เงาไฟกลางเมืองหิมะ
หิมะโปรยลงมาอย่างหนักเหนือเมืองครามฟาก เสียงหวีดลมกระทบกระจกของบ้านหลังเก่าท้ายซอย บนท้องถนนแทบไม่มีใครกล้าออกมาในค่ำคืนนี้ แมวตัวผอมสีดำเดินเลียบขอบรั้วซอมซ่อแอบมองเงาไฟไหวสว่างอยู่ไกล ๆ ตรงหัวมุมถนน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นาย้าชัย เด็กสาววัยสิบเจ็ดปี นั่งล้วงมือหนาวอยู่หน้าต่างชั้นบน บ้านหลังนี้มีแต่เธอ กับพ่อ ชื่อสมมาตร ผู้ชายวัยกลางคนที่ปล่อยตัวโทรมหงอกเร็วกว่าอายุ นาย้าชัยแอบกระซิบกับตัวเองหน้ากระจก “ถ้าแม่ยังอยู่ ที่นี่จะยังเงียบขนาดนี้ไหม”
เสียงเอี๊ยดประตูข้างล่างดังขึ้น สมมาตรก้าวเข้ามา “กินข้าวหรือยัง” น้ำเสียงกระด้าง เคร่งเครียด ประหนึ่งจะทะเลาะเสมอ
“ยังค่ะ” เธอตอบ ไม่ทันกลับสายตาจากนอกหน้าต่าง
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น พ่อแค่ถามคนในบ้าน”
เงาสะท้อนนาย้าชัยในกระจก เหมือนเจือไปด้วยควันบางอะไรสักอย่าง เธอเหลือบมองมือขวาตัวเองเหมือนบางอย่างกำลังซ่อนอยู่ ปลายนิ้วเย็นจนชา
เสียงไซเรนดังหวีด ฝ่าหิมะ เงาคนแตกตื่นออกมาจากบ้านฝั่งตรงข้าม สมมาตรรีบวิ่งไปเปิดประตู “มันเกิดขึ้นอีกแล้ว!”
พวกคนในละแวกวิ่งกรูออกมา หญิงสูงวัยนามคุณดวงพร เลขที่ 9 โผล่หน้าออกมาในผ้าคลุมหนาปกปิด “เพลิงบ้าบออะไรจะเกิดกลางพายุหิมะ!”
นาย้าชัยรีบวิ่งตามออกมา ปากสั่นจนพูดไม่ออก แต่ในตาเต็มไปด้วยความใคร่รู้ สมมาตรเหลือบมอง เธอพยายามปรับลมหายใจให้ปกติ
จุดเกิดเหตุไฟไหม้คือเพิงเก็บของร้างหลังโรงงานกระป๋อง หิมะตกหนักแต่เปลวไฟวิ่งวาบเหมือนไม่กลัวน้ำแข็ง แมวจรจัดวิ่งวุ่นแตกตื่น สมมาตรหันไปทางหมวดณัชชา ตำรวจหญิงร่างเล็ก “อีกแล้วเหรอ?”
หมวดณัชชาถือไฟฉาย ดวงตาเหนื่อยล้า “เรากำลังสอบสวน ไม่พบหลักฐานไฟฟ้าลัดวงจร เป็นได้ไงไฟถึงไหม้กลางลานเปียกโชก”
ดนัย ปู่แก่ที่ปากจัดในซอย ตะโกนข้ามหัวชาวบ้าน “ปีศาจเงาน่ะ พวกมืด เอ้ย ไม่มีวันเข้าใจ เห็นชัด ๆ ยังไม่เชื่อ!”
เสียงหัวเราะแห้ง ๆ แทรกออกมาจากกลุ่มเด็กแสบหัวซอย “ปู่ดนัย ปู่จะขายน้ำมนต์อีกแล้วใช่ไหม!”
สมมาตรกัดฟัน กุมข้อมือแน่น
“มันต้องเป็นฝีมือใครบางคน… หรือของบางอย่าง”
ณัชชาหันไปยังนาย้าชัยแววตาเหมือนถามบางอย่างที่พูดไม่ได้ ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่ณัชชาจะเบือนหน้าหนี
รุ่งเช้า นาย้าชัยนั่งซุกตัวบนเก้าอี้หน้าต่าง หิมะยังโปรยเบาบาง แสงอาทิตย์แรกกระทบเงาบนกระจก เธอนึกถึงแม่ – หญิงสาวในความทรงจำที่เอื้อมไม่ถึง
“ออกจากบ้านไปตั้งแต่ไฟครั้งแรก…” เธอพึมพำเบา ๆ
สมมาตรสวมเสื้อโค้ทเก่า เดินเข้ามากับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ “เมื่อคืนฝันถึงเขาไหม”
“ใคร”
“แม่ของลูกไง” สีหน้าเจื่อนจางไป “คืนนั้น ฉันเห็นเธอยืนอยู่ปลายเตียง…แต่เธอไม่พูดอะไรเลย”
นาย้าชัยกลืนน้ำลาย เธอจำได้ดี “ก่อนเธอหายไป แม่พูดแค่ ‘อย่าให้ไฟถึงที่นี่’”
เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น เจี๊ยวจ๊าวไปหมด สมมาตรรับสาย เสียงผู้ชายจากโรงงาน “เมื่อคืนไฟแรงขนาดที่ผนังกระป๋องละลายหมด!”
