กลางสายฝนของฤดูที่ต่างกัน
เสียงฝนกระหน่ำลงมาจากท้องฟ้าเหนือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในเดือนกรกฎาคม หยาดน้ำตกกระทบใบไม้จนเกิดเป็นเสียงซ่าๆ อยู่ทั่ว ผู้คนต่างวิ่งหลบฝนเข้าตึกเรียน มีเพียงร่มสีขาวคันหนึ่งเคลื่อนที่เร็วปาดหน้าทางเดิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แพรวเดินเร่งฝีเท้า เสื้อกันฝนฟ้าโปร่งรียาวคลุมไหล่ บนบ่ามีกระเป๋าเป้ใบเก่า เธอหอบหายใจน้อยๆ เหงื่อกับละอองฝนผสมกันจนหนึบ รอยยิ้มล้อๆ ปรากฏเมื่อเห็นใครบางคนถือกระดานแบบพับรออยู่ใต้ชายคาโรงอาหาร
“ขอเดินด้วยหน่อยได้ไหม?” แพรวเอ่ยเสียงเบา ดวงตาสบกับชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าเข้ม ผมหยักศกสั้นที่ยังดูเปียกบางส่วน
ต้นส่งร่มให้โดยไม่พูดอะไร มืออีกข้างยังถือกระดานวาดรูป หวัดดีเบาๆ พลางเบือนสายตาหลีกหนีความเก้อ
“ขอบคุณค่ะ… พี่ต้นใช่ไหม? คนที่มาจากกรุงเทพฯ”
“อืม…เพิ่งมาถึงเมื่อวาน ยังไม่ชินฝนเหนือเลย” เขาตอบเสียงเรียบ รู้สึกถึงความประหม่าในน้ำเสียง
แพรวเดินเคียงข้าง ใช้ความเงียบเป็นที่พักปลอดภัย ทั้งสองค่อยๆ เดินจากโรงอาหารไปห้องประชุมทีมอาสา หยาดน้ำฝนไหลลงขอบรองเท้า รองเท้าผ้าใบของเธอเปียกชื้น
“ทีมอาสานี่หนักมั้ยคะ? เราเห็นโปรแกรมแล้วดูโหด…”
“หนักกว่าที่คิดนะ แต่ก็น่าจะสนุก” ต้นตอบจริงจัง เติมด้วยรอยยิ้มจางๆที่มุมปาก ก่อนทุกอย่างจะแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบอีกครั้ง
กลิ่นดินหลังฝนโชยเข้ามาพร้อมกับความรู้สึกใหม่ในใจแพรว เธอมองต้นที่เดินข้างๆ อย่างครุ่นคิด
เวลาผ่านไป ทีมอาสารวมตัวกันเพื่อประชุมโครงการ หมอก ลมฝน ภูเขา และเสียงหัวเราะของกลุ่มอาสาผสมปนเปกันไป ต้นกับแพรวนั่งไม่ห่างกัน แต่ยังคงไม่มีใครกล้าพูดมากนัก
หลังประชุมจบ ฝนซา แพรวเดินถือร่มจะกลับบ้าน ต้นเดินตามมาเงียบๆ
“ขอบคุณที่ให้ยืมร่มนะคะ พรุ่งนี้เอามาคืน”
ต้นพยักหน้าสั้นๆ ไม่กล้าสบตา เสียงรองเท้าเหยียบใบไม้เปียกเป็นจังหวะ
เช้าวันรุ่งขึ้น แพรวเห็นต้นนั่งวาดภาพใต้มุมหนึ่งของห้องสมุด วิ่งไปหาพร้อมร่มคืนในสภาพเปียกๆ ต้นยิ้มรับแต่ไม่เอื้อมมือคล้องร่มไว้
“ฝนยังตกอยู่ เอาไว้ก่อน เดี๋ยววนไปเจอกันข้างนอกด้วยกัน”
