เสียงเงียบหลังหอพักเก่า
เสียงลมหอบดังตัดกับความเงียบของป่าด้านหลังหอพักหญิงเก่าที่ตั้งตระหง่านรกร้าง อาทิตยาเดินลากกระเป๋าเดินทางขึ้นบันไดไม้เก่า ๆ ที่ยวบยาบไปตามแรงกด เสียงฝีเท้าของเธอดังสะท้อนในโถงโล่ง เสียงนกกลางคืนแว่วมาไกล ๆ คล้ายเตือนให้นึกถึงอดีตที่นี่—อดีตที่เธอเคยตั้งใจจะลืม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กลับมาอีกแล้วเหรอ?” เสียงแมวเพื่อนบ้านร้องอยู่ไกล ๆ แต่ในหูของอาทิตยากลับมีแต่เสียงหัวใจตัวเอง
เธอเดินไปเปิดไฟทางเดินแคบ ๆ แต่หลอดไฟกระพริบวูบวาบเหมือนกำลังจะขาด แสงสลัว ๆ ทำให้เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกปลายโถง เงานั้นดูยืดยาวผิดปกติ เธอขยับตัว เงากลับไม่ขยับตาม
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นจากห้องที่สองฝั่งตรงข้าม เธอหยุดนิ่ง คิดว่าอาจจะเป็นหนู เงาดำในกระจกยังคงอยู่ที่เดิม อาทิตยารีบเดินผ่านไป เปิดประตูห้องเก่าของเธอเข้าไป กลิ่นฝุ่นและเชื้อราแตะจมูกทันที
ข้างในห้อง มะลิ—น้องสาวของเธอ นอนหลับอยู่บนเตียงแคบ ๆ มะลิหายใจหอบ ๆ เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก อาทิตยาเดินเข้าไปจับมือ มะลิตื่นขึ้นมาช้า ๆ ดวงตายังง่วงแต่เต็มไปด้วยความกลัว
“พี่อาทิตย์… ทำไมต้องกลับมาที่นี่” มะลิพูดเสียงสั่น
“พี่ต้องดูแลเราไง โรงพยาบาลเมืองเต็มหมด ไม่มีเตียง พี่ไม่มีที่ไป…” เธอพูดไม่จบ เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูใกล้ หัวใจอาทิตยาเต้นแรงขึ้น เธอมองไปที่ประตูห้อง มันขยับเบา ๆ เหมือนมีใครอยู่ข้างนอก
“พี่… เมื่อคืนหนูฝันแปลก ๆ มีคนยืนอยู่ปลายเตียง เงาดำ ๆ …” มะลิกระซิบ
อาทิตยาฝืนยิ้ม “ไม่เป็นไรนะ มันแค่ฝัน” เธอพูดพลางเดินไปล็อกประตู เสียงลมหวนผ่านช่องหน้าต่าง เธอเหลือบมองกระจกบานเล็กที่หัวเตียง เห็นเงานิ่ง ๆ ของตัวเอง แต่ราวกับว่าดวงตาในเงานั้นจ้องเธอกลับมาอย่างไม่กระพริบ
เช้าวันถัดมา อาทิตยาตื่นเพราะเสียงกุกกัก ๆ ที่ทางเดินหน้าห้อง เธอสวมเสื้อคลุมเดินออกไป เจอป้าศรี—ภารโรงคนเก่าของหอพัก กำลังยืนจัดของอยู่ที่บันได
“หนูอาทิตยา มาดูแลน้องเหรอจ๊ะ? หอเก่านี่น่ากลัวนะ กลางคืนอย่าออกมาเดินเล่น” ป้าศรีพูดพลางถอนหายใจ
“ทำไมล่ะคะป้า?”
“มัน… เอ่อ… เคยมีเด็กหายตัวไปที่นี่เมื่อสิบปีก่อน คนก็เลยกลัวกัน” ป้าศรีเหลือบตามองประตูห้องของอาทิตยาแปลก ๆ “ระวังไว้ก็ดีนะลูก”
อาทิตยาใจเต้นรัวขึ้นมา เธอพยักหน้าเบา ๆ เก็บความสงสัยไว้ในใจ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าห้อง เสียงฝีเท้าของป้าศรีเบาลงเรื่อย ๆ จนหายไปในความเงียบ
มะลิยังนอนซุกตัวอยู่ มองอาทิตยาด้วยแววตาอ่อนแรง “พี่… หนูจำอะไรไม่ได้เลย ทำไมเราต้องกลับมาอยู่ที่นี่ พี่ก็ไม่ชอบที่นี่ไม่ใช่เหรอ?”
