เงาของเงียบงัน
ลมฤดูฝนต้นเดือนพฤษภาคมพัดไล้ผ่านยอดข้าวเขียวขจี ใบไม้พริ้วไหว สะดุดกับเสียงใบตองแห้งกระทบกันเบา ๆ บนหลังคาทรงไทยกลางทุ่งนา บ้านหลังเก่าของครอบครัวอุกฤษณ์ยังคงยืนหยัดด้วยความเงียบสงัด ฝุ่นจับหนาแน่นบนขื่อ คาน และร่องพื้นไม้ แม้จะมีเสียงจั๊กจั่นดังระงมในยามพลบค่ำ แต่บรรยากาศกับดูหนักแน่น หยุดนิ่งเหมือนมีบางอย่างคอยจ้องมอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อุกฤษณ์ กลับมาที่บ้านเก่าในวัยสามสิบต้น ๆ หลังจากได้รับข่าวว่าแม่ล้มป่วยรักษาตัวอยู่คนเดียว เขาตัดสินใจลากกระเป๋าเดินเข้าไปในบ้าน ทั้งที่ความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับที่นี่เต็มไปด้วยความกังวลซ่อนลึก พอประตูไม้ส่งเสียงร้องครืด ๆ เขาได้กลิ่นไม้เก่าปนกลิ่นหญ้าสดแรกฝน หัวใจเต้นแรงโดยไร้เหตุผล
แม่ของอุกฤษณ์นอนนิ่งบนเตียงไม้ที่มีมุ้งขุ่นคลุม มอซอรายรอบ ตาแม่ปิดสนิท แต่ริมฝีปากยังขยับบ่นพึมพำถึง ‘ยาย’ กับ ‘เสียงเรียก’ ในยามค่ำคืน อุกฤษณ์นั่งเฝ้าแม่ ด้วยความกังวล เมื่อยายของเขาหายตัวไปเมื่อกว่าสิบปีก่อน ไม่มีใครในหมู่บ้านพูดถึง คงเหลือแต่คำถามกับความกลัวบางอย่างที่ฝังใจ
ค่ำวันนั้น ระหว่างที่อุกฤษณ์ล้างจานในครัวหลังบ้าน เขาได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบา ลากผ่านระเบียงไม้จากด้านหลังบ้าน แขนขนลุกเกรียว เขาขยับตัวเงียบ ๆ แทบกลั้นหายใจ แต่ไม่มีใครปรากฏ
ดึกสงัด ยุงกัดติ่งหู อากาศข้างในแน่นขนัด อุกฤษณ์นอนไม่หลับ เสียงเฟืองนาฬิกาไม้ปลุกความทรงจำ เขาได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินอยู่ใต้ถุนบ้าน กระดานไม้ลั่นกรอบแกรบจังหวะแปลกประหลาด ไม่เร็ว ไม่ช้า เหมือนกำลังค่อย ๆ ลากส้นเท้าอยู่ใต้นั้น
อุกฤษณ์ลุกไปที่หน้าต่าง มองลอดผ้าม่านบาง ๆ ออกไป เห็นเงาดำคล้ายมนุษย์เลื่อนผ่านแสงจันทร์ใต้บ้านด้านหลังช้า ๆ แล้วหายไป ไหล่เย็นวาบ มือสั่นเล็กน้อย
ช่วงเช้า หลังเสร็จงานบ้าน เขาออกไปตลาดใกล้หมู่บ้าน พบ ‘น้าประวีณ’ หญิงวัยกลางคนที่สนิทกับแม่ อุกฤษณ์เอ่ยถามถึงยายแทนแม่ แต่ถูกตอบกลับอย่างมีเลศนัย “เลิกถามเถอะลูก มันไม่ควรขุดคุ้ย ใครยังไม่รู้ ถือว่าดีแล้ว”
อุกฤษณ์ยิ้มจาง ๆ ก่อนนั่งเงียบ ขึ้นรถสามล้อเครื่องกลับบ้าน ระหว่างทางผ่านศาลเจ้ากลางทุ่งเก่า ๆ ที่เคยมีพิธีกรรมเก่าแก่ ทุกครั้งที่มองไปทางนั้นจะรู้สึกเหมือนถูกแรงสายตาบางอย่างจับจ้อง
วันถัดมา แม่เริ่มละเมอแรงขึ้น ร่างกายซูบผอมหลับ ๆ ตื่น ๆ คืนนี้อุกฤษณ์ดูแลจนเกือบเช้า “ลูก ได้ยินเขาไหม” แม่พูดเสียงแหบต่ำ ขณะลืมตากว้างจนน่ากลัว “ยาย ไม่กลับบ้านสักที เขาเรียกอยู่ใต้นั้น”
คืนนั้น อุกฤษณ์เดินออกไปใต้ถุนโดยถือไฟฉาย เขาสอดส่องดูใต้บ้าน แต่ไม่พบอะไรนอกจากใบไม้แห้งและฝุ่นผง ขากลับเข้าสู่ตัวบ้าน เขาสะดุดขวดเหล้าเก่า ๆ ที่ฝังอยู่ใต้เรือนเมื่อก่อน ปากขวดสั่นเหมือนมีใครเคาะเบา ๆ
วันต่อมาฝนตกทั้งวัน อากาศชื้นเย็น อุกฤษณ์นั่งฟังเสียงฝนผ่านช่องหน้าต่าง ตอนกลางคืนแม่ละเมอหนักกว่าเดิม “อย่าให้เขาขึ้นมา… อย่า!” น้ำเสียงแหบพร่าปนเสียงร้องไห้ อุกฤษณ์นั่งข้าง ๆ พยายามปลอบแต่ในดวงตาตัวเองกลับสะท้อนความกลัวและสงสัย
