เงาสะท้อนของสายลม
เสียงโทรศัพท์สั่นอย่างไม่มีทีท่าจะหยุดในเช้าที่กรุงเทพฯ สว่างสดใส ลินเดินกะเผลกเข้ามาในออฟฟิศสีขาวสว่าง แววตาสะลึมสะลือเพราะนอนดึกทำไฟนอลรีพอร์ต เธอโยนตัวลงบนเก้าอี้เก่า ๆ พลางมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยไฟล์งาน พอหันไปเห็นภูรินั่งเงียบอยู่โต๊ะข้าง ๆ เพียงครู่ เธอก็รีบก้มหน้ากลับเหมือนเดิม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นอนบ้างมั้ยลิน เห็นว่าเคลียร์งานจนตีสอง” เพื่อนฝั่งกราฟฟิคในทีมกระซิบเบา ๆ
“ไม่ง่วงหรอก จริง ๆ” ลินตอบกลับ สายตาแอบชำเลืองไปทางภูริ เขาหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาเช็คฟิล์ม พลางถอนหายใจ เอื้อมมือจัดโต๊ะทำงาน ลินรู้ว่าภูริเพิ่งโดนหัวหน้าดุเพราะพรีเซนต์งานลูกค้าหลุดคอนเซ็ปต์
“เอาหน่อยพี่ งานนี้ถ้าไม่ผ่านอีกคงเหนื่อยแน่” เด็กรุ่นน้องคนหนึ่งบ่นงึมงำ ลินปรายตามองภูริอย่างเห็นใจ แต่คนตรงข้ามไม่ได้หันมา
เสียงหัวหน้างานที่ชื่อพี่เจนดังแว่วขึ้นมา “ภูริ ลิน พี่อยากคุยงานเดี๋ยวนี้” ทั้งสองหันไปสบมองกันชั่ววินาที — แววตาเก้อเขิน ลินสะดุ้งน้อย ๆ แต่รีบลุกจ้ำเบา ๆ ตามไปที่ห้องประชุม
ในห้องกระจกแคบ ๆ เจนโยนโฟลเดอร์ที่เต็มไปด้วยงานโฆษณาโยนมาหน้าทั้งคู่ “บรีฟลูกค้ารอบหน้าพี่อยากให้อยู่ทีมเดียวกัน รับผิดชอบแคมเปญนี้นะ ถ้าพลาดอีกคงต้องคิดกันใหม่”
ภูริกลืนน้ำลาย เงียบอยู่นานก่อนเปรย “ได้ครับ”
ลินพยักหน้าโดยไม่ถามอะไร ทุกคนดูเครียด ทั้งสองคนเดินออกมาจากห้องด้วยความอึดอัดเงียบ ๆ
“เอ่อ … เราคุยโปรเจกต์กันมั้ย” ลินเลียบ ๆ เคียง ๆ เมื่อมาเจอกันในห้องประชุมเล็กปลอดคน
ภูริพยักหน้า เบนสายตามองออกไปข้างนอก “แล้วคุณอยากเริ่มยังไง”
“เริ่มจากไอเดียที่พี่เจนส่งมาละกัน น่าจะ… เอ่อ คิดต่อได้ เขินว่าเราจะสู้ไหวไหมเพราะงานใหญ่เหมือนกัน” ลินหยุดคำพูดกลางคัน ภูริไม่ตอบทันที เพียงหยิบสมุดขึ้นมาขีดจด “โอเค ยังไงเราแบ่งหน้าที่ตามถนัดไหม”
เสียงนาฬิกาติ๊ก ๆ เงียบงันระหว่างสองคน ลินเผลอมองมือภูริที่จับปากกาแน่น ก่อนต่างคนจะกลับไปนั่งคนละมุม
เวลาผ่านไป งานกองพะเนิน สองคนเริ่มพบกันบ่อยขึ้นในห้องเล็ก ๆ คุยกันเรื่องไอเดีย ช่วงแรกภูริดูแข็งกระด้าง เงียบ ลินพยายามละลายพฤติกรรม “คุณชอบถ่ายรูปเพราะอะไรเหรอ” เธอถามขึ้นในคืนหนึ่งที่นั่งรอเรนเดอร์งาน
ภูริเงียบไปนาน ก่อนตอบยากช้า “มันเหมือน…เก็บบางอย่างไว้ ไม่ให้หายไป”
ลินเงยหน้าขึ้น “บางอย่างนี่คืออะไร”
“ความทรงจำมั่ง” ภูริเบนสายตา หลีกเลี่ยงการสบตา ลินอยากถามมากกว่านั้น แต่กลัวจะล่วงเกิน
