เงาในซอกตึกเก่า
เสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีดังตึงตังเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่เริ่มเต้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ลูกแก้วน้ำฝนไหลลงมาตามรางน้ำเก่า สนิมขึ้นจับเป็นรอยคราบแดง คนขับรถแท็กซี่มองกระจกหลังอย่างระแวดระวัง ก่อนหันไปบอกกลุ่มนักศึกษาที่นั่งอยู่เบาะหลัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ถึงแล้วครับ ตึกแถวนี้แหละ จะเอาเบอร์โทรผมไว้มั้ย เผื่อรีบกลับ…”
น้ำขวัญ นักศึกษาสาวสายตาดุแต่แววตาซ่อนความกังวล หันไปพยักหน้าให้เพื่อน ๆ อีกสามคน—ภาคิน หนุ่มมาดนิ่ง ผิมขาว ดูเหมือนเย็นชาแต่ลึก ๆ กลัวความมืด, ยศ นักศึกษาทรงผมเซอร์ ใจร้อน ซ่อนอดีตที่ไม่เคยบอกใคร, และอร สาวร่างเล็ก พูดน้อย ไม่เคยไว้ใจใครจริงจัง
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวค่อยเรียกแท็กซี่ใหม่เอง” น้ำขวัญตอบพลางฝืนยิ้ม จ่ายเงินแล้วเดินลงจากรถพร้อมข้าวของสัมภาระ
กลิ่นน้ำฝนกับสนิมเก่า ๆ ลอยมากระทบจมูก ตึกแถวร้าง 4 คูหาตั้งตระหง่านอยู่ในซอยแคบที่ไม่มีใครเดินผ่าน กระจกหน้าต่างแตกร้าว เงาสะท้อนจากกระเบื้องเก่าบนพื้นหลอกตา
“แน่ใจนะว่าจะถ่ายที่นี่… ดูท่าทางไม่ค่อยดีเลย” อรพูดเสียงเบา สายตากวาดไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง
“รีบถ่ายเถอะ จะได้กลับเร็ว ๆ” ยศพูดพลางหยิบกล้องวางไว้ที่ไหล่ มือสั่นเล็กน้อยแต่ไม่ยอมแสดงออก
“ไปกันเถอะ ยังไงก็แค่ถ่ายสารคดีตึกเก่า ไม่เห็นมีอะไร” ภาคินพูดแต่ไม่สบตาใคร ริมฝีปากเม้มแน่น
ประตูไม้เก่าครูดกับพื้นเสียงดังเอี๊ยด เศษฝุ่นปลิวขึ้นพร้อมลมหายใจแรกที่เข้าสู่ภายในตึก แสงจากภายนอกลอดผ่านหน้าต่างแตก ๆ สาดเงาแปลกประหลาดลงบนฝาผนัง
กลุ่มนักศึกษาหยุดยืนอยู่กลางโถงโล่ง เสียงฝนข้างนอกเหมือนห่างไกลออกไปทันที ทุกอย่างเงียบจนน่าขนลุก
น้ำขวัญถอนหายใจ หันไปหยิบสมุดจด “งั้นเราแบ่งหน้าที่กันเลยนะ อรช่วยจด ภาคินกับยศถ่ายวิดีโอ ฉันจะสัมภาษณ์อรเกี่ยวกับความรู้สึกที่มาตึกนี้”
อรเม้มปากแน่น “จริง ๆ ฉัน… ไม่ค่อยชอบที่แบบนี้เลย มันเหมือนมีคนแอบมองอยู่ตลอดเวลา”
“อย่าคิดมากน่า ตึกมันก็แค่ร้าง แต่สวยดีจะตาย” ยศพูดแล้วหันกล้องไปรอบ ๆ ห้อง
จู่ ๆ เสียงขูดเบา ๆ ดังมาจากผนังด้านในสุด ทุกคนเงียบ ไม่มีใครพูดอะไร ได้ยินแต่เสียงลมหายใจตัวเอง
“เฮ้… ได้ยินมั้ย?” ภาคินถามเสียงเบา
น้ำขวัญขยับตัวเข้าใกล้เพื่อน “เราลองเดินไปดูไหม?”
