วุ่นนัก! ภารกิจลับจับต้นไม้ปลูกใจ
เสียงปุกปักของจอบกระทบดิน ดังขึ้นในเช้าวันเสาร์อันร้อนอบอ้าว นายภูผา—ชายร่างผอม ใส่แว่นหนา หน้าตากังวลเป็นนิสัย—กำลังยืนกอดอกอยู่ข้างนายตูน เพื่อนสนิทผู้ขี้เล่น มั่นใจตลอดเวลา แม้ไม่เคยหยิบจอบปลูกต้นไม้เลยสักครั้ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ตูน มันต้องขุดลึกขนาดไหนวะ ต้นกล้าถึงจะไม่ตาย?” ภูผาถาม ขณะที่เหงื่อซึมขมับ เขาตรวจสอบป้าย ‘โครงการปลูก 100 ต้น พิชิตใจครู’ ซึ่งปักไว้ในลานโรงเรียน
“แกแค่ขุด กด ๆ ให้มันอยู่ เดี๋ยวมันรอดเอง เชื่อเค้า!” ตูนวางขวดน้ำแล้วคว้าจอบมาทำท่าขุดแบบหยาบๆ
“ไม่ใช่ปลูกแตงกวาตามหลังบ้านนะโว้ย!” ภูผาสวน ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกที่มีขั้นตอนการปลูกแนบไว้
“ทำไมต้องจริงจังขนาดนี้เนี่ย” ตูนแซะ “จะสร้างป่าอะเมซอนเหรอไง?”
“ถ้าแกอยากได้เกียรติบัตรแบบผ่าน ๆ ฉันจะไปบอกอาจารย์เลยก็ได้นะ” ภูผายอก พยายามระบายความตึงเครียดด้วยถ้อยคำประชด
ตูนยิ้มกวน ๆ “เอาก็เอา ตกลง ใครขุดได้เร็วกว่า ชนะ แล้วยังเลี้ยงข้าวอีกด้วย”
เสียงแปะหลุน ๆ ของจอบที่กระทบดินแข็งสร้างเสียงหัวเราะเล็ก ๆ ระหว่างทั้งคู่ แต่ภายในใจของภูผาค่อยๆ มีความกังวลเพิ่มขึ้น เพราะแผลในใจจากการถูกล้อว่าทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ขณะที่ตูนเห็นเรื่องทั้งหมดเป็นแค่เกมน่าสนุกอีกวันหนึ่ง
ดินแห้งแตก ภูผามองดินอย่างไม่มั่นใจ “อันนี้มันปลูกไม่ได้หรอก เห็นไหม ฝนไม่ตก”
“แกคิดมากป่านนี้ เดี๋ยวก็ฝนเทลงมาหรอกเว้ย นี่เมืองไทยนะ” ตูนหัวเราะ ปราดจอบฟาดลงอย่างมั่นใจจนปลายจอบกระเด้งกระแทกเท้าตัวเองเบา ๆ ได้เสียงอุทาน
เสียงโทรศัพท์ภูผาดังขึ้น แม่โทรถาม “ลูก! มีน้ำกินมั้ย โลกร้อน ต้นไม้ต้องรอดนะ!” เสียงแม่ฟังดูห่วงแต่ภูผาได้แต่ฮึดฮัด เพราะเขารู้ว่า ความกังวลของครอบครัวคือเหตุผลที่เขาเอาแต่คิดมากทุกเรื่อง
“เจ็บเท้าป่ะ” ภูผาถามตูน ทั้งที่ในใจรู้ว่าคงไม่
“นี่เท้าเหล็ก” ตูนตอบ ไม่ยอมแสดงอาการเจ็บให้เห็นแม้แต่น้อย
เวลาล่วงเลยผ่านไป ต้นไม้สองต้นในหลุมโคลน พวกเขาเพิ่งขุดได้แค่ 2 หลุมจากร้อย
“แก เร็ว ๆ สิ เดี๋ยวแดดร้อน” ภูผาเร่ง มือยังถือสมุดเช็คขั้นตอน
