รอยเงาบนฝาผนัง
เสียงล้อรถกระแทกกับกรวดที่ปูเป็นทางยาวเข้าไปสู่บ้านไม้หลังเก่า ฝุ่นแดงลอยพริ้วตามลมเย็นปลายฤดูฝน ซัน หญิงสาวผู้มีแววตาสับสน ยืนลังเลข้างประตูรถ เธอสูดหายใจลึกสองสามครั้งก่อนจะเปิดประตู รอยยิ้มที่ฝืนของเธอสะท้อนชัดในกระจกมองหลัง ข้าง ๆ คือเป้ และมิว สองเพื่อนสนิทกับสัมภาระเต็มท้ายรถ ผู้ชายผิวเข้มนั่งเงียบในที่นั่งคนขับชื่อเอิร์น เขาถอนใจโล่งอกเบา ๆ ขณะรถเคลื่อนจอดสนิท
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ที่นี่ไม่มีใครมาเหรอ…” มิวกระซิบกับซัน ขณะที่แต่ละคนเสยผม มองรอบบ้านไม้ใต้ถุนสูงรูปทรงประหลาด กระจกหน้าต่างเก่า ๆ เป็นคราบฝุ่น ด้านในมืดสนิทแม้บ่ายจะยังไม่ลับฟ้า เอิร์นดูพยายามเปิดประตูบ้าน ทว่าข้างในกลับเย็นเฉียบผิดปกติแม้จะยังไม่ได้เสียบปลั๊กแอร์
ซันเดินตามเอิร์นเข้าไปในห้องโถงที่ปูพื้นไม้ ฝ้าเพดานสูง รอยคราบน้ำบนผนังดูเหมือนจะไหลลงมาจากชั้นบน มิวจ้องไปที่รอยดังกล่าวแล้วพูดเบา ๆ “เหมือนอะไรซักอย่างหยดจากข้างบนลงมา…” เพื่อนอีกคน เป้ เก็บสายตาละลาบละล้วงไว้ในกระเป๋าเสื้อ เหมือนกลัวจะมองเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น
ทั้งสี่คนผลัดกันแบกกระเป๋าเข้าบ้าน มิวหันไปถามเสียงแผ่ว ๆ “แน่ใจเหรอว่าจะอยู่ที่นี่กันได้” ซันพยายามฝืนยิ้ม “บ้านยายฉันเคยมาที่นี่ตอนเด็ก ๆ สมัยก่อนร่าเริงกว่านี้เยอะ…” เสียงเงียบของทุ่งนาคืนกลับมาอีกครั้ง ทุกคนแยกย้ายกันสำรวจห้อง ส่งเสียงเรียกหากันเป็นระยะ ๆ การเตรียมที่นอนดูวุ่นวายนิดหน่อย ตามด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ เชิงบังคับ
เป้เปิดวิทยุเก่าเสียงแตก ๆ ในห้องโถง พยายามกลบร่องรอยแห่งความกดดัน “เอาหน่า ไม่มีอะไรมึง คิดมากไปเอง” แต่จังหวะที่ซันเหลือบมองฝาผนัง เธอกลืนน้ำลาย ฝุ่นหนา ๆ เคลื่อนไหวได้ช้า ๆ เป็นแถบเงาดำประหลาด รูปทรงเลือนรางเหมือนใครบางคนที่ยืนซ้อนตัวกับเงาของเธอ ไม่พูด เพียงแต่เพ่งมองตนเองในกระจกแตก ๆ ข้างผนัง
มิวเดินกลับขึ้นไปชั้นบน เสียงเหมือนฝีเท้าเดินตามหลัง เบากว่าปกติ แม้จะไม่มีใครเดินตาม ซันตะโกนเรียก “อย่าลืมหยิบไฟฉายลงมาด้วยนะ!” ไม่มีคำตอบนอกจากเสียงลมหายใจของตัวเอง พอขึ้นไปถึงห้องนอน มิวรู้สึกราวกับว่ามีอีกคนในห้องนี้กับเธอ เธอถอยหลัง ไม่กล้าเปิดตู้เสื้อผ้า ทิ้งไฟฉายไว้ข้างเตียงอย่างหวาดหวั่น
ค่ำแล้ว รอยเงาบนฝาผนังชั้นล่างค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่าง คล้ายรูปคนยืนจับมือกันในท่าที่ปวดร้าว เอิร์นมองเห็นแวบเดียวขณะเดินหาเบียร์ในครัว รีบส่ายหัวไล่ความคิด “ไม่มีอะไรเว้ย แค่ไฟจากข้างนอก” แต่ลึก ๆ เขาเริ่มปิดกั้นความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกาะกินใจ
เสียงจิ้งหรีดร้องแผ่วเบาเข้ามาแทนที่เสียงหัวเราะ เพียงซันกับเป้ยังนั่งตักบะหมี่ด้วยกันท่ามกลางไฟหัวเตียงสลัว ๆ เป้ถามซันด้วยเสียงอ้อมแอ้ม “แล้ว…ที่นี่มันเคยเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ มั้ย” ซันนิ่งไปนานจนเสียงเงียบคั่นกลาง เป้มองหน้า “ถามจริง…แกโอเคมั้ยเนี่ย กล้ามาอยู่ที่นี่เองอ่ะ”
