เงาบนผนังไม้เก่า
เสียงลมพัดดังลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้จนเกิดเสียงครืดคราด ผนังบ้านไม้เก่ากลางป่าดูเหมือนจะมีชีวิตของตัวเอง ปาน—หญิงสาวผู้มีแผลใจจากการสูญเสียพ่อในวัยเด็ก—มองผ่านม่านฝุ่นที่ลอยอยู่บนแสงแดดเรื่อๆ เพื่อนอีกสามคนของเธอกำลังช่วยกันขนข้าวของขึ้นชั้นสองของบ้านหลังนี้ด้วยความรู้สึกประหลาดใจปนระแวงที่ยังปิดไว้ไม่มิด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะว่าบ้านนี้ไม่มีใครอยู่มาเกือบยี่สิบปี?” เสียงของฟาง เบลอเล็กน้อย สั่นด้วยความสงสัย
“คือ…ข้อมูลเก่าในเอกสารท้องถิ่นก็ว่าอย่างนั้น” กรตอบเสียงแผ่ว เขาคอยหลบสายตาทุกคนตลอดเวลา
ปานเดินช้าๆ ไปแตะรอยขีดข่วนบนข้างประตูที่ดูเหมือนถูกขูดจากข้างใน “ดูสิ ใครทำไว้…” เธอพึมพำกับตัวเอง รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ค่อย ๆ ทะลักเข้ามาในอก
สุชาติ ผู้รักการท้าทายและไม่กลัวผีหัวเราะ “ของมันต้องมีร่องรอยบ้างล่ะ ก็อยู่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลโน้น”
เมื่อยามค่ำมาเยือน เงาบนผนังไม้เริ่มยาวขึ้น ปานนั่งอยู่มุมห้องกลางตรงบันได เธอจ้องไปยังเงาดำที่ขยับไหวเบื้องหลังชั้นวางของ ไม่มีใครพูดถึงมัน แต่ทุกคนต่างรับรู้
“ได้ยินไหม?” ฟางกระซิบขณะนั่งซ้อนขากับพื้น “เสียงเหมือนคนเดินบนชั้นล่าง”
กรพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน แต่รอยยิ้มของเขากลับดูขืน ๆ “เสียงบ้านเก่าน่ะ อย่าคิดมาก”
แต่เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นอีกในความเงียบ ทุกคนก็หยุดหายใจไปชั่วขณะ ปานกำมือแน่น รู้สึกถึงแรงบีบในอก ความทรงจำเก่าผ่านวาบมาในใจ—คืนที่พ่อเธอหายไปอย่างไร้ร่องรอยในบ้านไม้คล้าย ๆ แบบนี้
คืนนั้นเอง ฟางฝันว่าถูกใครบางคนยืนนิ่งเงียบอยู่ปลายเตียง แต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา เธอเห็นเงาดำทอดยาวบนผนังโดยไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ฟางรีบปลุกปาน
“ปาน ฉันกลัว มีใคร…ยืนอยู่ตรงหน้าประตู”
ปานเพ่งมอง เงายังคงอยู่ เธอหยิบไฟฉายไปส่อง แต่พบเพียงผนังเปล่า ทว่าความรู้สึกหวาดระแวงไม่จากไปไหน
รุ่งเช้า กรพบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ใต้บันได มีตัวอักษรจาง ๆ เขียนว่า “อย่าไว้ใจเงา” กรซ่อนมันไว้อย่างรวดเร็ว ไม่บอกใคร