“โอ๊ย ขั้นตอนไรอีกวะ ดูนี่ จอบขุดให้เสร็จไม่ง่ายกว่าเหรอ” ตูนเริ่มไม่แคร์ เขาปั้นดินปิดต้นไม้ แล้วเดินดูเหงื่อที่หยดแหมะ ๆ
เสียงครูปีย์มาโผล่ “สองคนนั่น ทำอะไรช้ายังกะเต่า ขุดไปถึงดาวอังคารรึ”
“ผมว่าดินตรงนี้มีรอยแตกผิดปกติครับ เดี๋ยวผมจะขุดลึกขึ้นอีกหน่อย” ภูผารีบบอกจริงจัง
“ขุดไปเจอสมบัติแล้วอย่าลืมแบ่งครูนะ” ครูหัวเราะขำ เดินผ่านไป ตูนและภูผามองหน้ากัน รอยยิ้มเครียด ๆ คนละแบบ
แดดยิ่งแรง เสียงจอบก็ฟังดูห่างไกลความคืบหน้า ตูนเสนอ “เราควรไปซื้อไอติมป่ะ เดี๋ยวหมดแรง เดี๋ยวค่อยมาทำ”
ภูผาไม่ตอบเสียงแข็ง เงียบไปนาน ก่อนพูดเบา ๆ “กลัวไม่ทัน”
“แกเครียดทุกเรื่องขนาดนี้ สงสัยต้องปลูกต้นกล้าข้างใจแกด้วย” ตูนล้อ ภูผาส่งสายตาเหวี่ยงไปให้
ทั้งคู่ตกลงทำระบบผลัดกัน ใครเหนื่อยก็พัก ตูนหนีไปซื้อโค้ก ภูผาคุ้ยหาจอบใหม่ สองคนนี้ดูต่างกันคนละขั้ว แต่หัวใจเหมือนกันคือไม่อยากแพ้—ไม่ใช่ต่อกัน แต่ต่ออดีตของตัวเอง
เวลาผ่านไป ครูปีย์เดินกลับมาดูอีก “ยังเหลืออีกกี่ต้น?”
“แปดสิบหกครับ” ภูผาตอบจริงจัง
ตูนยื่นมือบังแดด “โอ๊ย ครู ขุดไปเจอแร่เหล็กแน่ คราวหน้าขอขุดสวนลำไยบ้านครูได้ไหมครับ”
“ถ้าแกขุดแค่นี้ไปขุดบ้านฉัน ต้นลำไยตายหมด”
เสียงหัวเราะจากเพื่อน ๆ ที่เดินอยู่รอบ ๆ ทำให้ตูนยิ้ม ภูผากลับมองนาฬิกา แล้วเริ่มกังวลมากขึ้น
“ถ้าไม่ทันจริง ๆ จะทำไงวะ” ภูผาถามในที่สุด เสียงเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ไม่เห็นต้องกลัว เป็นเด็กดีมาตั้งเท่าไหร่ ใครจะโหดร้ายกับแกได้” ตูนตบหลังภูผาเบา ๆ
แต่ภูผากลับคิดว่าเรื่องนี้ต้องสำเร็จ เพราะนี่คือโอกาสของเขาที่จะพิสูจน์ตัวเองกับทั้งครอบครัวและตัวเอง
บ่ายคล้อย เสียงฝนเปาะแปะมาไกล ๆ ตูนเงยหน้ามองเมฆ “เห็นไหม! ฝนมาแล้ว ฉันพูดถูก!”
ภูผากระวนกระวาย “แต่ถ้าฝนตก ดินเละ ปลูกไม่ได้”
ตูนหัวเราะ “เอาเข้าจริง ๆ แกนี่ยังไงก็หมกมุ่นกับความซวยไว้ก่อนเลยนะ”
ทั้งคู่เร่งมือแบบหวาดระแวง คราวนี้ตูนเสนอ “เราขุดหลุมรวบกลุ่มละสิบต้นเลยดีไหม ไวกว่า!”
ภูผาทำตาโต “ไม่ได้นะ ขัดหลักชีววิทยา!”
“ชีววิทยาไม่ได้ปลูกเองหรอก!” ตูนเถียงกลับไปเสียงขำ
เสียงอาจารย์วิทยาศาสตร์เดินผ่านมาได้ยิน “ชีววิทยาเขาเป็นวิชา ไม่ใช่คน!”
