เสียงเงียบในหอพักเก่า
สายฝนโปรยปรายลงบนหลังคาเหล็กเก่า ๆ ของหอพักพิรุณวิลล์ เสียงน้ำหยดลงรางน้ำสังกะสีดังเปาะแปะผสมเสียงลมเหน็บหนาว ลานหญ้าหน้าตึกมีต้นจามจุรีใหญ่โอบกิ่งให้ร่มเงาเหนือกระเบื้องหลังคา หญิงสาวคนหนึ่งยืนถือกระเป๋าเดินทางนิ่งอยู่ตรงบันไดทางขึ้นสายตาเธอมองไปที่ป้ายเก่าซีดจางซึ่งตัวหนังสือ “พิรุณวิลล์” หลุดหล่นไปครึ่งหนึ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะขึ้นมั้ยเนี่ย มายด์?” น้ำเสียงของเพื่อนสาวคนสนิทดังขึ้นข้างหลัง พิมพ์ เดินลากกระเป๋าเข้ามาเทียบข้าง สีหน้าดูไม่ค่อยมั่นใจนัก
มายด์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “หรือจะหาหอใหม่?” เธอถามแผ่ว ๆ แต่จ้องประตูไม้ที่ปิดแน่นตรงหน้า
“หมดแล้ว มีที่นี่แหละว่าง” พิมพ์กลืนน้ำลาย หันไปมองหลัง เห็นเพื่อนอีกสามคนกำลังเดินตามมาพร้อมข้าวของ
“แก กลัวอะไร—มันก็แค่หอเก่า” บีมชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่พูดขึ้น เขาเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ดูเหมือนไม่กลัวอะไร
“ก็ไม่…แต่ที่นี่มันเงียบไป” พิมพ์เสียงเบา สายตาของเธอเหลือบไปเห็นหน้าต่างชั้นบนสุดที่เหมือนมีเงาเคลื่อนไหววูบผ่าน
เสียงฝนซา กลุ่มนิสิตทั้งห้าคน—มายด์ พิมพ์ บีม ตั้ม และเฟิร์น—ตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ทุกย่างก้าวเหมือนสะท้อนความกังวลที่ฝังลึกในใจแต่ละคน
ประตูหอพักถูกเปิดออกโดยป้าแดง แม่บ้านหอวัยกลางคน ใบหน้าเธอมีรอยยิ้มแปลก ๆ “เข้ามาเถอะจ้ะ ห้องของพวกหนูอยู่ชั้นสองนะ”
บรรยากาศในหอพักเก่าแก่ชวนให้รู้สึกอึดอัด ผนังมีรอยแตกร้าว สีกะเทาะ เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า ๆ มีกลิ่นอับและฝุ่น กรอบรูปเก่าแขวนอยู่ตรงโถงทางเดิน รูปเด็กหญิงในชุดนักเรียนยืนหน้าตรงโดยไม่มีคำอธิบาย
“คืนนี้นอนห้องนี้ก่อนนะ ห้อง 214” ป้าแดงยื่นกุญแจให้มายด์ “อีกสองสามวันค่อยย้ายห้องใหม่ได้ ห้องนี้เพิ่งว่าง”
เมื่อประตูห้อง 214 ถูกเปิดออก กลิ่นอับชื้นแผ่ซ่านออกมา เตียงสองชั้นตั้งชิดผนัง หน้าต่างบานใหญ่ปิดสนิท มีม่านสีซีดที่ดูเหมือนไม่ถูกเปิดมานาน
ทุกคนวางของ เงียบกันไปพักใหญ่ เฟิร์นนั่งลงที่เตียงล่าง สายตาเธอสังเกตเห็นรอยขีดข่วนยาว ๆ ตรงขอบหน้าต่าง “ใครขีดไว้วะ” เธอพึมพำ
“อย่าพูดแบบนั้นดิ” พิมพ์กระซิบ แววตาเธอเริ่มมีความหวาดระแวง
คืนนั้น ทุกคนหลับไปท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงตกเบา ๆ มายด์นอนพลิกตัวไปมา ดวงตาเธอจ้องเพดานมืด เธอได้ยินเสียงบางอย่างคล้ายเสียงกระซิบแผ่วเบาแทรกมากับสายลม “กลับไป…กลับไป…” เธอสะดุ้งลุกขึ้นนั่ง มองหาต้นเสียงแต่ไม่พบอะไร
