เงียบงันในสตูดิโอกระจก
เสียงข่วนแผ่วเบาบนพื้นซีเมนต์ขัดมัน กวินชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อยืดเปื้อนสีหยุดมือ จ้องกองแผ่นกระจกแตกที่ปลายห้อง รอยสะท้อนบิดเบือนสั่นไหวจากแสงไฟนีออนเหนือลงกลางคืนฤดูร้อน สตูดิโอศิลปะห้องใหญ่กลางใจเมืองกลับเงียบกริบ มีแต่เสียงหายใจ กวินปาดเหงื่อถอนใจเบา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“โจ้ รีบหน่อย!” เสียงพลอยดังลอดชั้นวางอุปกรณ์ เมื่อวาดภาพเธอหลุดจากโฟกัสชั่วขณะ จอตรงหน้าเผยใบหน้าเหนื่อยล้าของโจ้นั่งกอดเข่ากับพื้น พู่กันในมือแทบไม่เคลื่อนไหว เขาเหลือบมองพลอยแต่ไม่พูด
“พี่ธันวาจะเอาผลงานส่งคืนพรุ่งนี้แต่ละคน วาดเสร็จหรือยัง?” เสียงส้มเจือน ๆ ปะปนด้วยความวิตก เธอกำลังจัดกองสีอะคริลิก เหลียวหลังไปมองกระจกบานใหญ่ติดผนังซึ่งบรรจบเงาทุกคนเข้าหากัน
พลอยถอนหายใจ ลุกขึ้นจ้องเงาสะท้อน เงาของเธอดูโดดเดี่ยวกว่าตัวจริง เหมือนเธอหายไปในกระจกนั้นจริง ๆ พลอยรู้ดี—ความฝังใจบางอย่างมันอยู่ข้างหลังบานกระจกนี้มาตลอด
“ถ้าทุกคนพร้อม จะเริ่มเลยไหม?” เสียงธันวา อาจารย์หนุ่มเจ้าของสตูดิโอเดินเข้ามากลางห้อง ส่งกลิ่นบุหรี่จาง ๆ รอยยิ้มเศร้าหมองซ่อนอยู่ลึก ๆ ดวงตาเขาทอดเงาทาบเหนือพวกนักศึกษาทั้งสี่
โจ้เคลื่อนพู่กันช้า ๆ ไม่ยอมเงยหน้า กวินยักไหล่ถอนหายใจ ส้มจ้องกระจกนิ่งก่อนจะพยักหน้าให้พลอย
“น้ำหายไปไหนตั้งแต่บ่าย ไม่เห็นเลย” พลอยกล่าวเสียงเบา
ทุกคนหยุด ประโยคเดียวของพลอยทำให้ความเงียบห้องแน่นขึ้งขึ้นอีก ฝุ่นผงสีคลุ้งในแสงไฟพลันหนืด หนึ่งในสี่—น้ำ หญิงสาวผมเปีย—ปกติอยู่ที่นี่จนดึก แต่วันนี้เธอเงียบหายไป
ธันวาเดินอ้อมไปใกล้กระจก เงาเขากระเพื่อมน้อย ๆ ท่ามกลางรอยแตก เขาก้มลง เก็บชิ้นกระจกชิ้นหนึ่งขึ้นส่องแสง ยังกะกำลังมองอะไรในนั้นไกลออกไป
“น้ำโทรหาครั้งสุดท้ายกี่โมง?” กวินถามด้วยเสียงแข็งพลางหยิบมือถือมาตรวจ ส้มตอบเบา ๆ “ตอนสิบเอ็ดโมง ยังส่งรูปให้คู่แข่งอยู่เลย”
โจ้กัดริมฝีปาก สีหน้ากระวนกระวายจนพลอยสังเกตได้ เธอเหลียวมอง อาการลังเลสลับแข็งกระด้างสื่อผ่านสายตา
ธันวาวางมือบนกระจก “คืนนี้อยู่ให้ครบ อย่าออกจากห้อง ไม่งั้น…อาจเจอสิ่งที่ไม่ได้อยากเจอ”