ทั้งสี่คนเดินตามกันเข้าไปลึกขึ้นในตึกแถว เงาของพวกเขายาวเหยียดบนพื้นร้าว เสียงขูดหายไป… แต่กลับได้กลิ่นอับชื้นเหมือนอะไรเน่าเสีย
อรหยุดเดินทันที “เดี๋ยวก่อน!” เสียงสั่น เธอก้มมองพื้น มีรอยน้ำเป็นทางยาวจาง ๆ เหมือนบางอย่างถูกลากผ่านไป
“รอยอะไรวะ…” ยศก้มไปดูใกล้ ๆ พยายามถ่ายภาพรอยนั้น
“พอ! พอก่อน… อย่าเดินตามรอยแปลก ๆ” น้ำขวัญรีบคว้าแขนเพื่อน หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
ความเงียบปกคลุมทุกคนอีกครั้ง… มีเพียงเสียงฝนที่เหมือนอยู่ห่างไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ
กลางโถงตึกมีบันไดไม้ที่ขึ้นสนิมและแตกหัก ภาคินลองเหยียบขึ้น แต่ไม้ลั่นเสียงดังจนทุกคนสะดุ้ง
“เอาไว้ถ่ายข้างบนเป็นฉากสุดท้ายละกัน” ภาคินพูดเสียงเบา หันกลับมามองหน้าทุกคน สีหน้าไม่มั่นใจ
น้ำขวัญเดินไปเปิดหน้าต่างเก่า ๆ แต่บานกระจกเปิดไม่ได้ เงาจากบานหน้าต่างตกลงที่พื้นเหมือนร่างของใครซักคนกำลังยืนอยู่ เธอขนลุก รีบถอยกลับมา
อรเปิดกระเป๋าหยิบขวดน้ำแล้วหยุดนิ่ง “นี่… มีใครได้ยินเสียงคล้าย ๆ คนพึมพำเบา ๆ ไหม?”
ทุกคนเงียบ ยศหยุดถ่ายกล้องแล้วฟัง เสียงนั้นเหมือนมาจากกำแพงฝั่งซ้าย เป็นเสียงแหบพร่าฟังแทบไม่ออก
“หรือมีใครซ่อนอยู่จริง ๆ…” น้ำขวัญกระซิบ
ภาคินขมวดคิ้ว “อย่าเล่นอะไรแบบนี้ ฉันไม่ขำ”
เสียงนั้นเงียบไปทันที เงาในห้องดูเข้มขึ้นราวกับกำลังกลืนกินแสงสว่างที่เหลืออยู่
ยศยืนพิงกำแพง เงยหน้ามองเพดาน “ถ้ารีบถ่ายให้เสร็จก็จะได้ออกไปไว ๆ”
แต่ระหว่างที่ทุกคนเตรียมอุปกรณ์ อยู่ ๆ ไฟฉายที่เตรียมมาก็เปิดไม่ติดพร้อมกันหมด ทั้งที่เปลี่ยนถ่านใหม่หมดแล้ว
“แบตยังเต็มอยู่เลย…” อรเสียงสั่น มองหน้าทุกคนด้วยสายตาหวาดกลัว
จู่ ๆ ประตูไม้ด้านหลังที่ปิดอยู่ก็เลื่อนเองช้า ๆ ส่งเสียงดังเอี๊ยด… ทุกคนหันไปมองตาค้าง
น้ำขวัญกลืนน้ำลาย “มีคนแกล้งรึเปล่า?”