เช้าวันต่อมา บีมลงมาเจอป้าแดงในโถง “คืนแรกเป็นไงบ้าง” ป้าแดงถามพลางปัดฝุ่นจากโต๊ะ
“ก็…ไม่มีอะไรครับ แค่เสียงแปลก ๆ”
ป้าแดงยิ้มจาง ๆ “หอเก่าแบบนี้ก็เงียบดีนะ” เธอตอบแค่นั้นก่อนเดินหายไปที่หลังตึก
บนโต๊ะกลางห้อง มายด์หยิบสมุดปกหนังเก่าขึ้นมา ดูเหมือนเป็นของคนก่อนที่เคยอยู่ห้องนี้ เธอเปิดอ่าน เห็นลายมือสั่น ๆ กับข้อความว่า “อย่าออกจากห้องตอนกลางคืน”
“ของใครเนี่ย” ตั้มถาม มองมาที่สมุดสีหน้าไม่มั่นใจ
“ของคนก่อนรึเปล่า” มายด์นิ่งคิด พลางพลิกดูหน้าถัดไป เห็นแผนผังหอพักวาดด้วยปากกาสีแดง มีเครื่องหมายวงกลมตรงห้อง ๆ หนึ่งที่ไม่ได้ระบุเลข
“แก…เห็นไหม มันมีห้องไม่มีชื่อ” เฟิร์นพูดเสียงเบา สายตาเยือกเย็น
คืนนั้น ทุกคนพยายามไม่คิดถึงข้อความในสมุด แต่เสียงกระซิบปริศนาเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จากทางเดินชั้นสอง ทุกครั้งที่มีใครลุกไปเข้าห้องน้ำตอนดึกจะได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ ตามมาติด ๆ แม้จะไม่มีใครอยู่ตรงนั้นจริง
มายด์เริ่มฝันร้าย เธอนอนไม่หลับนานหลายคืน ความเครียดเริ่มสะสม ทุกคนในกลุ่มเริ่มมีอาการแปลก ๆ พิมพ์กลายเป็นคนหวาดกลัวง่าย เฟิร์นเริ่มเก็บตัวเงียบไม่สุงสิงกับใคร ตั้มเริ่มพูดคนเดียวในเวลากลางคืน บีมกลายเป็นคนอารมณ์ร้ายผิดปกติ ทุกอย่างในหอพักดูเหมือนเปลี่ยนไปทีละน้อย
ในคืนหนึ่ง เสียงฝีเท้ากับเสียงกระซิบปริศนาเริ่มดังขึ้นชัดเจน มายด์พยายามจะเปิดประตูออกจากห้องตอนตีสาม แต่ทันทีที่เธอหมุนลูกบิด มีแรงต้านประหลาดเหมือนมีใครกดประตูไว้จากข้างนอก เธอหันไปมองเพื่อน ทุกคนตื่นขึ้นมาในเวลาเดียวกันโดยไม่มีใครพูดอะไร หัวใจของแต่ละคนเต้นแรงด้วยความกลัวที่ไม่สามารถอธิบายได้
เช้าวันต่อมา กลุ่มนิสิตตัดสินใจเดินสำรวจหอพัก พวกเขาเดินผ่านทางเดินไปยังชั้นสาม ซึ่งเป็นพื้นที่ปิดตาย มีป้าย “ห้ามเข้า” แขวนไว้ พิมพ์ลังเลแต่สุดท้ายบีมเป็นคนดันประตูเข้าไปก่อน ข้างในห้องมืดสนิท พวกเขาใช้แสงแฟลชมือถือส่องไปพบผนังที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนคำว่า “ขอโทษ” ซ้ำ ๆ เต็มผนัง
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ที่นี่” ตั้มถามเสียงสั่น
ไม่มีใครตอบ เสียงฝีเท้าของคนที่มองไม่เห็นเริ่มดังขึ้นที่บันได ทุกคนรีบออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีก
คืนนั้น เฟิร์นหายไปอย่างไร้ร่องรอย เธอไม่ได้อยู่ที่เตียงในตอนเช้า ข้าวของยังอยู่ครบ มายด์กับพิมพ์เริ่มโทษกันเองว่าทำไมไม่สังเกตเห็น เงียบกันไปพักใหญ่ก่อนบีมจะโพล่งขึ้นว่า “เราออกจากที่นี่กันเถอะ!”