ระหว่างรอ ฝนหนักขึ้น แพรวกับต้นนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ เพลงเบาๆ ดังคลอในหูฟังที่แพรวแบ่งให้ต้นเสียบอีกข้าง
ต้นเหลือบมองใบหน้าก้มของแพรว ดวงตาเขาสะท้อนอะไรบางอย่างที่ลึกมาก ความรู้สึกระหว่างคนแปลกหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความผูกพันบางอย่าง
“ชอบฟังเพลงเหรอ?” ต้นถามเสียงแผ่ว
“ทุกเพลงที่ฟังตอนฝนนี่ ฟังแล้วไม่เหมือนเดิมเลย” แพรวพูด
เงียบอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนทั้งสองจะลุกเดินออกจากห้องสมุดพร้อมกัน ร่มสีขาวใบนั้นคลุมทั้งสองคนอีกครั้ง
วันต่อๆ มา ต้นเริ่มมีบทบาทในกิจกรรม ทีมอาสาลงพื้นที่ต่างอำเภอ ทำกิจกรรมกับเด็กๆ ตามโรงเรียนบนดอย แพรวจดงาน ถ่ายรูป วาดภาพบันทึก ทุกคราวที่มีต้นอยู่ แพรวจะแอบมองเป็นระยะ เธอเริ่มพบว่าต้นหัวเราะเสียงดังโผงผางเวลาเผลอ และจริงจังเกินคาดเวลาเครียดกับปัญหาเครื่องมือหรือจัดอุปกรณ์
คืนหนึ่งหลังเหน็ดเหนื่อยจากกิจกรรม แพรวแอบออกมาเดินเล่น ริมสระน้ำกลางรีสอร์ต เธอเจอต้นนั่งเหม่อมองน้ำ คลื่นในบึงสะท้อนแสงไฟเดียว
“นอนไม่หลับเหรอคะพี่…?”
“อืม… คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ บางทีเราก็เผลอคิดถึงเรื่องเก่าๆ”
แพรวเดินไปนั่งใกล้ๆ ทั้งคู่นิ่งเงียบ ฟังเสียงจิ้งหรีด แพรวมองน้ำแล้วเอื้อมมือแตะปลายนิ้วลงที่ผิวน้ำเบาๆ
“มีอะไรอยากเล่าไหมคะ?”
ต้นลังเล หันไปมองแพรวก่อนถอนหายใจ
“บางเรื่อง มันไม่ใช่ว่าเราไม่อยากบอก… แค่ยังไม่พร้อม”
แพรวรับรู้ถึงความลังเลนั้น เธอพยักหน้า ไม่เซ้าซี้
คืนต่อมา กิจกรรมอาสาสิ้นสุด ทีมงานแยกย้ายกลับกรุงเทพฯ ต้นขอตัวก่อนด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครซักถาม แพรวเดินไปส่งถึงหน้ารถตู้
“ถ้ามีอะไรที่อยากพูด… โทรหาเรานะ” แพรวพูด เธอรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกบางอย่างมากกว่าคำว่าเพื่อน แต่มันยังเร็วไปสำหรับความชัดเจนใดๆ
ต้นยิ้มจางๆ เดินขึ้นรถ หายไปในคืนฝน
ช่วงเวลานั้น กลับสู่ชีวิตประจำวัน แพรวยังคงส่งข้อความคุยกับต้นเป็นระยะ บางวันห่างไปจนรู้สึกว่างเปล่า บางวันคุยนานจนยิ้มทั้งวัน เรื่องราวที่พูดคุยหลากหลาย ตั้งแต่เพลง หนัง ไปจนถึงความฝันเล็กๆ เมื่อตอนเด็ก
“คิดถึงเชียงใหม่บ้างไหม” แพรวพิมพ์หาในคืนวันหนึ่ง