“ไม่มีใครเข้ามาได้เลย ประตูหน้าก็ล็อก” ภาคินกระซิบ
ทุกคนยืนเกาะกลุ่มกันแน่น เสียงลมหายใจหนักอึ้งในความเงียบงัน อรเริ่มตัวสั่น
ยศเดินไปเปิดประตูออกไปดูแต่ไม่มีใครอยู่ข้างหลัง ประตูปิดเองเสียงดังอีกครั้ง
“กลับกันไหม?” อรพูดเสียงแผ่ว
น้ำขวัญกัดริมฝีปาก “ยังไม่ได้ถ่ายอะไรเลย พวกเราต้องทำโปรเจกต์นี้ให้เสร็จนะ…”
“แต่ฉันรู้สึกว่ามันผิดปกติจริง ๆ” ภาคินพูดเบา ๆ
อรเดินไปมุมห้อง นั่งกอดเข่าหลบตาทุกคน ภาคินหันมองไปทางเธอเหมือนอยากพูดอะไร แต่ก็เงียบ
น้ำขวัญเดินไปนั่งข้างอร “ถ้าเธอไม่ไหว เดี๋ยวเราช่วย… แต่ขออีกไม่นานนะ”
อรพยักหน้าเงียบ ๆ ฝืนยิ้มทั้งน้ำตาคลอ
เสียงขูดอีกครั้งดังมาจากบันไดเก่า ทุกคนหันขวับไปตามเสียง
ยศคว้ากล้องขึ้นมา “เดี๋ยวฉันไปดู” เขาเดินแยกไปคนเดียว
ภาคินจะตามไปแต่โดนน้ำขวัญคว้าแขนไว้ “ปล่อยเขาไปก่อน อย่าแตกตื่น”
ยศเดินช้า ๆ ไปที่บันได เหงื่อไหลตามขมับ เสียงไม้ลั่นแผ่ว ๆ ทุกก้าวที่เหยียบ
เขายื่นกล้องไปส่องขึ้นบันได เห็นเงาดำวูบหนึ่งวาดผ่านขั้นบนสุด แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นไป กลับไม่มีใครอยู่
“มีใครอยู่ข้างบนไหม?” ยศตะโกนถาม เสียงสะท้อนกลับลงมาเบา ๆ เหมือนมีใครพึมพำตอบ
“ยศ กลับมา!” น้ำขวัญตะโกน
เขารีบวิ่งกลับลงมา สีหน้าเคร่งเครียด “ฉันเหมือนเห็นอะไร… ข้างบนมันมีเงาเดินผ่านจริง ๆ”
ทุกคนเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรอีกนาน
เสียงฝนข้างนอกเงียบลงอย่างประหลาด เหลือแต่เสียงลมหายใจและการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ในตึกเก่า
ภาคินเปิดสมุดที่เจอในลังไม้ใต้บันได พบหน้ากระดาษซีดเหลือง “ดูนี่ เหมือนเป็นบันทึกของเจ้าของบ้านเก่า…”
น้ำขวัญรับสมุดมาอ่าน “วันที่ 16… ลูกสาวหายไป… เหมือนถูกบางอย่างพาไป ไม่เคยกลับมา…”
ทุกคนมองหน้ากันเงียบ ๆ อรหน้าซีดเผือด “มันเกี่ยวกับรอยลากเมื่อกี้รึเปล่า?”
“หรือที่นี่เคยมีเด็กหาย…” ภาคินพูดเบา ๆ เหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ
“แต่ไม่เคยมีข่าวนะ ฉันลองค้นดูก่อนมา” ยศพูดพลางกอดอกแน่น
เสียงขูด ขีดๆ จากกำแพงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับใครบางคนกำลังคลานอยู่ข้างหลังผนัง
น้ำขวัญพยายามตั้งสติ “เราอย่าแตกตื่นกัน พยายามถ่ายงานให้เสร็จเร็วที่สุด”
ทุกคนกลับไปที่โถงกลาง เริ่มถ่ายสัมภาษณ์กันอย่างรวบรัด เสียงในตึกเหมือนใกล้เข้ามาทุกขณะ ใคร ๆ ก็รู้สึกว่ามีเงาติดตามหลัง
ระหว่างถ่ายทำ อรได้ยินเสียงเด็กหัวเราะแผ่ว ๆ ลอยมา เธอหันไปมองด้านหลัง เห็นเงาดำเล็ก ๆ วูบผ่านหน้าต่างแตกชั้นบน
“ฉันว่า… เราควรออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” อรพูดเสียงสั่น
“แต่ถ้าเรากลับไปมือเปล่า อาจจะตกวิชา” น้ำขวัญเถียง