จากสายตาเคร่งเครียดของสมมาตร นาย้าชัยรู้ว่านี่เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
ฟ้ามัว ไฟดับทั้งเมืองเป็นระยะ สมมาตรเดินผ่านซากโกดังไหม้กลางหิมะ ตำรวจและอาสาสมัครช่วยกันเก็บกวาด เมื่อเขาก้มลงดูจุดเกิดเหตุ กลิ่นไหม้ฉุนปนกลิ่นหิมะสด สมมาตรมองเห็นรอยเท้าขนาดเล็ก ๆ ฝังบนหิมะท่ามกลางเถ้าถ่าน
ณัชชาโผล่มายื่นไฟฉายให้ “เมื่อคืนแกไปอยู่แถวนี้รึเปล่า?”
“ฉันไม่ได้ยุ่ง”
“เอาจริงนะ สมมาตร… เมืองนี้ไม่มีกรรมใครเหลือเยอะขนาดนี้แล้ว”
สมมาตรสบตาเธอ ไม่ตอบอะไรนอกจากถอนใจ
เสียงปิ๊งแว่วจากกองขยะ เงาเล็ก ๆ วิ่งแวบออกไปข้างหลังโรงงาน นาย้าชัยที่ยืนเงียบ ๆ รีบขยับเข้าไป เธอมองเห็นเด็กชายปริศนา เสื้อผ้ามอมแมมหน้าเศร้า เด็กคนนั้นเห็นเธอเช่นกัน ดวงตาเปล่งประกาย สีหน้าเศร้าสร้อย
“เธอ…” นาย้าชัยพึมพำ เด็กคนนั้นเงียบ ไม่พูดอะไร นอกจากยิ้มจาง ๆ แล้วหายไปในม่านหิมะ
คืนต่อมา หิมะยังหนัก ไฟไหม้อีกครั้ง คราวนี้เป็นโกดังไม้ใกล้บ้านประธานหมู่บ้าน เสียงหวีดเสียดแทงกลางคืน คนทั้งเมืองโกลาหล สมมาตรและณัชชาด่วนไปถึงที่เกิดเหตุ – แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือบนกำแพงก่ออิฐ มีข้อความเขียนด้วยถ่านไหม้ว่า “อย่าให้ไฟลาม…”
นาย้าชัยตัวสั่น ขณะที่เดินย้อนผ่านหิมะ เธอก้มดูฝ่ามือตัวเอง มีคราบสีดำติดอยู่ราวกับจับถ่าน ทั้งที่ไม่เคยแตะไฟจริง ๆ
“เธอเห็นอะไร?” ณัชชาเค้นถามพลางจ้องเข้าตาเด็กสาว
“หนู… เห็นเด็กคนนั้น” นาย้าชัยหลบสายตา “แต่เขาเหมือนจะขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่คนทำ”
ณัชชาส่ายหน้า โยนประโยคคลุมเครือ “บางที… เมืองนี้ไม่ใช่แค่ไฟที่กำลังเผา”
สมมาตรยืนฟังเงียบ ๆ ฝ่ามือสั่น เขากำลังซ่อนบางอย่างไว้ในอก สายตาหลีกเลี่ยงแววตาลูกสาว
ค่ำถัดมา นาย้าชัยนอนไม่หลับ เสียงประตูหน้าบ้านลั่นดัง เอี๊ยด เธอเดินลงบันไดช้า ๆ ไม่คิดว่าพ่อจะนั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชา สูบบุหรี่ ท่าทางเครียดขึง
“ยัย…” สมมาตรเรียกเสียงแผ่ว
“ทำไมพ่อยังไม่นอน”
“ฉันหลับไม่ได้… บ้านนี้ เหมือนมีบางอย่างรอคอยอยู่หลังหน้าต่างตลอดเวลา”
นาย้าชัยนิ่งคิด “แม่เคยบอกว่า ไฟจะมาหาเวลาคนในบ้านโกหกกันเอง”
สมมาตรชะงัก จับบุหรี่แน่นขึ้น “เธอ… รู้จักเด็กคนนั้นไหม”
“ไม่ค่ะ”
เสียงเคาะหน้าต่างดังขึ้นกะทันหัน นาย้าชัยผงะ เงาเด็กชายสดุดก้าวอยู่ริมกระจก พึมพำเบา ๆ “ช่วยด้วย…”
เธอเปิดหน้าต่างออก ลมหนาวกรูเข้า เด็กชายยื่นมือมาข้างหนึ่ง นาย้าชัยลังเล ก่อนจะเอื้อมไปแตะ ปลายนิ้วเย็นเฉียบ วาบวับไปด้วยเงาไฟสีดำล้อมรอบ