“คิดถึงบรรยากาศ…กับคิดถึงคนบางคน” ต้นตอบมา ไม่บอกว่าใคร แพรรู้สึกใจเต้นผิดจังหวะ
ระยะทางเริ่มกลายเป็นกำแพง แพรวลงพื้นที่อาสาติดโปรเจกต์ใหม่ ต้นงานยุ่งที่ไซต์ก่อสร้างในกรุงเทพฯ บางวันที่รู้สึกไกลจนเหมือนเป็นอีกฤดูหนึ่ง
คืนนั้น ฝนกรุงเทพฯ ตกหนัก แพรวโทรหาต้น มือสั่น กลางเสียงฟ้าร้อง
“พี่ต้น…อยู่ไหน”
“ข้างล่างคอนโด กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย”
“มันเหมือนฝนมันตกที่นี่ แต่ก็ตกที่พี่ด้วย…แปลกดี”
ทั้งคู่เงียบไปสักพัก เสียงฝนกับลมหายใจผ่านสายโทรศัพท์เป็นเสียงเดียวในโลกของสองคน
“ช่วงนี้เหนื่อยเหรอ แพรวยังถ่ายรูปอยู่ไหม”
“ยัง…แต่ไม่ค่อยสวย พี่ว่าคนบางคนเวลาเหนื่อยกับอะไรที่รัก มันหายเหงาเหรอคะ”
“ไม่หาย…แต่มันมีคนให้คิดถึง” ต้นพูดเสียงเบา นิ่งงันไปอีกครั้ง
ใกล้จบเทอม แพรวโทรหาต้นน้อยลง งานโปรเจกต์ใหญ่เร่งเข้ามา เสียงหัวเราะในแชทห่างจางลง ต้นเองก็เริ่มทิ้งห่าง แพรวแอบคิดว่าระยะห่างทำให้ใจห่างออกไปด้วย
คืนหนึ่ง ฝนตกหนัก แพรวเห็นรูปเก่าที่ถ่ายกับต้นในมือถือ เธอตัดสินใจพิมพ์หา
“พี่ต้น…คิดถึงไหม”
ไม่มีข้อความตอบกลับ ทิ้งเวลาเงียบอยู่นานหลายวัน
เมื่อแพรวตัดสินใจส่งข้อความใหม่ “เราคิดถึงเสมอ แค่กลัวว่าอาจไม่ใช่คนที่พี่คิดถึง”
ต้นอ่านแต่ไม่ตอบ…ชีวิตของเขาดูเหมือนวุ่นวายกว่าปกติ
หลายวันต่อมา กลับกลายเป็นต้นที่โทรมาหาแพรวในคืนฝนตก
“พอว่างหรือยัง”
“พี่ต้น…เป็นอะไรหรือเปล่า”
“เปล่า…แต่คิดถึง อยากคุยแค่นั้น”
ทั้งสองนั่งฟังเสียงฝนผ่านสาย หัวใจแนบชิด แม้จะไกลกันหลายร้อยกิโลเมตร
แพรวกล้านิ่งขึ้น “พี่…เรามีเรื่องจะเล่า บางทีพี่อาจไม่อยากฟัง”
“เล่าสิ” ต้นรับฟัง
แพรวสูดลมหายใจ เล่าเรื่องอดีต ความกลัว ความผิดพลั้ง เรื่องพ่อที่ทิ้งไป เรื่องที่บ้านต้องดิ้นรนและความรู้สึกด้อยค่าที่ซ่อนอยู่เสมอ
ต้นเงียบฟัง แล้วเอ่ยเพียงเบาๆ “ทุกคนเคยพลาด…แต่เราก็ยังอยู่ตรงนี้ แพรวยังมีพี่นะ”
น้ำตาร่วงลงมาโดยไม่รู้ตัว แพรวซบใบหน้ากับหมอน มือกุมโทรศัพท์แน่น
ช่วงเวลานั้นทำให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งกว่าเดิม แต่มันก็พาช่วงลังเลใหม่เข้ามา ทั้งคู่ต่างกลัวอนาคตที่ไม่แน่นอน กลัวการพลาดซ้ำรอยเดิม
แพรวขยับห่าง พยายามทุ่มเทให้กับเรียน ต้นก็ยุ่งกับงานออกแบบอาคารใหญ่ แต่งานไม่ได้เดินไปอย่างราบรื่น เขาถูกเจ้านายตำหนิเรื่องดีไซน์ จิตใจเริ่มหวั่นไหว
