แสงเงาของสุริยนต์
สุริยันต์ ทั่วกรุงเทพที่ดูเหมือนสะท้อนแสงเปลวไปเปล่า พลันวันนี้กลับทึบเทาไร้แสงอาทิตย์ จากเส้นถนนลาดยาง บ้านเรือนสูงตระหง่าน ตึกระฟ้าที่ปกคลุมโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา โลกเหมือนดับเครื่องไฟฟ้าขนาดยักษ์กลางวัน ท้องฟ้ามืดคล้ำเงียบงัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในห้องเช่าเล็กติดริมทางรถไฟ ภีมกำลังนอนหลับไม่สนิท เสียงโทรศัพท์มือถือดังรัว ปลายนิ้วกดรับอย่างเคยชิน ใจเขานึกถึงแต่โซอี้ ลูกสาววัยแปดขวบที่เมื่อวานยังหัวเราะ เอนตัวกับตักภีมหลังเลิกเรียน
"คุณภีม…โซอี้ไม่กลับบ้าน" เสียงแหลมลอดมาทางสาย แก้ว พ่อแม่ของโซอี้ พูดเบาหวิวเหมือนกลัวอะไรบางอย่างจะหลุดออกมา "หายตั้งแต่เมื่อวาน…ฉันแจ้งตำรวจแล้ว พวกเขาว่าเด็กหายไปหลายคน"
ภีมรีบหยิบกางเกงยีนส์ แม่กุญแจประตูห้องตกกระทบพื้นดังกรุ๊งกริ๊ง หัวใจสั่นรัว มือไม้สั่นอยู่กับกระเป๋าเครื่องมือเก่า หมวกกันน็อกสีน้ำเงิน กับใบหน้าสะบักสะบอมในกระจก เขาเหลือบตามองรอยแผลเป็นฝังแน่นเหนือแก้มขวา เป็นร่องรอยจากคืนที่เขาเคยรุนแรงกับแก้วครั้งหนึ่งก่อนหย่ากัน
ถนนมืดสลัว เสียงรถเมล์ประปิดประเปิงพลางหายไปในควัน ริมฟุตบาทเต็มด้วยซากขยะเก่า ไม่มีเด็กเล่นหรือมนุษย์ยิ้มแย้มเหมือนเคย
"คุณเป็นไง?" แก้วถามขณะนั่งข้างกันในร้านขายข้าวแกงว่างเปล่า เงียงเงียบจนเหมือนเวลาหยุดนิ่ง
"ผม…ผมจะหาลูกเอง" ภีมตอบสั้น ๆ เสียงแหบเหมือนเสียดแทง "คุณไม่ต้องห่วง จบเรื่องนี้ผมไม่มายุ่งกับคุณอีก"
แก้วไม่พูด เธอหลบสายตา ก้มดูโทรศัพท์มือถือรูปโซอี้ยิ้ม หายใจลึก มือบางสั่น ยกมือเสยผมเอาไว้
ฝนเริ่มตกแบบแปลก ๆ น้ำฝนใสดังแก้วแต่กลิ่นคาวคล้ายเลือด ผู้คนพากันวิ่งหลบ ราวกับรู้ว่าทุกอย่างในเมืองนี้กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
"ฉันเห็นอะไรที่หน้าต่างเมื่อคืน" แก้วเอ่ยขึ้นกระทันหัน "มันเหมือนเงาคน…แต่ตาเรืองเป็นแสง เขามองโซอี้ก่อนหายไปกลางสายหมอก"
ภีมนิ่ง จับไหล่แก้ว น้ำเสียงจริงจัง "อย่าเพิ่งพูดไร้สาระ คุณเคยเห็นอะไรแปลกกว่านี้?"
"ตั้งแต่เราเลิกกัน ฉันเห็นเงาตามมาทุกคืน…เหมือนคนแต่ไม่ใช่คน" แก้วพูดช้า ๆ เสียงเธอเบาบางราวขอร้องให้เชื่อ
เสียงโทรศัพท์ขัดจังหวะ เป็นเพื่อนบ้านของแก้วโทรมาว่า ที่หลังตลาดเก่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังร้องไห้ในเงามืด ทุกคนกลัวจนไม่กล้าเข้าไป
เมื่อมาถึง พวกเขาพบรอยเท้าเล็กจาง ๆ ทอดผ่านแอ่งน้ำและเศษไฟนีออน พวกเขาเดินตามรอยเท้าด้วยไฟฉายโทรศัพท์ ความเงียบเกือบแน่นิ่ง เงาร่างสูงหยุดนิ่งขวางหน้าพวกเขา โซอี้ไม่มีอยู่ตรงนั้น มีเพียงตุ๊กตาผ้าที่เธอรักถูกทิ้งไว้
"ใคร!" ภีมตะโกนก้อง ร่างเงานั้นขยับ หัวเราะเบาเสียงแว่วใกล้น้ำฝน
"ลูกเราต้องกลัวขนาดไหน…ถึงทิ้งตุ๊กตา" แก้วพูดเจือสะอื้น
พวกเขาพบทิชชู่เปียกเปื้อนเลือด ภีมคว้าไว้ พลางตัดสินใจกดเบอร์เจ้าหน้าที่ แต่สายหลุด เงาดำเคลื่อนผ่านกลางแสงไฟถนนหักเหวับ มันจางหายกับหมอกฝน
"อย่า…อย่าเดินไปลึก" แก้วกระซิบคล้ายพูดกับตัวเอง ขณะที่เสียงเด็กร้องหายวับอยู่ในอากาศ
