ฤดูที่เปลี่ยนไป หัวใจที่ยังเหมือนเดิม
เสียงลมฤดูฝนแรกปะทะใบไม้ริมหน้าต่างห้องเรียน ทำให้ปรินท์หันไปมองเสี้ยวหน้าของอิงขวัญที่นั่งข้าง ๆ เขาสูดลมหายใจแผ่ว มองมือบางที่ขีดเขียนสมุดบันทึกอยู่เบา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อิงฟังบ้างมั้ยเนี่ย?” ปรินท์หรี่ตามอง เธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาช่างอ่านยาก
“ฟัง…แหละ” เสียงเธอเบาเกือบจะกลืนไปกับเสียงฝน “แต่เรื่องนี้มันยาก อ่านเองน่าจะเข้าใจง่ายกว่า” เธอยิ้มจาง ๆ ก่อนวางปากกาลง
“วันนี้ว่างมั้ย เดี๋ยวผ่านไปกินข้าวที่คาเฟ่หน้ามอ” ปรินท์ถามพลางเก็บของ
อิงขวัญนิ่งไปนิด “เรา…ติดประชุมงานค่ายน่ะ เห็นจะไปไม่ได้—“
เขาสะบัดหน้าเหมือนไม่อยากฟัง “ก็ดี งั้นไม่เป็นไร”
ความเงียบคลืบคลาน สองเพื่อนสนิทเดินเคียงกันลงบันไดตึกสายฝน ก่อนแต่ละคนจะแยกย้ายไปในวันของตนเอง
ค่ำนั้น ปรินท์นั่งจมกับตัวเองในห้องพักนักศึกษา เสียงแจ้งเตือนในมือถือปรากฏชื่อ “อิงขวัญ” แชทสั้น ๆ โผล่มา ‘เหนื่อยมั้ยวันนี้’
‘ก็โอเค’ เขาตอบส่ง ๆ ก่อนจะพลิกตัวกลิ้งบนเตียง มองฝ้าที่เริ่มมีคราบฝน ‘เธอล่ะ’
‘ปวดหัว งานเยอะไปหมด’ อิงขวัญส่งสติ๊กเกอร์หมีเหนื่อย ปรินท์ยิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว
‘อย่าย่อท้อล่ะ วันไหนว่าง โทรมา’ เขากดส่ง ก่อนจะวางมือถือไว้ข้างหมอน ปล่อยให้เสียงฝนกล่อมใจตัวเองให้เงียบลง
เทอมสุดท้ายเริ่มต้นขึ้น ความฝันในใจของทั้งคู่ชัดขึ้นทุกวัน ปรินท์อยากไปต่อโทที่อังกฤษ ทำวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีเกษตร ฝันไกลแต่เต็มด้วยความกลัวลึก ๆ ว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับของบ้าน อิงขวัญกลับอยากอยู่ต่อในเชียงใหม่ สร้างงานอาสากับเด็กดอย ดวงตาคู่นั้นเต็มด้วยความมุ่งมั่น แต่มันก็พ่วงความกลัวที่พ่อแม่จะผิดหวังในเส้นทางที่เลือก
ความต่างค่อย ๆ ร้าวทีละนิดผ่านบทสนทนาเล็ก ๆ เหล่านั้น
คืนนั้น ปรินท์นั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด เงียบจนได้ยินเสียงขีดปากกาของอิงขวัญข้าง ๆ
“อิง…ถามอะไรหน่อยได้มั้ย”
“ว่ายังไง” เธอไม่เงยหน้าขึ้น
“ถ้าคนเราต้องไปอยู่ที่อื่นไกล ๆ เราจะยังเป็นเพื่อนกันได้จริง ๆ เหรอ?”