ตลอดทั้งวัน ประตูทุกบานเริ่มขยับเปิดปิดเอง เงาบนผนังเคลื่อนไหวสลับไปมาเหมือนมีชีวิต ฟางเริ่มพูดน้อยลง นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย สุชาติเห็นแบบนั้นก็หัวเราะ “ถ้าผีมีจริง ขอให้มาเจอฉันสักทีสิ”
คืนนั้น สุชาติได้ยินเสียงกระซิบใกล้หู ท่ามกลางความมืดในห้องนอน เขาหันไปแต่ไม่เห็นใคร ภายในความเงียบ รอยนิ้วมือปรากฏเป็นคราบฝุ่นที่หัวเตียง
กรเริ่มกลัวแต่ยังเก็บซ่อนความวิตกไว้ เขาแอบอ่านโน้ตที่เก็บได้ซ้ำ ๆ จนเริ่มระแวงเงาของตัวเอง มีบางสิ่งบางอย่างในบ้านนี้ที่ไม่ยอมให้พวกเขาออกไปง่าย ๆ
ในเวลาบ่าย ปานลงไปในห้องใต้ดินหลังได้ยินเสียงเหมือนมีคนขูดผนังอยู่ข้างใน เธอใช้ไฟฉายส่องไป ทุกอย่างเงียบงันจนใจเต้นแรง แต่ทันใดนั้น เธอเห็นรอยขีดข่วนใหม่บนผนัง ราวกับมีใครเพิ่งทำมันก่อนเธอจะลงมา
ฟางนั่งอยู่บนบันไดมองดูพื้นบ้านที่มีหยาดน้ำหยดลงมาจากข้างบน เธอเดินขึ้นไปชั้นสอง พบเพียงความว่างเปล่ากับหน้าต่างที่เปิดออกรับลมเย็น
ปานและกรยืนคุยกันอย่างเคร่งเครียดในห้องครัว
“แกเก็บอะไรไว้ ฉันเห็นนะ กร” ปานกดเสียงต่ำ
“ไม่มีอะไร อย่ามายุ่งได้ไหม” กรตอบพลางหลบสายตา สีหน้าเหนื่อยล้าแต่ปกปิดความกลัวไว้ไม่มิด
เสียงฝีเท้าย่ำอยู่บนชั้นล่าง ทุกคนวิ่งมารวมกัน เงาดำปรากฏบนผนังข้างบันได มันเริ่มขยับไหวเหมือนกำลังจะหลุดออกมา
สุชาติหยิบไฟฉายส่องไปยังเงานั้น ทว่ากลับไม่มีอะไรที่ควรทำให้เกิดเงา ทุกคนจ้องค้าง ใจเต้นแรง
คืนที่สาม มาถึงกลางดึก ฟางหายตัวไป ปานตื่นขึ้นมาเห็นแต่เพียงหน้าต่างเปิดอ้า เงาบาง ๆ บนผนังเคลื่อนผ่านรวดเร็ว เธอรีบปลุกสองหนุ่ม
“ฟางหายไป! เราต้องหากันเดี๋ยวนี้”
ทั้งสามคนวิ่งไปทั่วบ้าน เรียกชื่อฟางในความเงียบ เสียงกึกกักดังจากใต้บันได สุชาติเปิดประตูอย่างแรง พบแต่ความมืดสนิท กรยืนแข็งทื่อ มือสั่น
ปานพบผ้าพันคอของฟางตกอยู่หน้าประตูห้องใต้ดิน เธอตัดสินใจลงไป กรลังเลแต่สุดท้ายก็เดินตาม สุชาติยืนรอหน้าประตู
ในห้องใต้ดิน เงาดำก่อตัวอยู่ตรงมุมห้อง ปานรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่าน เธอเอื้อมมือไปแตะรอยขีดข่วน—จู่ ๆ เงานั้นก็ขยับเข้าใกล้ เธอถอยหลังชนกำแพง กรจับไหล่เธอไว้
“ออกไปเถอะ ปาน อะไรที่อยู่ที่นี่…มันไม่ให้เราออก”
ขณะนั้น ฟางโผล่เข้ามาจากทางประตู เธอดูตัวสั่น น้ำตาไหล “ฉัน…ฉันจำอะไรไม่ได้เลย อยู่ดี ๆ ฉันก็อยู่ในห้องนี้…”
ปานประคองฟางขึ้นมา แต่ทันใดนั้น สุชาติตะโกนเรียกจากข้างบน “เร็วเข้า! มีบางอย่างข้างนอก!”
