ท่วงทำนองแห่งคืนฝนโปรย
เม็ดฝนกระทบพื้นถนนคอนกรีตของเมืองริมแม่น้ำ เสียงมันดังก้องสะท้อนโคมไฟเก่า ๆ ที่ระยับไหว เด็กสาววัยสิบเจ็ดผมดำขลับชื่อใบบัว เดินฝ่าสายฝนอย่างไร้จุดหมาย เสื้อแจ็กเก็ตเก่า ๆ เปียกปอน กำมือแน่นราวจะกำหัวใจตนไว้ให้มั่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเป่าขลุ่ยแว่วมาแต่ไกล เป็นท่วงทำนองประหลาด เคลือบความเศร้าปนลึกลับ ใบบัวหยุดนิ่ง มองริมถนนใต้สะพาน เห็นชายไร้บ้านผู้หนึ่ง นั่งพิงกำแพง ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่งในอากาศเปียกฝน
เธอลังเล เดินเข้าไปใกล้ ใบหน้าชายชราเปื้อนรอยยิ้มอ่อนแรง เขาวางขลุ่ยสีซีดข้างตัว สบตาเธอ ไม่มีคำพูดแรกเริ่ม นอกจากเสียงฝนกับลมหายใจดูจะเข้าข้างความเงียบ
“เพลงอะไรคะ” ใบบัวถามเบาๆ จ้องขลุ่ยในมือเขา
“เป็นเพลงของคนที่รอใครสักคนใต้ฝน” เขาตอบเสียงแหบพร่า เหมือนพกความลับอยู่หลังนัยน์ตา
ใบบัวรินน้ำในรองเท้าตน พลางมองดูเขาอย่างครุ่นคิด คำพูดติดขัดในลำคอ “หนู…. เอ่อ หนูแค่อยากฟังเพลงค่ะ ฟังแล้วเหมือนจะร้องไห้โดยที่ไม่เข้าใจ”
ชายชรายิ้มนิด “บางเพลงไม่ได้มีเนื้อร้อง แต่เสียงจะนำพาใจเรา”
แววตาใบบัวฉายรอยป่วนปั่น เธอยืนฟังฝน สองมือซุกกระเป๋า ในใจอัดแน่นด้วยสิ่งที่ไม่พูดออกมา
“อยากนั่งไหม” เขาถามขณะขยับถุงกระดาษเก่าให้เป็นที่ว่างใกล้เขา
เธอชั่งใจ ก่อนย่อตัวลงนั่งข้างๆ แม้เสื้อจะเปรอะน้ำทั้งตัว
“คุณมาอยู่ตรงนี้บ่อยเหรอคะ”
“ทุกครั้งที่ฝนตก” เสียงเขาดูไกล เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน
เธอถามต่อ เบาเสียจนกลืนลงในเสียงหยาดฝน “แล้วเคยมีคนที่คุณรอไหม”
ชายชราหลบสายตา “มี… แล้วเขาก็หายกับฝนเมื่อนานมา”
ความเงียบแทรกตัวเป็นเส้นแบ่ง ใบบัวโอบกอดตัวเองแน่นขึ้น นึกถึงบ้านช่อง ห้องนอนแคบ กับเสียงพ่อแม่ทะเลาะกันทุกคืน เธอต้องออกมาจากบ้านโดยไม่มีเหตุผลนอกจากหนีความล้มเหลวในครอบครัว
“ถ้าเพลงพอจะเยียวยาได้… คืนนี้ขอฟังอีกทีได้ไหมคะ” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย ชายชราพยักหน้า แล้วเริ่มเป่าขลุ่ยช้า ๆ
ท่วงทำนองกระเพื่อมไหวราวแม่น้ำในคืนฝนหนัก ใบบัวหลับตาฟัง เสียงดนตรีดึงอดีตอันโหดร้ายของแต่ละคนให้ผุดขึ้นกลางความเงียบ
เม็ดฝนยังโปรยปราย ถนนยังว่างเปล่า นาฬิกาบนหอสูงบอกเวลาห้าทุ่มครึ่ง ชายชราหยุดเป่าขลุ่ย มองเธออย่างอ่อนโยน
“อยู่คนเดียวมันเจ็บไหม” เขาถามเสียงเบาราวจะถามตัวเอง
ใบบัวนิ่งนาน ก่อนส่ายหน้า “บางครั้งมันก็เงียบเกินไป… แต่บางทีมันวุ่นวายจนอยากหนี หนูเลยเลือกมาอยู่ตรงนี้ในคืนนี้”
สายลมแรงพัดผ่าน สองคนต่างไม่พูดอะไรต่อ อยู่ในความนิ่งสงบของเม็ดฝนและเสียงขลุ่ยที่ค้างคาในอากาศ
เวลาผ่านไป เธอสูดลมหายใจลึก “หนูชื่อใบบัวค่ะ”
“ลุงชื่อเสือ” เขาตอบ “เราสองคนคงมีอดีตที่คล้ายกันเกินไป”
เสียงหัวเราะจาง ๆ ผสมกับเสียงฟ้าร้องราวจะเห็นใจ ใบบัวยิ้มมุมปากทั้งที่น้ำตาคลอ เธอไม่พูดถึงบ้าน ไม่พูดถึงปัญหากับแม่ ไม่ถามถึงอดีตของลุงเสือ
ขณะที่รถยนต์คันหนึ่งแล่นผ่าน สาดน้ำฝนเข้ามา เสือหยิบผ้าเช็ดหน้าเก่าๆ ส่งให้เธอ “เอาไว้ซับน้ำตาด้วยก็ได้ลูก”
ใบบัวรับอย่างเก้อเขิน “ขอบคุณนะคะ”
ฝนเริ่มซาลง เสือลุกขึ้น เก็บขลุ่ย “คืนนี้มีที่กลับไหม”
ใบบัวลังเล “ถ้ากลับก็กลับไปทะเลาะ… แต่ถ้าไม่กลับแม่จะโทรหาตำรวจ”
เสือพยักหน้า “คนเราหนีอดีตไม่ได้ แต่เลือกทางได้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง”
เด็กสาวนิ่งอึ้ง หัวใจอัดแน่นด้วยคำถาม “ถ้าหนูเลือกผิดล่ะคะ”
เสือหัวเราะในลำคอ “ไม่มีใครถูกเสมอ แต่การกล้ากลับบ้านคือการชนะใจตัวเองครั้งสำคัญ”
ใบบัวก้มหน้า สองมือบีบจับผ้าเช็ดหน้า สัญญาณไฟจราจรสาดแสงสีส้มลงถนน เหงากว่าทุกครั้งที่เธอเคยรู้สึก
เสียงขลุ่ยลอยขึ้นอีกครั้ง แม้เสียงจะเบาแต่แน่นลึกถึงใจ
“ขอบคุณค่ะ” เธอพูดเบาๆ ท่ามกลางเสียงฝนสุดท้ายในค่ำคืนนี้ ก่อนจะลุกเดินฝ่าฝนกลับบ้าน ที่ทุกปัญหาอาจยังมีอยู่ แต่หัวใจของเธอเปลี่ยนไปแล้ว
บนถนนว่างเปล่า เสือตัวคนเดียวกับขลุ่ยเก่า ทอดสายตาดูแผ่นหลังเด็กสาวที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ทั่วใจเขาอบอุ่นด้วยความหวังเล็กๆ ในคืนคำรามแห่งฝนโปรย