นิ่ง…อิงขวัญเงียบอยู่นานจนเหมือนลืมหายใจ “…เราก็ไม่รู้” เธอวางปากกานิ่ง “แต่เราคิดว่าคนเรายังผูกพันกันได้มากกว่าระยะทางนะ”
“แต่คนเขาก็ลืมกันง่ายนี่…” ปรินท์ถอนหายใจ
“แล้วปรินท์กลัวอะไรอยู่เหรอ”
เขาสบตาเธอ แววตาฝืนยิ้ม “กลัวเสีย…อะไรบางอย่างน่ะ”
ค่ำวันนั้น ทั้งคู่เดินกลับหอพักเงียบ ๆ ฝนตกพรำ อิงขวัญหยุดกะทันหันกลางทาง “ปรินท์ ถ้าเราห่างกันไปจริง ๆ…”
“…”
“นายจะลืมเราไหม” เสียงแผ่วเบา ฝืนกล้าถามทั้งที่มือกำเสื้อนักศึกษาไว้แน่น
ปรินท์เลี่ยงสายตา “เราไม่รู้เหมือนกัน”
ทั้งคู่หัวเราะฝืด ๆ กับบทสนทนาที่ตกหล่น ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงความรู้สึกในใจที่ซ่อนอยู่เหมือนเดิม
เวลาผ่าน ฤดูฝนเปลี่ยนเป็นหนาว ปรินท์กับอิงขวัญยังคงเป็นเพื่อนเจ้าเก่าประจำกลุ่ม กินข้าว ติวหนังสือ ไปดูหนังกับเพื่อน ๆ เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่คืนนั้น ขณะกางเต็นท์กับกลุ่มกิจกรรมบนดอย อิงขวัญพยายามผูกเชือกกับเสาท่ามกลางลมหนาว ปรินท์ยื่นมือเข้าไปช่วย เธอชะงัก
“นายไม่ต้องช่วยก็ได้”
“กลัวล้มเหรอ” เขายิ้มมุมปาก ขยับเข้าไปใกล้จนไหล่เกือบสัมผัสกัน
อิงขวัญกัดปาก “กลัวพลาดน่ะ กลัวใครว่าไม่เก่ง”
ปรินท์หัวเราะลั่น “ถ้าตกลงไปเดี๋ยวเราดึงขึ้นเอง”
เธอหลบตา มุมปากยิ้มเศร้า “นายจะดึงทุกครั้งได้เหรอ”
เสียงลมดังกลบ ไม่มีใครพูดอะไรต่อในวินาทีนั้น
ในคืนเดียวกัน ขณะรอบกองไฟ ทุกคนร่วมวงเล่นเกมความลับ จนถึงคิวอิงขวัญ เพื่อนถาม “ในใจแอบชอบใครในกลุ่ม?”
อิงขวัญหัวเราะกลบเกลื่อน “ไม่มีหรอก!” แต่สายตากลับหลบลงต่ำ ปรินท์มองเธอเงียบ ๆ ไม่พูดจา
พอกลับมาเชียงใหม่ ความวุ่นวายของโปรเจกต์จบถาโถม บทสนทนาของทั้งคู่เหลือน้อยลงทุกวัน
วันศุกร์หนึ่งกลางเดือนมกราปรินท์ได้รับข่าวว่าถูกสัมภาษณ์ทุนโท ทันทีที่รู้ เขาถามหาอิงขวัญ
“เธออยู่ไหน เราอยากเล่าให้ฟัง”
เสียงในสายเงียบไปครู่ “เราอยู่กับเด็ก ๆ ที่บ้านดอยอ่ะ ขอคุยทีหลังได้มั้ย”
“แต่เรารู้สึก… เอ้อ ไม่เป็นไร” ปรินท์พูดไม่ออก ปล่อยสายไป
สองวันต่อมาเขาเห็นสตอรี่ในไอจีของอิงขวัญ รูปเด็กเจ้าของรอยยิ้มกว้าง เธอดูสดใสในโลกของเธอ ปรินท์ไล่ดูต่อ เห็นแฮชแท็ก #นี่แหละชีวิตที่ฝันไว้ ใจเขารู้สึกแปลบแปลกแต่พูดอะไรไม่ได้
ทั้งสองเริ่มทะเลาะกันเล็ก ๆ จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง งานกลุ่ม โต้วาที การแบ่งเวลา บ่อยครั้งลงเอยด้วยความเงียบ ไม่พูดขอโทษ ไม่ปรับความเข้าใจ
คืนวันหนึ่งที่ฝนพรำหนัก ปรินท์ไปห้องสมุดคนเดียว เจออิงขวัญนั่งกอดเข่าในมุมมืด เขาค่อย ๆ เดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ
“เป็นอะไรอิง”
อิงขวัญส่ายหน้า น้ำตาไหล เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้น
“…พ่อแม่โทรมาย้ำเรื่องเรียนต่อ ต่างประเทศ เขาไม่เข้าใจเราเลย”