คืนหนึ่ง ต้นนั่งมองแบบร่างในมือ เห็นชื่อแพรวในไลน์แต่ลังเลไม่กล้าทัก
“เธอมีทางของเธอ เรามีทางของเรา อย่าไปกดดันเด็กคนนั้น” เพื่อนร่วมงานของต้นพูดขึ้นในออฟฟิศ มันสะท้อนในใจเขาจนไม่กล้าเปิดใจซะทีเดียว
วันหนึ่งแพรวได้ข่าวว่าต้องไปฝึกงานที่กรุงเทพฯ ในอีกสองเดือน เธอลังเลว่าจะบอกต้นดีไหม เพราะกลัวคาดหวังอะไรที่มากกว่า
กลางสายฝนสิ้นฤดูร้อน ต้นกลับมาเชียงใหม่อีกครั้งเพราะโปรเจกต์ใหม่ของบริษัท ต้องรีบไปประชุม เขาโทรหาแพรวเพียงสั้นๆ
“อยู่เชียงใหม่เหรอ?” แพรวถาม เสียงตื่นเต้นปะปนวิตก
“ใช่…ประชุมวันสองวัน แต่ยุ่งๆ อย่าเพิ่งนัดเลย”
“ไม่ต้องนัด…ก็แค่อยากรู้ว่าเรายังอยู่บนโลกเดียวกัน” แพรวพูด
ต้นหัวเราะเบาๆ นั่นเป็นเสียงหัวเราะแรกในรอบหลายเดือน
ก่อนกลับกรุงเทพฯ ต้นยืนใต้ร่มไม้ริมทางเดินเดิมที่เคยให้ร่มแพรว เธอผ่านมาพอดี เสียงฝนตกเป็นเหมือนดนตรีฉากเก่าๆ
“ยังเก็บร่มไว้ไหม?” ต้นเอ่ยถาม
แพรวส่ายหน้า “เก่าไปแล้ว เปลี่ยนใบใหม่…”
“เปลี่ยนคนใหม่หรือยัง?” ต้นยิ้มเศร้า แพรวหัวเราะ น้ำเสียงสั่น
“เปลี่ยนร่ม…แต่คนยังคนเดิม”
ทั้งสองหยุดคุยกันตรงนั้น ฝนยังคงตก รอยยิ้มบางๆ ในตาของพวกเขาคือคำสารภาพโดยไม่ต้องพูดอะไร
ฝึกงานมาถึง แพรวมาอยู่ในกรุงเทพฯ สองเดือน ต้นนัดเจอหลังเลิกงานในคาเฟ่เล็กๆ ข้างแม่น้ำ เจ้าของคาเฟ่แซวเบาๆ ว่าลูกค้าคู่นี้ดูเขินๆ อยู่ตลอดเวลา
“นี่คือการเดทหรือเปล่านะ?” แพรวถามพร้อมหัวเราะ
ต้นยิ้มเงียบๆ “ถ้าใช่ เธอจะหนีกลับภาคเหนือไหม”
“จะหนีทำไมคะ…ก็ยังอยากเจอกันอีก”
ทั้งคู่กลับมาใช้ชีวิตในเมืองหลวง กินข้าวเย็นง่ายๆ ดูหนังรอบดึกในโรงเล็กๆ ต้นพาแพรวไปดูอาคารสถาปัตย์ อวดงานออกแบบใหม่ที่เขาตั้งใจ หลังหนังจบ ทั้งคู่ยืนมองเม็ดฝนตกหน้าศูนย์การค้า ไม่มีใครพูดว่าจะจูบ ไม่มีใครพูดว่ารัก แต่แววตาทั้งสองพูดแทนทุกอย่าง
ฝนตกหนัก เหมือนคืนแรกที่เจอกัน สองคนเดินกลับใต้ร่มใบเล็กเดียว…ไม่มีคำสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป มีแต่ขาเปียก เสื้อเปียก และเสียงหัวเราะที่ค่อยๆ ดังขึ้นทุกย่างก้าว
ในที่สุด ฤดูฝนนี้ไม่เหมือนเดิม สำหรับทั้งแพรวและต้น ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกที่ไหนสักแห่ง พวกเขาจะนึกถึงใครคนหนึ่งเสมอ