บรรยากาศเริ่มฉุนเฉียวเล็กน้อย ภูผาขยับแว่น สองมือสั่นๆ ส่วนตูนเริ่มมีเหงื่อเย็นเยอะขึ้น แม้จะภูมิใจในไอเดียตัวเอง
“ทำไมแกจริงจังกับทุกเรื่องวะ” ตูนถามแบบเหนื่อย ๆ
ภูผานิ่งไป ก่อนตอบ “ก็ชีวิตฉัน ไม่ได้ง่ายเหมือนแกนี่”
ความเงียบเปลี่ยนไปอีกแบบ ตูนหยุดเล่น ขุดต่ออย่างเงียบ ๆ สลับกับภูผาที่เริ่มทำงานเร็วขึ้น
เย็นวันนั้น เหลือต้นไม้ 25 ต้นสุดท้าย
จู่ ๆ อาจารย์บัวสุวรรณ ที่ดูแลโครงการ วิ่งหน้าตื่นเข้ามา “หยุดก่อน! เอ๊ะใครขุดตรงคลอง! ตรงนั้นเป็นสายไฟฝังดินนะ!”
สองคนหันมามองหน้ากันแล้วสบตา ตูนทำหน้าสำนึกนิด ๆ “ขุดลึกไปแค่ไหนก็ไม่เจอทอง เจอแต่สายไฟ”
ภูผาหน้าซีด “โชคดีที่ถึงสายไฟก่อน”
ความวุ่นวายยังไม่จบ เสียงเคาะจอบทำให้มดแดงฝูงใหญ่วิ่งเข้าใส่ ทั้งคู่เหมือนตัวละครในหนังตลกวิ่งหนีไปไกลสุดสนาม
วุ่นวาย เสียงหัวเราะลั้ลลา แล้วจู่ ๆ ฝนหนักขนาดเอาน้ำราดสนามจนเต็มไปหมด หลุมทุกหลุมกลายเป็นบ่อโคลน
“แกบอกว่าฝนจะช่วย แกดูเนี่ย!” ภูผาตะโกนลั่น แต่ในใจตลกปนเครียด
ตูน หัวเราะ “ฝนช่วยจริง ๆ ต้นไม้ได้ว่ายน้ำ!”
ทั้งคู่ใช้แรงเฮือกสุดท้าย กลับมาขุดในร่องเล็กสุดท้าย ตูนขอให้ภูผาเป็นคนปลูกต้นไม้ต้นที่ร้อย ภูผาฟังแล้วแอบยิ้มในใจ
ในที่สุด หลุมสุดท้ายเสร็จตอนแสงเย็น ทั้งคู่เปรอะเปื้อนแต่ก็หัวเราะดังไปหมด
ระหว่างเดินกลับบ้าน ภูผาถาม “คิดว่าจะรอดมั้ย ไอ้ต้นไม้พวกนี้?”
ตูนตอบ “ถ้าใจแกยังจริงจังแบบนี้ ต้นไม้ก็รอดหมดนั่นแหละ”
ภูผายิ้มออกมาอย่างโล่งใจ แว่นเปื้อนโคลน ตูนหยิบผ้ามาเช็ดให้ ก่อนแกล้งเป่าลมใส่เล่น
“แก พรุ่งนี้ขอเป็นโปรเจ็กต์ปลูกใจเพื่อนหน่อยนะ” ภูผาแหย่บ้าง
ตูนหัวเราะ “ปลูกใจได้ไหมไม่รู้ แต่ปลูกอะไรก็ขอให้ไม่ใช่ต้นซวยเหมือนวันนี้อีกนะ”
สองเพื่อนหัวเราะส่งท้าย ท่ามกลางความสมบูรณ์ของสนามที่เต็มไปด้วยต้นไม้เล็ก ๆ และใจที่เบิกบานขึ้นอีกระดับ
เสียงไลน์แชทเข้า “พวกนายทำได้ไงวะ!” เพื่อน ๆ ส่งข้อความมาแซว ภูผายักไหล่ “ก็แค่ปลูก…เรื่องยุ่ง ๆ ให้ลุกกลับมาหัวเราะอีกครั้ง”
ขณะที่กำลังจะแยกย้าย ตูนหันมามองสนาม “ตายละ! ลืมขวดโค้กไว้ใต้หลุมต้นที่สิบเก้า…”
เสียงหัวเราะสุดท้ายของวัน กลายเป็นความทรงจำดี ๆ ระหว่างสองเพื่อนซี้ที่รู้ใจตัวเองมากขึ้น…ในแบบที่ไม่ได้คาดหวังไว้สักนิด