ปรินท์ลังเล อยากโอบแต่ทำไม่กล้า “เดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง” เขาพูดเจื่อน ๆ
เธอซุกใบหน้าลงกับเข่า “แต่ถ้าไม่มีใครเข้าใจเลยล่ะ เรา…จะเหลือใคร”
ทั้งคู่เงียบไปนาน ก่อนปรินท์พูดเสียงเบา “อย่างน้อยก็มีเรา”
อิงขวัญเงยหน้ามายิ้มทั้งน้ำตา “แต่บางทีเราก็กลัว…กลัวว่าวันหนึ่งจะไม่มีนายอยู่ข้าง ๆ แบบนี้”
“ก็อยู่สิ…จะทิ้งไปทำไม”
“นายเคยอยากไปไกลนี่” เธอพูดพลางหลบสายตา
“…เราก็กลัวเหมือนกัน ว่าถ้าไปแล้ว…จะเหมือนเดิมไหม”
บทสนทนาขาดช่วง ไม่มีใครกล้าถามต่อว่าความรู้สึกจริง ๆ คืออะไร
เวลาผ่านไปอีกฤดู ทั้งคู่พยายามใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยให้เป็นปกติ แต่ช่องว่างในใจเริ่มขยาย ตัวอักษรในแชทจาก “เลิกเรียนเมื่อไหร่” กลายเป็น “ดูแลตัวเองด้วยนะ” ทุกคำพูดปลอดภัยขึ้นเรื่อย ๆ
วันพิธีรับปริญญา อิงขวัญมาในชุดครุยสวยงามปรินท์ถ่ายรูปให้ เว้นระยะเหมือนเดิม เพื่อน ๆ โห่แซวแต่ไม่มีใครพูดเรื่องหัวใจ
คืนนั้นที่ลานหญ้าข้างมหาวิทยาลัย ทั้งคู่เดินคุยกันเงียบ ๆ แสงไฟสีส้มนวลลามผ่านใบหน้าทั้งสอง
“หลังจากนี้…นายจะไปจริงใช่มั้ย” อิงขวัญถามเบา ๆ
“อืม…”
“เราคิดไว้แล้วแหละว่าจะอยู่ตรงนี้—ถึงแม้มันอาจจะไม่เหมือนเดิม”
“อิง…ถ้าอนาคตเปลี่ยน ทุกอย่างอาจจะไม่เหมือนเดิมจริง ๆ แต่…”
เขาเว้นไปนาน “แต่เราหวังว่าความรู้สึกมันจะอยู่กับเราเหมือนเดิม ต่อให้ต้องเดินไปคนละทาง”
อิงขวัญยิ้ม น้ำตาคลอ “เราก็เหมือนกัน”
ฤดูใบไม้ผลิมาถึงวันเดินทาง ปรินท์ดึงกระเป๋าขึ้นรถตู้ สนามบินเชียงใหม่ เต็มไปด้วยผู้คน แต่หัวใจเขาหนักอึ้ง เขากดโทรหาอิงขวัญ
“ขอโทษนะที่วันนี้เราไม่ได้เดินไปส่งเอง” เสียงจากปลายสายสั่นเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร เราแค่…อยากได้ยินเสียงอิง”
“ห้ามลืมเรานะ”
“อือ”
ความเงียบแทรกตัวระหว่างคำพูด—แต่หากมีสายใยบาง ๆ เชื่อมสองใจไว้
“เราไม่แน่ใจว่าความฝันจะพาเราไปที่ไหน แต่ถ้าซักวันนึงนายเหงา โทรมาได้ทุกเมื่อเลยนะ” ปรินท์พูดเสียงค่อย
“จะโทรแน่นอน”
เสียงพนักงานประกาศบอร์ดดิ้ง ปรินท์กลั้นใจ “ไว้เจอกันนะ”
“ไว้เจอกัน…”
ฤดูใหม่มาถึง ปีหนึ่งผ่านไป ปรินท์กลับมาเยี่ยมบ้านในเชียงใหม่ เดินผ่านคาเฟ่เก่า เห็นอิงขวัญนั่งมองวิวกับกาแฟแก้วโปรด เขาหยุดฝีเท้าลังเล แต่ก้าวเข้าไปใกล้
อิงขวัญเงยมาสบตา ทั้งคู่ยิ้มให้กัน—อาจมีไร้เดียงสาเหมือนเคย แต่ครั้งนี้ไม่ต้องซ่อนความรู้สึกไว้อีกต่อไป
“คิดถึง” ปรินท์พูดสั้น ๆ
“เราก็เหมือนกัน” อิงขวัญตอบ น้ำเสียงมั่นคงมากขึ้น “แล้วหลังจากนี้…”
เขาทำใจกล้ากุมมือเธอไว้ “จะยังอยู่ข้าง ๆ แม้ความฝันจะพาเราไปไหนก็ตามนะ”
เพราะเมื่อฤดูเปลี่ยนไป หัวใจอาจเปลี่ยน—แต่ความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กันนั้น…ยังเหมือนเดิม