วันถัดมา ลินเปิดงานใหม่แต่พลาดดีเทลบางอย่าง ภูริเดินเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่ได้พูดมาก เพียงแค่เอามือแตะหลังเบา ๆ ก่อนกระซิบ “ส่งเป็นไฟล์นี้ดีกว่า เซฟไว้สองแบบ” เธอพยักหน้ารับอย่างซึ้งใจ
เสียงหัวเราะเงียบ ๆ ของภูริในบางช่วงเริ่มดังขึ้นมากขึ้น ลินเองก็เริ่มกล้าพูด รู้สึกถึงความพิเศษแปลก ๆ เวลาเห็นเขามองออกนอกหน้าต่าง
แต่คืนหนึ่ง ภูริเดินออกไปเงียบๆ ระหว่างพรีเซนต์งาน ลินรู้สึกเหมือนเสียใจแทนและกังวล พอเดินตามไปนอกประตู เธอก็พบภูรินั่งอยู่ริมระเบียง สูบบุหรี่ควันจาง
“มีอะไรหรือเปล่า…” ลินถามเบา ๆ เพราะกลัวรบกวน
ภูริขยับริมฝีปากแผ่วเบา “บางทีก็สงสัยว่าทุกอย่างมันจะดีขึ้นไหม”
“เราก็กลัวเหมือนกัน” ลินตอบ ในขณะที่ใจของเธอเต้นแรงโดยไม่เข้าใจ
หลายคืนผ่านไป ความใกล้ชิดเพิ่มขึ้น แต่ความเปราะบางก็คืบคลานเข้ามา ช่วงที่ลินต้องกลับบ้านดึก ภูริอาสาไปส่ง “ขอบคุณจริง ๆ นะ อย่าเข้าใจผิดว่าเราอ้อนใครเล่นนะ” ลินพยายามแก้เขินด้วยเสียงหัวเราะ ภูริเพียงแค่พยักหน้าระคนรอยยิ้มจาง ๆ
แต่เมื่อเริ่มเปิดใจ ความลับกลับค่อย ๆ แทรกเข้ามา ลินเห็นรูปถ่ายในกล้องฟิล์มของภูริ เป็นภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่ลินไม่รู้จัก แต่เห็นบ่อยในแคมเปญก่อนเก่า
“ใครหรือคะ?” ลินถามเมื่อตกดึก หลังเลิกงาน ภูริจ้องรูปนั้นเนิ่นนาน ก่อนถอนลมหายใจ
เสียงนาฬิกาบอกเวลาเหตุการณ์สำคัญ เงียบชั่วขณะ ก่อนภูริตอบ “อดีต”
ลินไม่ถามอะไรอีก ยิ่งวันต่อมายิ่งรู้สึกถึงความห่างเหิน ภูริดูหลบหน้า ไม่พูด ไม่ทักทาย เวลามีประชุมทีมก็มานั่งไกล ๆ
เพื่อนในทีมต่างซุบซิบกัน “สรุปใช่มั้ยว่าสองคนนั้นยังไงกันแน่”
ลินเหมือนจะใจสั่นกับความรู้สึกที่ไม่สามารถนิยามได้ เธอเฝ้ารอข้อความสั้น ๆ ของภูริแต่ไม่มีมาอีกหลายวัน จนเริ่มฝันร้ายถึงงานที่หลุดกำหนดและความสัมพันธ์ที่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ
งานแคมเปญรอบชิงใกล้วันนำเสนอ กำหนดการแน่นขนัด ความเครียดเพิ่มขึ้น ลินโดนเจ้านายตำหนิอย่างรุนแรงจนร้องไห้ในห้องน้ำ ภูริเดินตามมาช้า ๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา “ร้องได้ แต่กรรมมันไม่ได้ช่วยงานเรา” เขาพูดเสียงแผ่วเหมือนจะปลอบ
“เราเหนื่อยมากเลยรู้มั้ย” ลินเปรยกลางเสียงสะอื้น
ภูริมองเงาของทั้งคู่ในกระจก “บางทีฉันก็ไม่รู้ว่าควรวางอดีตยังไง” เขากัดฟันเบา ๆ “ฉันเคยทำให้ใครบางคนผิดหวัง”
ลินเงียบ อยากจะยื่นมือแตะ แต่ลังเล
“เราเองก็เหมือนกัน เราทำให้แม่เสียใจ เราหนีความจริง หนีมาตลอด จนไม่กล้าจะชอบใครด้วยซ้ำ” ลินเอ่ยเสียงสั่น น้ำตาซึมขอบตา