อาทิตยานิ่งไปนาน “มันเป็นทางเดียวที่เหลือแล้วมะลิ… พี่ไม่มีทางเลือก” เธอกุมมือน้องแน่น
ค่ำวันนั้น ขณะที่อาทิตยาเดินสำรวจห้องเก่า ๆ เธอสังเกตว่ามีห้องหนึ่งที่ประตูถูกล่ามโซ่ไว้ มันคือห้องที่สามในทางเดินฝั่งเหนือ ประตูมีรอยขีดข่วนและรอยสนิมเหมือนไม่ได้เปิดใช้งานมานาน
อาทิตยาลังเลอยู่หน้าประตู เธอแนบหูฟัง เสียงเหมือนคนกระซิบแผ่วเบาเล็ดลอดออกมา “ช่วย… ด้วย…”
เธอยืนตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเลี่ยงกลับไปที่ห้อง เสียงกระซิบตามเข้ามาในหู ราวกับลอยตามเธอเข้ามาทุกฝีก้าว
คืนนั้น ขณะเธอปิดไฟและนอนข้างน้องสาว เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังจากทางเดินเหมือนมีใครเดินวนอยู่หน้าห้อง เสียงหยุดลงหน้าประตู เสียงหายใจหนัก ๆ แว่วเข้ามา เธอคว้าผ้าห่มนอนขดตัวแน่น ดวงตาเบิกโพลงมองเพดานค้างคืน
รุ่งเช้า อาทิตยาเดินไปถามป้าศรีถึงเรื่องเด็กที่หายตัวไป ป้าศรีลังเลไม่ยอมพูดอะไร ได้แต่ถอนหายใจแล้วรีบเดินจากไป ทิ้งอาทิตยาไว้กับความสงสัยและเงียบงันรอบตัว
เธอเริ่มค้นหาข้อมูลในตู้เอกสารเก่า พบสมุดบันทึกของใครบางคน หน้าแรกเขียนว่า “ถ้าเธออ่านจบ เธอจะเห็นมัน” ตัวอักษรสั่น ๆ เหมือนคนเขียนมือสั่นด้วยความกลัว
อาทิตยาอ่านหน้าต่อ ๆ ไป พบแต่ข้อความกระจัดกระจาย เรื่องราวเด็กสาวคนหนึ่งที่ถูกขังอยู่ในห้องปิดตาย ทุกคืนจะมีเสียงเคาะประตู และเงาดำจะผ่านหน้าต่างไปมา
“เธออยู่ที่นี่… ไม่ไปไหน…” สมุดบันทึกจบลงด้วยประโยคนี้
คืนนั้นอาทิตยาฝันว่าเธอยืนอยู่หน้าห้องปิดตาย ประตูค่อย ๆ เปิดออกเอง เงาดำปรากฏตรงหน้า ไม่มีใบหน้า ไม่มีเสียง มีเพียงความรู้สึกว่ามันจ้องเธออยู่ตลอดเวลา
เธอตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อท่วมตัว เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง เธอกลั้นหายใจ ไม่กล้าลุกไปเปิด
วันต่อมา มะลิเริ่มพูดแปลก ๆ “เมื่อคืน… มีคนพยายามดึงหนูไป หนูรู้สึกเหมือนรู้จักเขา”
อาทิตยารู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา เธอเริ่มนึกย้อนอดีต—เมื่อสิบปีก่อน เธอเองก็เคยได้ยินเสียงเคาะประตูในห้องนี้ เคยเห็นเงาดำ ๆ เดินผ่านห้องในคืนฝนตก
คืนนั้น เสียงเคาะประตูดังแรงขึ้นเรื่อย ๆ เงาดำที่ปลายเตียงของมะลิแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น “พี่… มันอยู่ตรงนั้น” มะลิสะอื้น
อาทิตยาลุกขึ้นไปคว้าผ้าห่มปิดตาน้อง แต่เงานั้นขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เสียงกระซิบดังขึ้นซ้อนทับ “ช่วยฉัน… ช่วยฉัน…”
อาทิตยาตัดสินใจเดินออกไปที่ห้องปิดตาย เธอใช้กุญแจดอกเล็กที่เพิ่งพบในลิ้นชักไขประตู เสียงโซ่คลายตัวช้า ๆ ขณะที่ประตูค่อย ๆ เปิด
ภายในห้องเย็นยะเยือก มืดสนิท มีเพียงแสงจากโถงลอดเข้ามา เงาดำปรากฏอยู่กลางห้อง อาทิตยาเดินเข้าไปใกล้ เสียงร้องไห้ดังแผ่วเบา
“เธอเป็นใคร…” อาทิตยากระซิบ
เงานั้นขยับมองเธอ ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงความรู้สึกโหยหาและเศร้าสร้อยอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น เงาดำนั้นแหวกตัวเข้ามาใกล้ อาทิตยาถอยหลัง ชนกับผนังห้อง เธอรู้สึกเหมือนบางอย่างกำลังดึงความทรงจำจากจิตใจของเธอไปทีละน้อย
เสียงกระซิบดังขึ้น “ช่วยฉัน…” ซ้ำ ๆ จนแน่นขนัดในหัว เธอเห็นภาพตัวเองในวัยเด็ก กำลังยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องนี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกขังอยู่ข้างใน เสียงเคาะประตูดังจากข้างในแต่ไม่มีใครเปิด อาทิตยายืนมอง น้ำตาไหล แต่ไม่กล้าช่วย
“ทำไม… ฉัน… ไม่ช่วยเธอ…” อาทิตยากระซิบ ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา
เสียงประตูปิดดังปัง เงาดำค่อย ๆ ซึมหายไปในความมืด ทิ้งความเงียบอึดอัดไว้ อาทิตยายืนนิ่งด้วยความรู้สึกผิดและเศร้าในใจ
เมื่อเธอกลับมาที่ห้อง มะลินอนนิ่ง ดวงตาเบิกโพลงดูตกใจ “พี่… หนูเห็นผู้หญิงคนนั้นเดินออกมาจากห้องปิดตาย เธอหายไปในเงามืด…”
อาทิตยากอดน้องแน่น นั่งเงียบอยู่ท่ามกลางความมืด “เรา… เราปล่อยเขาไว้นานเกินไปแล้ว…”
รุ่งเช้า หอพักนั้นเงียบสงัด อาทิตยานั่งข้างหน้าต่าง จ้องมองป่าเบื้องหลัง เธอรู้ว่าความทรงจำที่ลืมเลือนไปนั้นคือกุญแจดอกสำคัญ ทุกเสียงเคาะ ทุกเงาดำ คือความผิดที่เธอเคยเดินหนี
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ อาทิตยาไม่ลุกไปเปิด เธอเพียงแค่หลับตา ปล่อยให้น้ำตารินไหล ดวงตาของเงาดำในกระจกยังจ้องเธออยู่เงียบ ๆ ตลอดไป