ ดวงตานิ่งงันมองหยดฝนไหลหล่นตามกระจก ด้านข้าง ภัทรก้าวมาเงียบ ๆ แล้วหย่อนตัวลงนั่งตรงข้าม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มานานยัง” เสียงนุ่มของภัทรดังขึ้น ฝนข้างนอกดูหนักขึ้นอีก
เหมยส่ายหน้า ไม่กล้าสบตา “ยังไม่นาน” เธอกระซิบ ฝืนยิ้มจาง ๆ
“กาแฟเย็นยัง?” ภัทรชวน เหมยพยักหน้า กระดกลาเต้ขึ้นจิบ
ทั้งสองต่างพูดคุยเรื่องเรียน เรื่องสอบปลายภาค เรื่องแคปชั่นรูปในไอจี—เหมือนเพื่อนสนิทสองคนปกติ แต่ระหว่างสายตาที่สบกันบางครั้ง สายฝนข้างนอกกลับดูเงียบเหงาขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
เสียงหัวเราะสั้น ๆ พร้อมกับสายตาเหมยที่ฉายแววลังเล “เธอว่าย้ายไป กทม. หลังเรียนจบ น่าจะโอเคมั้ย”
ภัทรหยุดช้อนกาแฟในมือ ฝนกระทบหลังคาจนน้ำตกราวม่าน “ก็… ถ้าเป็นสิ่งที่เหมยอยากทำ…”
เหมยเงียบไปชั่วครู่ “เราแค่อยากลอง เปลี่ยนบรรยากาศใหม่ ๆ ดูบ้าง”
“อืม” ภัทรยิ้ม ฝืน ๆ เหมือนกัน แล้วเงียบลง ต่างคนต่างมองสายฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
เสียงโทรศัพท์ของภัทรดังขึ้น ส่งข้อความจากแม่ให้กลับบ้านช่วงหยุด ภัทรคลี่ยิ้มอ่อนโยน “ต้องกลับแล้ว แม่รอ”
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะ” เหมยพูดเบา ๆ น้ำเสียงเก็บซ่อนความห่วงใยเอาไว้
ประตูร้านกาแฟเปิดออก เสียงระฆังประกายแผ่ว ภัทรเดินออกไป ร่มสีแดงในมือค่อย ๆ ห่างออกกับสายฝนเหมยยังนั่งอยู่อย่างนั้น
เย็นวันต่อมา เพื่อนกลุ่มเดิมนัดเจอกันที่ร้านอาหารตามสั่งใต้หอ เหมยพยายามหัวเราะกับเรื่องขำของแก้ม เพื่อนสายฮา ส่วนภัทรคุยกับเพื่อนอีกโต๊ะบ้าง แต่สายตาทั้งคู่กลับวนเวียนสบกันทุกครั้งที่อีกฝ่ายเงียบ
“เหมย ฝนตกแบบนี้คิดถึงคลองที่บ้านมั้ย” ภัทรถามขึ้นกลางโต๊ะ
“ฝนตกรถติดมากกว่า…” เหมยตอบเล่น ๆ ทุกคนหัวเราะยกเว้นเธอกับภัทรที่ส่งยิ้มบาง ๆ ให้กัน
คืนนั้นเหมยเดินกลับหอกับภัทร สายฝนซาเหลือแต่กลิ่นเปียกชื้น
“เราว่า… โตขึ้นทุกอย่างยิ่งห่างไกล” เหมยพูดขึ้นอ้อม ๆ ใต้ไฟส้มลานจอดรถ มองปลายเท้าไม่กล้าสบตา
ภัทรสบสายตาเหมยแวบนึง ก่อนเบือนหน้า “แล้วมันน่ากลัวมั้ย”
เหมยกัดปากแน่น “มาก…” แล้วสองคนต่างยิ้มเศร้า ๆ ก่อนจะเดินแยกย้ายกันกลับขึ้นหอ
ช่วงเวลาต่อมา แชทไลน์เริ่มห่าง การบ้านกองโตและความฝันเรื่องสอบที่ดึงทั้งคู่ห่างกันไป เหมยนั่งแก้งานในห้องสมุด ดวงตาล้าแต่ใจดื้อรั้นสู้ ขณะภัทรนั่งประชุมชมรม เงียบเหมือนคิดอะไรลึก ๆ
วันหนึ่ง ภัทรบังเอิญเห็นเหมยนั่งคุยกับรุ่นพี่สาขาสถาปัตย์ ทั้งสองหัวเราะกันอย่างสนุกสนานในร้านชาไข่มุก ถึงรอยยิ้มของเหมยจะยังคงเดิม แต่ในใจภัทรกลับรู้สึกเหมือนฝนตกหนักขึ้นมาเฉย ๆ
เย็นวันนั้น ภัทรเดินวนอยู่หลังหอ รอเหมยกลับมา ท้องฟ้าสีครามหม่นเปื้อนเมฆดำ ๆ จนในที่สุดเหมยก็เดินกลับมา ฝนเพิ่งหายไปไม่นาน
“ไปกินอะไรมั้ย” ภัทรเอ่ยขึ้น เสียงติดลังเล
“ไม่ค่อยหิว…” เหมยตอบ หน้ามองต่ำ สีหน้าคิดมาก เธอขยับสายเป้เหมือนกอดตัวเองไว้แน่น
“เมื่อกี้…เห็นคุยกับพี่อาร์ต สนุกมั้ย” ภัทรพยายามเอ่ยติดตลก มีรอยยิ้มแต่ตาเศร้า
เหมยนิ่งไปนาน “เราคุยเรื่องโปรเจ็กต์เฉย ๆ จริง ๆ” เสียงอ่อนโยน แต่มีแววกังวลในดวงตา