วินาทีแห่งความตึงเครียด กำปั้นของภีมสั่นเทาอย่างแรง เขาหลับตานึกถึงเสียงหัวเราะของโซอี้ ยามนั่งดูการ์ตูนด้วยกันยามเย็นก่อนแยกทางกับแก้ว ภีมเคยคิดว่าเขาไม่เหมาะสมจะเป็นพ่อ แต่ตอนนี้เขาจะแลกทุกอย่างแค่ได้จับมือลูกอีกสักครั้ง
พวกเขาเดินขึ้นสะพานรถไฟฟ้า ขณะไฟแสงจันทร์ปลอมสว่างเรื่อเหนือหลังคา แต่ละก้าวฝ่าไปบนความมืดเหมือนจมน้ำ เรื่องราวสมัยเก่าย้อนวนมาในหัว — ภีมนึกถึงตอนทะเลาะกับแก้ว รอยฟกช้ำรอบขาเธอ สีหน้าโซอี้ที่เห็นพ่อแม่ตะโกนลั่นบ้าน
"ผมขอโทษ" เขาพูดพลางแทบไม่ออก
แก้วร้องไห้น้ำตาไหลซึม ไม่พูดอะไร เหลือเพียงเสียงฝนกับเสียงรองเท้ากระทบพื้นสะพาน
ปรากฏการณ์แปลกปลาดยังแผ่คลุมทั่วกรุงเทพ — ต้นไม้แห้งเหี่ยว รถยนต์ดับเครื่องกลางถนน สายไฟส่งเสียงหวีด พวกเขาเห็นตำรวจตั้งด่าน ผู้คนทยอยอพยพ เด็กหายสิบรายในคืนเดียว
ในห้องพักนักสืบตำรวจกำลังรับแจ้งข้อมูล ทุกคนหน้าตาเคร่งเครียด ภีมเข้าไปรายงานแต่ตำรวจมองหน้าสงสัย ด้วยอดีตของภีมเกี่ยวกับคดีทำร้ายร่างกายเมื่อสิบปีก่อน
"คุณแน่ใจนะว่าลูกไม่ได้หนีตามใคร" ตำรวจเอียงคอถามช้า ๆ
"ลูกผมแค่เด็กแปดขวบนะ" ภีมน้ำเสียงขึ้นจมูก "ผมรู้จักลูกดี…ถึงจะไม่เคยเป็นพ่อที่ดี"
แก้วหันไปสบตาตำรวจ "โซอี้กลัวเสียงฟ้าร้องมาก เธอไม่มีทางหนีออกไปเอง"
ตำรวจถอนหายใจ วางแฟ้มลงบนโต๊ะด้วยเสียงหนัก "ตอนนี้ผู้ใหญ่ต้องหาคำตอบ ก่อนที่จะไม่มีเด็กคนไหนกลับบ้าน"
หลังแยกจากตำรวจ ภีมกับแก้วเลือกนั่งนิ่งๆ ในป้ายรถเมล์ว่างเปล่า ท่ามกลางเงามืดเมืองหลวง ความใกล้ชิดแบบอดีตค่อยๆ กลับมาทีละน้อย สองคนพูดคุยเบาๆ ถึงความทรงจำเก่า แก้วเล่าว่าเธอฝันร้ายซ้ำซาก คืนที่ภีมไล่เธอออกจากบ้าน โซอี้หลบใต้โต๊ะ ร้องไห้ไม่หยุด ภีมเงียบ ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาตัวเอง ยอมรับความผิดในอดีต
ค่ำนั้นพวกเขาวางแผนออกตามหาโซอี้ด้วยตนเอง เริ่มจากตรอกซอกซอยที่โซอี้ชอบไปสวนสาธารณะ สองคนเดินต่อกันในความเงียบงัน เสียงไม้กวาดถนนโดดเดี่ยว และแสงวูบวาบของแมลงบิน
ในสวนรกร้าง พวกเขาพบหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ หญิงชราตาจ้องไร้กระพริบ ลมหายใจเบาเหมือนลอยอยู่ มุมปากยิ้มเศร้า
"หาเด็กเหรอ?" เธอถามเบา ๆ "อย่าสบตากับเงา…มันเอาคนไปจากโลกนี้ได้"
เสียงลมแรงวูบผ่าน พุ่มไม้ข้างทางกวัดแกว่งรุนแรงเหมือนโดนอะไรบางอย่างลาก แมวตัวดำโผล่มาอยู่ใกล้เท้า ลูกตามันเรืองแสงในความมืด
หญิงชราชี้ไปยังตรอกลึก "ตามรอยแมวดำ…มันรู้ทางของเงา"
ภีมหันสบตาแก้วโดยไม่พูดอะไร พวกเขาตัดสินใจตามแมวดำไป ตลอดทางรอยเท้าเด็กปรากฏแล้วจางหาย สัญญาณมือถือขาดหาย
"ผมคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดผมเอง" ภีมพูดออกมาเสียงแผ่ว
"ถ้าฉันไม่หนีคืนนั้น…โซอี้ก็คงไม่เจ็บปวด" แก้วสวน หน้านิ่งแต่เสียงสั่นเครือ
ความเงียบระหว่างสองคนดูเหมือนเอื้อมถึงกันไม่ได้ แต่ในวินาทีนั้น พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
แสงไฟท้ายถนนริบหรี่ลงอีก ร้านชำไร้คน ตู้กดน้ำเสียหมด รถรางจอดนิ่ง มวลหมอกสีเทาคลุมทั้งเมือง คนเดินถนนต่างจับกลุ่มหลบในมุมมืด