ทั้งหมดวิ่งขึ้นบันได เสียงฝีเท้า และเสียงขูดผนังดังตามหลังมา เงาดำเคลื่อนที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ เงาแต่ละเงาผสมกันจนดูเหมือนมีสิ่งที่มองไม่เห็นไล่ตามติด
ประตูหน้าบ้านถูกผลักจนเปิดออก ทุกคนกระโจนออกไปยืนกลางลานหญ้าในความมืด ปานหันกลับไปมอง ม่านหน้าต่างไหวไปมา เงายังคงขยับวนเวียนอยู่ในบ้าน
กรหยิบโน้ตขึ้นมาอ่านอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ แทรกในหู “อย่าไว้ใจเงาของตัวเอง…”
ฟางสั่นสะท้าน เธอร้องไห้ “มัน…มันไม่ใช่เงาธรรมดา มันเหมือนความคิดร้าย ๆ ในหัวฉันเอง”
ปานนั่งลงกับพื้น หายใจถี่ เธอระลึกได้ถึงอดีต—คืนที่พ่อเธอหายไป ทุกสิ่งเริ่มชัดขึ้น พ่อของเธอเคยมาอยู่บ้านนี้ในฐานะผู้ดูแลและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกัน เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังใกล้เข้ามา ทั้งสี่หยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง เงาใหม่โผล่ขึ้นตรงลานหญ้า มันไม่ใช่เงาของใครในหมู่พวกเขา
สุชาติใจกล้าเดินเข้าไปใกล้ ๆ เงานั้น มันเคลื่อนไหวช้า ๆ แล้วจู่ ๆ ก็แตกหายไปกับความมืด
คืนนั้น พวกเขาไม่กล้าเข้าไปในบ้านอีก ทุกคนนั่งอิงแผ่นไม้ สนทนากันแบบระแวง
“ถ้าเราจะรอด เราต้องเผชิญกับมันตรง ๆ ไม่ใช่เหรอ?” สุชาติเอ่ยขึ้นอย่างแข็งใจ
“หรือไม่งั้นก็ยอมรับว่าเราทุกคนมีเงาในใจที่ไม่อยากเจอ” กรกล่าวเบา ๆ
รุ่งเช้า ทั้งหมดตัดสินใจกลับเข้าไปสำรวจบ้านอีกครั้ง เสียงขูดผนังกลับเงียบลง ผนังไม้ปรากฏรอยขีดข่วนใหม่เป็นประโยคว่า “ใครสักคนต้องอยู่ที่นี่…”
ปานยืนพิงผนัง เธอร้องไห้และตัดสินใจอยู่ต่อคนเดียว “ฉันต้องหาคำตอบให้พ่อ ถ้าไม่ใช่ฉัน…ก็ไม่มีใคร”
กร ฟาง และสุชาติพยายามห้ามแต่ไม่สำเร็จ พวกเขาจึงเดินจากไปอย่างทุกข์ใจ ปานกลับเข้าไปในบ้าน เงาบนผนังค่อย ๆ ล้อมเธอไว้
เมื่อความมืดปกคลุมบ้านทั้งหลัง เสียงกระซิบแว่วมา “ขอบใจที่อยู่เป็นเพื่อน…”
กร ฟาง และสุชาติเดินออกจากป่า ไม่กล้าหันหลังกลับไปมอง แต่ในใจของแต่ละคน—เงาที่ได้พบในบ้านหลังนั้นจะไม่มีวันจากไป
ในบ้านไม้เก่า เงาบนผนังค่อย ๆ ขยับไหว ไม่เคยปล่อยให้ใครเป็นอิสระอย่างแท้จริง