แต่ประตูหอพักกลับถูกล็อกจากข้างนอก ป้าแดงไม่อยู่ ไม่มีเสียงคนเดินผ่านแม้แต่คนเดียว
ในห้อง 214 กลุ่มที่เหลือได้ยินเสียงเฟิร์นกระซิบจากทางหลังตู้เสื้อผ้า “ช่วยด้วย…” ทุกคนรีบไปที่ตู้ พบว่าด้านหลังมีรอยแงะไม้เป็นแนวยาว เมื่อดึงออกก็พบช่องทางเดินเล็ก ๆ ที่นำไปยังห้องลับซึ่งไม่มีชื่อในแผนผัง
แสงไฟมือถือส่องให้เห็นบรรยากาศอับชื้น มีกลิ่นเหม็นอับรุนแรง พวกเขาเดินตามเสียงจนไปพบเฟิร์นยืนอยู่กลางห้องเล็ก ๆ เธอเหม่อมองผนังที่มีรูปถ่ายเก่าแขวนเรียงราย เป็นภาพเด็กหญิงคนเดียวกับในโถงทางเดิน
“กลับออกมากันเถอะ!” พิมพ์ร้องไห้ เฟิร์นหันมาสายตาเลื่อนลอย “เรากลับไม่ได้” เธอกระซิบ “เขายังอยู่ที่นี่…”
ประตูห้องลับปิดเองอย่างช้า ๆ เสียงกระซิบดังขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศทาง “ขอโทษ…ขอโทษ…”
มายด์เริ่มนึกถึงเรื่องราวในอดีต เธอจำได้ว่าเคยอยู่ที่นี่เมื่อสิบปีก่อนในฐานะเด็กฝึกงาน เธอคือคนที่เห็นเหตุการณ์เด็กหญิงคนนั้นตกจากระเบียงแต่เธอเลือกไม่พูดความจริงออกมาเพราะกลัวจะเดือดร้อน
ตอนนี้ความจริงกำลังไล่ล่า ทุกคนในกลุ่มมีอดีตเกี่ยวพันกับหอพักแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว บีมเคยแอบมาเล่นพนันในตึก เฟิร์นเคยถูกขังในห้องลับแห่งนี้ตอนเด็ก ตั้มเป็นคนเห็นเหตุการณ์แต่ไม่กล้าแจ้งความ พิมพ์เคยได้ยินเสียงร้องไห้แต่เลือกที่จะไม่สนใจ
คำขอโทษที่ถูกทิ้งไว้มันไม่เคยได้รับการให้อภัย ห้องลับนี้เป็นกับดักของอดีต ทุกคนเริ่มถูกเสียงกระซิบล้อมรอบ จิตใจแต่ละคนแตกสลาย บีมวิ่งไปพยายามงัดประตูแต่ล้มลงร้องไห้ พิมพ์กอดมายด์แน่นสั่นสะท้าน ตั้มพูดคนเดียวกับเงาสะท้อนในกระจก “ขอโทษ…ขอโทษจริง ๆ”
เสียงเงียบแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าหนักอึ้ง ความจริงที่ถูกปกปิดไว้กลับกลายเป็นพันธนาการที่ไม่มีวันหลุดพ้น
ประตูห้องลับเปิดออกอีกครั้ง ทุกคนเดินตัวสั่นกลับมายังห้อง 214 สิ่งที่ต่างออกไปคือความเงียบที่ลึกกว่าเดิม ไม่มีเสียงฝน ไม่มีเสียงสัตว์ ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ ทุกคนต่างนั่งนิ่ง ๆ อยู่กับตัวเอง
เช้าวันใหม่ ป้าแดงกลับมา พบว่าห้อง 214 ว่างเปล่า ข้าวของยังอยู่ครบ เหมือนทุกอย่างไม่เคยมีใครอาศัยอยู่มาก่อน เธอยกยิ้มแปลก ๆ ก่อนจะเดินผ่านห้องนั้นไปโดยไม่พูดอะไร
บนผนังหน้าห้อง 214 มีข้อความเขียนด้วยลายมือสั่น ๆ ว่า “ขอโทษ”