ข้างบ้านมีเสียงไม้ตกแล้วเงียบกริบไปอีกช่วงใหญ่ อุกฤษณ์จับจ้องมองไปในความมืด เห็นเพียงเงามัวไหววูบ ๆ ถูกแสงฟ้าแลบฉายข้างหน้าต่าง เสียงกระซิบเบา ๆ แทรกเข้ามาในหู คล้ายเสียงผู้หญิงแก่ “กลับบ้าน…คืนของฉัน…”
รุ่งเช้า แม่กลับเงียบขรึม ไม่พูดถึงเสียงเรียกอีกเลย อุกฤษณ์ออกไปเยี่ยมบ้าน ‘ตาแผน’ เฒ่าแก่ที่เหลืออยู่คนเดียว เขาถามเรื่องยายที่หายไป แต่ตาแผนเพียงถอยหลัง ลูบเคราถี่ ๆ “บางอย่างเวลามันไม่ยอมปล่อย ถ้าเธอกลับมา บ้านนี้ก็ไม่เหมือนเดิม”
ตกบ่ายขณะอุกฤษณ์ซ่อมหลังคา เสียงขลุกขลักดังใต้ถุนดังขึ้นอีก เงามืดหนึ่งลอยผ่านซี่ไม้ราวกับเงาเดินช้า ๆ แต่พอลงไปดู กลับพบรอยขุดดินเป็นวงกลมใต้บ้าน และเศษผ้าที่เหมือนไม่ควรอยู่ตรงนั้น
เขาเก็บผ้าชิ้นนั้นขึ้นมา ลายปักด้วยด้ายแดงแปลกประหลาด มันเหมือนหนึ่งในของขลังที่ยายเคยห้อยในบ้าน อุกฤษณ์รีบซ่อนในกระเป๋า แล้วมองไปรอบตัว ใบไม้เริ่มร่วงเพราะลมแรงจู่ ๆ เสียงฝีเท้าล่องลอยรอบ ๆ บ้านดังขึ้นอีกในสายตาที่เปียกฝน
คืนนั้น อุกฤษณ์นอนอยู่กับแม่บนชั้นลอย เสียงฝีเท้าหนักและเสียงหายใจขาดเป็นจังหวะดังมาจากบันไดไม้มืดสลัว อุกฤษณ์กลั้นใจเงี่ยหูฟัง ไม่กล้าขยับ เขามองหน้าประตูไม้ที่ค่อย ๆ สะท้อนเงามืดจากไฟฟ้าเก่าในบ้าน เงานั้นคล้ายกับยาย…
แม่ลืมตามองเขา ดวงตาแดงบวมด้วยน้ำตา “อย่าปล่อยให้เขาขึ้นมา อุกฤษณ์ ยายขอ…”
ตอนเช้า อุกฤษณ์ตัดสินใจถามแม่ถึงคืนที่ยายหายไป แม่พูดช้า ๆ น้ำเสียงสั่น “มีคืนหนึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน ยายเดินออกไปที่ใต้ถุนกับของขลัง เขาไม่กลับมาอีกเลย…” แม่สะอื้น “แต่เสียงของเขายังอยู่ ทุกคืน เขาเดิน ลากเท้า รออะไรบางอย่าง…”
กลางวันนั้นอุกฤษณ์กลับไปที่ศาลเจ้ากลางทุ่ง หวังหาคำตอบ พบรอยเท้าคนชราเป็นแถวยาวจนถึงศาลกลางทุ่ง เขานั่งรออยู่เงียบ ๆ พยายามตั้งใจฟังเสียงลม เหมือนมีเสียงกระซิบ “สัญญาของข้า… คืนของข้า…”
คืนนั้น ฝนตกหนัก ฟ้าผ่าเป็นระยะ อุกฤษณ์นั่งข้างแม่อีกครั้ง เสียงฝีเท้าจากบันไดชัดขึ้น หยุดอยู่หน้าห้อง เสียงเคาะสามครั้งดังขึ้นในความเงียบ เขาเปิดประตูออกช้า ๆ เห็นเพียงเงายายที่ร่างกายบิดเบี้ยวอยู่ในความมืด
อุกฤษณ์กลั้นใจถาม “ยาย ต้องการอะไร…” เงาไม่ตอบ แต่มือเหี่ยว ๆ ยื่นผ้าปักแดงคืนให้ อุกฤษณ์จับผ้านั้นอีกครั้ง รู้สึกหนาวจนแทบหมดสติ ภาพในหัวเต็มไปด้วยคืนฝนเก่าที่เขา ซ่อนผ้าชิ้นนี้ไว้ด้วยตัวเอง เพราะกลัวความลับของครอบครัวถูกเปิดเผย
‘ยาย’ กระซิบ “สัญญา… ต้องส่งคืน… ผ้าแดง…ข้ามแดน…” ก่อนเงาค่อย ๆ สลายเป็นความเงียบ อุกฤษณ์น้ำตาไหลอย่างไม่รู้ตัว
รุ่งเช้า แม่พาเขาไปยังทุ่งกล้า อุกฤษณ์เดินตามเสียงฝีเท้าไปถึงศาลเจ้า เขาวางผ้าปักแดงคืนฝั่งศาล แล้วอธิษฐานให้สิ้นสุดห่วงนี้ หลังจากนั้นบ้านก็เงียบงัน ไม่มีเสียงฝีเท้าผิดปกติอีกต่อไป
เวลากลางวันดูปกติ แต่ทุกค่ำคืนที่ลมแรง อุกฤษณ์มักสะดุ้งทุกครั้งที่เสียงไม้ลั่นใต้ถุน ราวกับเงารอใครสักคนกลับมาเสมอ