ซันหลบสายตา “ยายฉัน…เขาไม่ชอบให้มาพักที่นี่ เรื่องหลายอย่างมันยัง… มันมีนานแล้ว” เป้จับไหล่เบา ๆ ความหวาดกลัวในใจทั้งคู่กดทับมากขึ้น หลังจากนั้นทั้งกลุ่มก็แยกย้ายกันนอนด้วยความไม่สบายใจ
รุ่งสาง เป้ตื่นขึ้นมาก่อนใคร เขาได้ยินเสียงกุกกักข้างผนัง กลิ่นเก่า ๆ ของฝุ่นสุมจมูก เขาเดินช้า ๆ ไปตามเพดาน เสียงฝีเท้าบางอย่างดังกระทบกับฝ้า ไม่ใช่หนู ไม่ใช่แมว ไม่มีอะไรเห็นด้วยตา มีเพียงความว่างเปล่าและรูปลายคราบน้ำที่ชัดขึ้นบนผนัง เป้เอื้อมมือไปสัมผัส รู้สึกได้ถึงความเหนียวเย็นเฉียบบนผิวมือ
เอิร์นตื่นมากลางดึกเพราะคิดว่าได้ยินเสียงคนกอดคอร้องไห้ เขาลุกออกไปสำรวจ เดินลัดเลาะผ่านเงาจากแสงไฟหน้าต่างที่สะท้อนผนัง รูปร่างเงาดำกำลังหันกลับมามองหน้าเขาในระยะหวาดระแวง มิวโผล่หน้าออกจากห้องน้ำ เธอพูดเสียงสั่น “เมื่อกี้แกก็ได้ยินใช่มั้ย” เอิร์นไม่ตอบ เขาเดินหนีเข้าไปในครัว เพื่อเลี่ยงความรู้สึกอึดอัดนั้น
บ่ายวันต่อมา เป้ดูเครียดหลังจากพบว่าประตูหลังบ้านถูกล็อกจากด้านนอกทั้งที่ไม่ได้แตะ ใครสักคนแกล้งหรือ… เป้ไปถามมิว “มึงไปแตะประตูหลังบ้านรึเปล่า” มิวสบตาเป้ ไม่ตอบทันที “เปล่า เราไม่ได้ออกไปเลย…” หลอดไฟในห้องโถงกระพริบวาบ มิวหันมามองหน้าเป้ “อย่าอำดิ ฉันกลัวจริง ๆ นะ”
เอิร์นกับซันกลับออกมาตรวจที่ใต้ถุน กลิ่นเปรี้ยวชื้นลอยล้อม ซันหยุดยืนข่มความกลัวหน้าโครงสร้างไม้ ซันเอ่ยเสียงอ่อน “ยายฉันบอกว่าของบางอย่างไม่ควรไปแตะ ต้องเคารพที่นี่…” เอิร์นถอนใจ “เคารพอะไรวะ ของเก่า ๆ ในบ้านกับรอยอะไรไม่รู้บนฝารึไง นี่มันแค่บ้านเก่า ไม่ใช่บ้านผีสิง”
เสียงฝีเท้า ใครบางคนเดินผ่านบนบ้าน ทั้งคู่หยุดพูดทันที มองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง เอิร์นรีบวิ่งขึ้นไปดู กลับไม่มีเงาของใครอีกเลยในบ้าน เป้กับมิวต่างก้มหน้าก้มตาอยู่ที่ห้องโถง มิวชี้ไปที่รอยเงาตรงผนัง “แก…เมื่อกี้มันขยับ จริง ๆ นะ” เป้หายใจถี่ขึ้น
คืนที่สอง ท้องฟ้าไร้จันทร์ ซันฝันว่าเธอดิ้นพล่านอยู่ในห้องมืด พอตื่นมากลางดึกก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินลากเท้าไปทั่วบ้าน เธอหลบไฟฉายใต้ผ้าห่ม รอจนเสียงเงียบลง ถึงจะค่อย ๆ ออกมาดู ทุกคนถูกปลุกมาอยู่พร้อมหน้าที่ห้องโถงโดยเสียงผิดปกติ
“ใครก็ได้บอกทีว่าเมื่อคืนไม่มีใครเดินวนไปมาใช่มั้ย…” เป้ถามอย่างจริงจัง เอิร์นปฏิเสธทันที “กูหลับสนิท ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” มิวพยายามยิ้มให้กำลังใจ แต่เสียงหัวเราะนั้นเบาหวิว น่าสงสาร
ซันเดินไปดูผนังบ้านอีกครั้ง รอยเงาที่เคยเหมือนเด็กน้อยเริ่มเปลี่ยนเป็นรูปหญิงสูงวัย สายตาเศร้าหมองเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง ซันเอามือจับแขนตัวเองแน่น ใต้รอยคราบน้ำ มีจดหมายเก่าซ่อนอยู่ เธอแอบอ่านลายมือ“อย่ากลับมา อย่าให้อภัย” ใช้เวลานานกว่าจะหยุดสั่นได้
กลางดึกเป้ประสาทเสีย เริ่มพูดจาประหลาด “กูอยากกลับ ใครก็ได้ช่วยที ที่นี่ไม่ใช่บ้านแก มันไม่ต้อนรับพวกเรา” เสียงเปล่งออกจากปากเขาราวกับไม่ใช่ของเขา เพื่อนทั้งสามตกใจ ซันตะโกน “เป้ หยุดพูดแบบนั้น!”