ประโยคของอาจารย์เหมือนคำสาปสุ่มเสี่ยง ทุกคนสบตากัน กวินหัวเราะเก้อ ๆ “พูดเล่นเหรอพี่?” ธันวาส่ายหน้า เงาอาจารย์ในกระจกดูบิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ
สายลมเย็นพัดลอดระเบียงเข้ามา ขนแขนพลอยลุกซู่โดยไร้เหตุผล เธอเตะเท้าไปมาอย่างลังเล ใจหนึ่งกลัว อีกใจสงสัยว่าหล่อนกำลังถูกอะไรบางอย่างจับจ้องอยู่ในบานกระจกนั้น
“….ฉันว่า เราต้องหาน้ำ หรือโทรแจ้ง…” ส้มเอ่ย แต่เสียงแผ่วแตกปลาย ธันวาหันขวับ “อย่า… ยังไม่ต้องติดต่อใคร!” เขาถอนหายใจ สีหน้าว้าวุ่นกว่าเดิม “คืนนี้ เราต้องดูแลกันเอง”
กวินขมวดคิ้ว “พี่รู้ใช่ไหม ว่ามีอะไรเกิดขึ้น” ธันวามองแต่เงาสะท้อนในกระจก พูดราวคุยกับใครที่พวกเขามองไม่เห็น “เคยมีบางคน เห็นตัวเองในกระจกไม่ใช่ตัวเอง…”
โจ้นั่งกอดเข่า แววตกใจปะทุในตา พลอยกับส้มเงียบรอ ไม่มีใครกล้าแตกคำล้อ
พลอยเดินไปที่ชั้นวางหยิบดิบบอร์ดเปล่า หันมาหาโจ้ “นายวาดภาพนี้เสร็จหรือยัง?” จุดหมายในน้ำเสียงคือความห่วงใยเจือความเครียด โจ้สะดุ้ง แต่ยังไม่พูดอะไร
“ฉันอยากกลับบ้าน กลัว” ส้มพูดเสียงเบา กวินกลอกตา “ไม่มีอะไรหรอกน่า แค่น้ำไม่โทรกลับ เดี๋ยวมันก็มา”
แต่พลอยไม่มั่นใจ สิ่งที่อาจารย์พูด ทำให้ภาพกระจกแตกที่เธอจำได้เมื่อขวบปีที่แล้วทะลักขึ้นมา ความรู้สึกผิดฝังลึก มันเต้นเร่าใต้อก
อากาศอึดอัด ความกังวลแทรกในน้ำเสียง ทุกคนตีปีกความคิดที่แตกต่างไม่กล้าพูดออกมา ในแสงไฟมืดสลัวผ่านกระจกเงา ร่างของน้ำ—ที่ไม่มีใครเห็น—เบียดตัวอยู่ตรงขอบแสง รอยยิ้มเศร้า ๆ ฉายสั้น ๆ แล้วเลือนไป
โจ้ก้มหน้าแน่น มือกุมพู่กันแน่น ใจหนึ่งอยากหนีจากความผิดของตัวเอง แต่อีกใจก็อยากบอก พูดอะไรบางอย่างที่ติดในลำคอ “ฉัน…ขอโทษด้วยนะ” เสียงเบาแตกพร่า พลอยเหลียวมองทันที ท่าทีเหมือนอยากเอื้อมมือแต่ลังเล เลิกคิ้ว หัวใจหนักอึ้ง
เสียงแตกของกระจกดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนผงะ หันขวับ มองไปที่ต้นเสียง เงาที่เคลื่อนไหวในกระจกแผ่วไหวเหมือนเงาคนสี่คนทั้งที่ตัวจริงอยู่สาม
“น้ำ…?” พลอยเอ่ยเสียงเกือบขาดใจ
ความกลัว ความผิด และมิตรภาพถูกบีบอัดอยู่ในเสียงเงียบงัน…