เสียงกล้องแชะ ๆ ของยศขัดจังหวะ ทุกคนหันไปเห็นเขากำลังถ่ายรูปซอกมืดซอกหนึ่ง
“ตรงนี้… ฉันเห็นแสงแปลก ๆ เหมือนมีช่องอะไรซ่อนอยู่” ยศพูด
ภาคินเดินไปยืนข้าง ๆ “อย่าไปยุ่งเลย เดี๋ยวจะซวยกันหมด”
ยศไม่ฟัง ใช้มือแหวกฝุ่นและขยะออกจากผนัง พบช่องแคบ ๆ เหมือนประตูซ่อน หลังช่องนั้นมืดมิดจนมองไม่เห็นอะไร
“เดี๋ยวฉันจะลองสอดกล้องเข้าไปถ่ายดู” ยศพูดอย่างท้าทาย
ทุกคนเงียบมองตาม พอเขาสอดกล้องเข้าไปในช่อง กล้องสั่นไหวเหมือนมีแรงดึง
ทันใดนั้น กล้องก็หลุดจากมือยศหายเข้าไปในช่องมืด ยศตกใจรีบคว้าแต่ไม่ทัน
“กลับกันเถอะ! ฉันไม่เอาแล้ว!” อรร้องไห้ออกมา
แต่ประตูทางออกกลับเปิดไม่ออก แม้กระทั่งหน้าต่างก็ถูกแรงบางอย่างผลักปิดแน่น เงาในห้องมืดลงเรื่อย ๆ
น้ำขวัญพยายามใช้โทรศัพท์แต่ไม่มีสัญญาณ ทุกคนยืนจับกลุ่มกันแน่น
เสียงพึมพำแผ่วเบาเริ่มดังขึ้นรอบตัว เหมือนมีใครหลายคนกำลังสวดอะไรบางอย่าง ฟังไม่ได้ศัพท์
ภาคินเริ่มเดินวนไปมา มือกุมหัว “เรามาติดที่นี่เพราะใคร เพราะนายใช่ไหมยศ!”
“โทษฉันทำไม ทุกคนก็อยากได้งานดีทั้งนั้น!” ยศขึ้นเสียง
“เงียบก่อน!” น้ำขวัญตะคอก เสียงพึมพำแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ทันใดนั้นอรทรุดลงกับพื้น “พวกมัน… อย่าให้มันเข้ามา!” เธอร้องเสียงหลงเหมือนไม่ใช่เสียงของตัวเอง
เงาที่ผนังค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น รูปทรงบิดเบี้ยวเหมือนเด็กสาวคนหนึ่งกำลังคลานเข้ามาหา
ทุกคนถอยหนีจนติดผนัง น้ำขวัญกอดอรไว้แน่น ภาคินกับยศยืนตะลึงพูดไม่ออก
เสียงหัวเราะเด็กหญิงดังขึ้นในความมืด เงาบนผนังหยุดนิ่ง ก่อนจะซึมหายเข้าไปในช่องลับที่กล้องตกเข้าไป
ทุกคนเงียบราวกับเวลาหยุดเดิน อรสลบไปในอ้อมแขนของน้ำขวัญ
หลังจากความเงียบงันผ่านไป ภาคินพยายามเปิดประตูอีกครั้ง คราวนี้เปิดออกได้ ทุกคนรีบวิ่งออกจากตึกโดยไม่หันกลับมามอง
ฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าหม่นมัวเหมือนเดิม กลิ่นสนิมยังคงติดจมูก ทุกคนหอบหายใจ ยืนมองกลับไปที่ตึกแถวร้างนั้น
“เรา… จะบอกคนอื่นยังไงดี?” น้ำขวัญถามเสียงแผ่ว
“ไม่มีใครเชื่อหรอก” ภาคินพูดจบก็เดินจากไป
ยศหยิบกล้องสำรองขึ้นมาดู พบว่าทุกคลิปและภาพที่ถ่ายในตึกแถวลบหายหมด เหลือเพียงคลิปสุดท้ายที่ถ่ายในช่องนั้น เป็นภาพเงาดำคลานเข้ามาใกล้กล้องเรื่อย ๆ ก่อนคลิปดับไป
ไม่มีใครพูดอะไรอีก ต่างแยกย้ายกลับบ้านด้วยความเงียบงัน ภาพเงาดำและเสียงพึมพำยังหลอกหลอนในหัวอยู่เสมอ
หลายวันต่อมา อรบอกลาเพื่อน ๆ และหายตัวไปโดยไม่มีใครติดต่อได้อีก ภาคินกับน้ำขวัญต่างหลีกเลี่ยงพูดถึงเหตุการณ์นั้น ยศพยายามลบความจำแต่ทุกคืนยังคงฝันถึงเสียงพึมพำและเงาในตึกเก่า
ทุกครั้งที่ฝนตกหนัก เสียงขูดจากกำแพงเก่า ๆ ยังดังก้องในความทรงจำ เงาในซอกตึกเก่ายังคงรอใครสักคนกลับไป…