บรรยากาศแน่นขนัดด้วยความไม่แน่ใจ เงียบงันสองนาทีเต็ม ก่อนภูริบอกเสียงเบา “บางทีเราแค่ต้องให้อภัยตัวเองซะก่อน”
คืนวันนั้น ลินนั่งอยู่ในออฟฟิศหลังเลิกงานคนเดียว มองเมลรายงานที่ยังไม่ได้ส่ง เสียงข้อความบนมือถือดังขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน “ไหวมั้ย” — ภูริ
ลินยิ้มออกเล็กน้อย ตอบกลับสั้น ๆ “ไหว แต่กลัว”
ข้อความเงียบหายไปจนกระทั่งวันรุ่งขึ้น ภูริเอาข้าวกล่องมาให้ “คงไม่ได้ถึงกับอร่อย แต่อยากให้กินก่อนงานประชุม”
กลิ่นอุ่นจากแกงจืดฝีมือภูริทำให้ลินหันหน้าหนีไม่ให้ใครเห็นน้ำตารื้น ความห่วงเล็กน้อยที่ไม่เคยได้รับจากใครในออฟฟิศนี้
ในวันพรีเซนต์ ภูริกับลินยืนอยู่หน้าห้องประชุมใหญ่ รายละเอียดงานพรั่งพรู พวกเขาทำงานกันอย่างประสาน แต่ในสายตายังมีบางอย่างคลุมเครือไม่นิยาม
หลังจบงานห้องประชุมร้างไปเกือบหมด ภูรินั่งเงียบอยู่นานจนลินเดินเข้ามาหา …
“จะไม่พูดอะไรเลยเหรอ” ลินถามเบา ๆ
ภูริก้มมองมือที่วางบนโต๊ะ “ถ้าฉันไม่พร้อม”
“แล้วถ้าฉันรอ … ถึงเมื่อไหร่ดี” เสียงของลินเจือแววสะเทือนใจ
“จนกว่าคุณจะไม่อยากรอ หรือจนกว่าฉันจะกล้า…พูดตรง ๆ” ภูริพูดช้า ๆ นิ่งงัน
สองคนนั่งอยู่ในความเงียบอึดอัด ก่อนลินลุกไปหยิบกล้องของภูริ ยื่นคืนให้ “บางอย่างเราต้องยอมรับมันใช่มั้ย ถึงแม้จะเสียไปแล้ว”
ภูริมองกล้องค้าง ก่อนพยักหน้า
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ทั้งสองต่างแยกกันเงียบ ๆ ออฟฟิศเวียนวน ลูกค้าใหม่วุ่นเข้ามา เหมือนทุกอย่างจะกลับคืนสู่จุดเดิม แต่รอยร้าวบางอย่างทำให้ลินเจ็บปวด เธอกล้าที่จะถามตัวเองว่าพร้อมไหมจะเดินออกจากความลังเลนี้
ค่ำหนึ่ง ฝนตก ลินตัดสินใจเดินไปสวนสาธารณะตามพิกัดที่ภูริส่งมา—เงียบ บรรยากาศเปียกฝน ลินยืนรอจนตัวชุ่ม เธอตัดสินใจโทรหาภูริแต่เขาไม่รับ จนกระทั่งภูริเดินเข้ามาด้านหลัง ถอดแจ็คเก็ตคลุมให้อย่างเงียบ ๆ
“ขอโทษที่ให้รอ” ภูริเสียงแผ่ว สายตากังวล
“มันไม่ได้เกี่ยวกับการรอ มันเกี่ยวกับ…ใจ” ลินพูดไม่เต็มเสียง น้ำฝนกลบเสียงสั่น
“ฉันกลัวจะทำผิดอีก” ภูริมองลงพื้น “กลัวจะซ้ำรอยเดิม”
“ฉันก็กลัวเหมือนกัน”
สายฝนยังเทกระหน่ำแต่เสียงหัวใจของทั้งสองดังกว่า ลินรวบรวมความกล้าสบตาเขา “แต่ถ้าไม่ลอง…ก็ไม่รู้จริง ๆ”
ภูรินิ่ง เงียบงัน กลืนน้ำลายช้า ๆ ก่อนยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นอบอุ่นและจริงใจ
“งั้น…ลองดูนะ”
คำสั้น ๆ ท่ามกลางสายฝน ค่อย ๆ เปลี่ยนโลกของทั้งคู่ให้ชัดเจนขึ้น เงาสะท้อนจากอดีตถูกลมแห่งปัจจุบันพัดผ่านไป ความเจ็บปวดทั้งหลายค่อย ๆ ถูกบรรเทาลงด้วยความรู้สึกใหม่ ๆ ที่กำลังจะเริ่มต้น