“ไม่มีอะไรหรอก” ภัทรพึมพำ ก้มหน้า แล้วเดินนำออกไป ไม่รอคำตอบต่อ
เย็นวันหนึ่ง เมฆฝนยังปกคลุมเหมือนเดิม ภัทรพบจดหมายเก่าจากเหมยในกล่องลัง ย้อนคิดถึงวันที่ตัดสินใจไม่บอกความในใจกลางสายฝนฤดูที่แล้ว—ตอนที่ทั้งสองต่างเลือกเก็บความรู้สึกซ่อนลึกไว้ในใจ
เหมยตัดสินใจโทรหาภัทรกลางดึก เสียงสายฝนข้างนอกยังไม่หยุด
“ภัทร… เราคิดถึงแบบเก่าบ้างมั้ย” น้ำเสียงเงียบ ๆ กลั้นใจถามทางโทรศัพท์
“คิดถึง…แต่เราเปลี่ยนไปแล้วไหม” ภัทรตอบ หลังจากความเงียบเย็นยาวนาน
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน” เสียงเหมยแผ่ววูบ น้ำฝนหยดลงกระจกห้อง ดวงจันทร์ถูกเมฆบัง
การห่างไกลไม่ได้มีแต่พื้นที่ แต่ยังมีเวลาที่เหลื่อม ทับถมด้วยความไม่แน่ใจและกลัวการเสียเพื่อนรักไปตลอดกาล
เวลาผ่านไป ภัทรมีโอกาสฝึกงานในบริษัทออกแบบใหญ่ ส่วนเหมยตั้งใจต่อโทที่กรุงเทพฯ เวลาของทั้งคู่ไม่ตรงกันอีกเหมือนก่อน บทสนทนาสั้นลงกลายเป็นเพียงข้อความขอให้ดูแลตัวเอง
คืนก่อนจะเดินทาง เหมยวางกระเป๋าเสื้อผ้าลง เธอเดินออกไปกลางสายฝนโทรหาภัทรที่ยังอยู่ในเมือง
“เธออยู่ไหน” เสียงตอบรับปลายสายมีเสียงฝนซ่าประกอบ
“ตรงสะพานร้างริมแม่น้ำ…ที่เราเคยมาดูฝนด้วยกันเมื่อปีก่อน จำได้ไหม”
เหมยถอนหายใจ “จำได้… ตอนนั้นมีอะไรอยากบอก แต่ไม่ได้บอก”
“เราก็เหมือนกัน” ภัทรตอบ ก่อนเงียบไปนาน เหมยได้ยินเสียงก้าวเท้า และสายโทรศัพท์ถูกตัดไป
เช้าวันเดินทาง เหมยนั่งซบขอบหน้าต่างบนรถทัวร์ สายตาทอดไกลแต่ใจเงียบเหงา ทันใดนั้นใครคนหนึ่งโทรหา ภัทรเสียงแผ่วเบา
“เรากลัวเหมือนกันนะ กลัวเสียเพื่อน โปรดให้อภัยเราถ้าวันหนึ่งเป็นคนที่ผลักเธอออกไปเอง”
เหมยน้ำตาคลอ “เราเองก็กลัว กลัวเก็บความรู้สึกไว้แล้วจะไม่มีโอกาสได้พูดเลย”
รถทัวร์แล่นออกสู่ถนนฝนพรำ เหมยกดตัดสายพร้อมน้ำตาที่ไหลออกทั้งรอยยิ้ม
เดือนถัดมา เหมยเรียนหนักที่กรุงเทพฯ ภัทรก็ทำงานเกือบทุกวันจนดึก แต่ทุกครั้งที่สายฝนตก พวกเขาต่างหยุดคิดถึงกันอย่างเงียบ ๆ ผ่านข้อความสั้น ๆ หรือรูปฝนผ่านไลน์
ต้นฤดูร้อน เชียงใหม่ฟ้าใสไม่มีฝน เหมยกลับมาเยี่ยมบ้าน มาหาความรู้สึกที่เคยหายไป เธอเดินไปนั่งใต้ต้นไม้ที่สวนใกล้มหาวิทยาลัย ภัทรโผล่มาทั้งเสื้อยืดเปียกเหงื่อ วิ่งเข้ามาโดยไม่ได้นัดหมาย
“ยังเกลียดฝนอยู่มั้ย” ภัทรถาม ขณะที่ทั้งสองนั่งมองดวงอาทิตย์เริ่มตก
“ไม่แล้วมั้ง ตอนนี้ชอบเวลาฝนหยุดมากกว่า”
“เหมือนทุกอย่างที่เคยกลัว ตอนนี้มันกลายเป็นความทรงจำแล้วละ” ภัทรพูดเสียงแผ่ว
เหมยยิ้มให้อย่างเข้าใจคราวนี้
“เรา…ขอโทษนะ ที่ไม่กล้า พูดทุกอย่างก่อนหน้านี้”
ภัทรเงียบไปนาน อึดอัดจนสายลมเย็นพัดผ่าน “เราเองก็ขอโทษเหมือนกัน ที่กลัวเธอจะหายไปแล้วเราจะเหลือใคร”
แดดสุดท้ายลอดผ่านซอกใบไม้ เหมยกับภัทรนั่งเงียบอยู่อย่างนั้น ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องพูดอะไรอีกต่อไป
ในที่สุด เมื่อฝนฤดูใหม่ผ่านมาอีกปี ทั้งสองได้เรียนรู้ว่า—ความรักมันต้องใช้เวลา เติบโตจากความกลัว การให้อภัย และการกล้ายอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องจบลงที่การจากลาเสมอไป