โลกหมุนคว้าง เธอถูกดึงเข้าสู่ห้วงภาพหลอน เห็นแม่ของเธอยืนอยู่กลางถนนหิมะ แม่พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าแต่เด็ดขาด “บ้านนี้มีไฟซ่อนอยู่ในใจ ไม่ใช่นอกบ้าน”
พลันภาพดับวูบ นาย้าชัยลืมตาขึ้นกลางห้อง เธอนั่งคุกเข่าอยู่หน้าพ่อ สมมาตรน้ำตาซึม ไม่กล้าสบตาลูก
“พ่อมีอะไรที่ยังไม่บอกหนูใช่ไหม” เธอถาม
สมมาตรลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมรับ “แม่ของลูก… ตายเพราะฉัน”
ความเงียบเย็นเฉียบค้าง ราวกับหิมะกลืนทุกเสียง นาย้าชัยหลุบตาน้ำตาไหล ในห้องมีแต่เสียงลมหายใจสั่นสะท้าน
“ฉันไม่ได้หมายใจ… ฉันแค่โกหกอยู่ตลอดว่าเราโอเค จนแม่ทนไม่ไหว คืนหนึ่งไฟไหม้ด้วยเทียน แม่ไปช่วยดับ แล้ว…” สมมาตรกลืนไม่ลง
นาย้าชัยคุกเข่า เงยหน้าขึ้น “แม่จึงเป็นเงาไฟที่หลอกหลอนบ้านเรามาตลอด?”
สมมาตรกอดอกแน่น “ฉันกลัวเสียลูกไปอีกคน… เลยปิดทุกอย่าง”
เสียงฮึดฮัดจากนอกบ้าน คุณดวงพรเดินฝ่าเข้ามา “คืนพรุ่งนี้ ควรไปรวมกันที่โบสถ์หลังเมือง ทุกคนต้องสารภาพสิ่งที่ปิดบัง พูดออกมาให้หมด”
ณัชชาก็แทรกมา “มันถึงเวลาเผชิญหน้ากับความจริงแล้วล่ะ ถ้าคำโกหกคือเชื้อไฟ… เมืองนี้ก็ต้องดับมันเสียที”
คืนต่อมา โบสถ์เล็กนอกเมืองแออัดด้วยผู้คนในละแวก น้ำตา หนาวเหน็บ คำเทศน์จากหลวงตาแทรกเสียงร้องไห้ “ไฟจะไม่หยุดเผาเมือง จนความลับทั้งหมดถูกบอกเล่า”
นาย้าชัยจับมือพ่อ เด็กชายลึกลับปรากฏหน้าโบสถ์ พวกผู้ใหญ่สลับกันออกมาสารภาพความลับที่ปิดบัง เคยขโมยเงิน เคยนอกใจ เคยทิ้งเพื่อนให้หนาวตาย วิญญาณเหงาของเมืองถูกขุดขึ้นกลางแสงเทียน
เสียงพึมพำของเด็กชายดังขึ้น เจือปนเสียงหัวเราะเศร้า “ไฟทุกกอง ล้วนเกิดจากความมืดในใจ…”
เมื่อคนนับสิบประกาศความผิด ภาพควันดำปะทุที่หลังโบสถ์ เงาไฟหม่นม้วนวนกลางหิมะ ก่อนจะจางหาย ทิ้งความเงียบเต็มไปด้วยน้ำตาและอ้อมกอด
นาย้าชัยมองหน้าพ่อ สมมาตรเช็ดน้ำตา “ข้างใน ฉันยังรักแม่ของลูก… แต่มันไม่พอที่จะลบสิ่งที่ทำผิด”
เด็กชายลึกลับยิ้ม เงาไฟในตาของเขาค่อย ๆ จาง นาย้าชัยค่อย ๆ รับรู้ว่าเขาคือลูกของคนที่เสียชีวิตในกองไฟเมื่อหลายปี ก่อน – วิญญาณที่หลงติดมนต์คำโกหกเมืองนี้
รุ่งเช้า เมืองกลับมาเงียบสงบ หิมะยังโปรยแต่ไม่มีเสียงไซเรน ไม่มีเงาไฟลับอีกต่อไป นาย้าชัยเก็บเสื้อกันหนาว เดินเคียงข้างพ่อ สมมาตรยิ้มเจือเศร้าแต่ใจเบาลงเป็นครั้งแรก
“ไปกินข้าวด้วยกันไหม” เขาถามเสียงแหบ พยายามปั้นรอยยิ้ม
“ไปค่ะ” เด็กสาวตอบ น้ำเสียงอ่อนลง ก่อนจะหันไปมองเงาในกระจก—เห็นแม่ยืนยิ้มจาง ๆ อยู่ไกล ๆ ดวงตาเธอเต็มไปด้วยแววอภัย ทิ้งเมืองหิมะไว้เบื้องหลัง อบอุ่นขึ้น แม้จะยังมีความหนาวอยู่รอบตัว