ไม่นานหลังจากนั้นไฟดับ บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความมืดสนิท เพียงเสียงลมหายใจกับฝีเท้าดำมืดที่เดินล้อมรอบผนังบ้าน ขณะที่ทุกคนซ่อนกันอยู่ในมุมมืดเงียบ ๆ เงาดำที่ควรจะนิ่งกลับเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง
ซันตัดสินใจออกจากห้อง ไปที่ห้องเก็บของ เธอพบสมุดปกดำเก่าของยายตัวเอง ภาพวาดเงาคนซ้อนทับกันนับสิบ มีหนึ่งที่วาดวงกลมทับซ้ำลงหัว ซันสั่นกลัว นั่งอ่านบันทึกหน้าสุดท้าย “เงานั้นจะไม่จางถ้ายังมีคนกลับมา แกต้องออกไปจากบ้าน” ข้อความสะท้อนเสียงเตือนเดิมในหัว
มิวเริ่มหวาดกลัวจนเสียขวัญ สารภาพกลางคืนในห้องโถง “ตอนเด็ก ๆ ฉันหลุดมือเงาของตัวเองลงในแสงเทียน แล้วยายของซันตะโกนใส่ฉันว่าห้ามทำเด็ดขาด ฉันไม่เคยลืมเลย มันเป็นกฎของบ้านนี้” เอิร์นยิ้มเหยียด “ใครจะไปกลัวเงาโง่ ๆ” ทันใดนั้นเสียงรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ กลิ้งตกลงมาจากโถงบันไดโดยไม่มีใครแตะต้อง
สถานการณ์เริ่มตึงเครียด เมื่อทุกคนต่างพรั่งพรูความลับและความกลัว มิวขอร้องซัน “ถ้าออกไปได้ ต้องออกไปเลยนะ อย่าหันหลังกลับ” เป้เริ่มร้องไห้ เงาดำบนผนังขยายใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว คล้ายแขนขาหักบิดอยู่ ซันรวบรวมความกล้า “มันคือคำสาป ถ้าเราไม่ออกไป เงาจะกลืนกินเรา”
กลางดึก คืนสุดท้าย ทุกคนพยายามเปิดประตูใหญ่ แต่ประตูถูกหน่วงหนักราวกับรากไม้พันธนาการ เสียงหญิงชราแผ่วเบาดังก้องในบ้าน “อภัยให้เงา” เสียงสะท้อนวนเวียน มิวตัดสินใจขอโทษเงาบนผนังทั้งน้ำตา “ขอโทษ ขอโทษ…ที่ทำผิดกฎ” เงาดำเข้ามาโอบล้อมกลุ่มเพื่อนช้า ๆ อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นผนังบ้านเกิดรอยร้าว เงาแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ร่างเงาหญิงชราและเด็กน้อยก้าวออกจากผนัง มองมาทางซันด้วยแววตาเศร้า ก่อนสลายกลายเป็นหมอกจางหายไป ซันทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลในความรู้สึกผิดและโศกเศร้า ประตูกลับมาเปิดได้ ทว่าไม่มีใครเหลียวกลับไปมองบ้านหลังนั้นอีก
รุ่งเช้า หมอกยังคงคลุมอยู่รอบ ๆ บ้าน เงาบนผนังถูกลบออกจนหมดเหลือเพียงคราบน้ำจาง ๆ ทุกคนต่างกลับออกไปเงียบ ๆ ไม่มีคำพูดใด ไม่มีใครเหลียวกลับมาอีกเลย ซันหยุดยืนมองบ้านที่เคยอบอุ่น เธอสัมผัสได้ว่าความทรงจำกับความผิดในอดีต แม้จะถูกให้อภัย แต่จะคงเฝ้ารอในเงาและความเงียบของบ้านหลังนี้ตลอดไป