เงามืดใต้ผืนปักษ์ใต้
เปลวแดดยามสายส่องฉายผิวถนนลูกรังที่ทอดยาวไปถึงปลายหมู่บ้าน เอกในชุดนักเรียนมัธยมปลายสีขาวกางเกงน้ำเงินเดินลัดเลาะบนขอบถนน มือขวาถือกระเป๋าหนังสือใบจิ๋ว ใบหน้าเต็มไปด้วยเส้นขีดด่างดำจากการเรียนแสงแดดบ่อยครั้ง เขากวาดตามองรอบ ๆ ด้วยความระแวง อากาศร้อนผ่าว เสียงจิ้งหรีดใต้ท้องหญ้าดังเบาะแว่วอยู่ข้างทาง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขณะเดินผ่านแผงขายปลาฝั่งซ้าย มีเสียงชายหนุ่มจากใต้ร่มสังกะสีเรียกมาหยอกล้อ “เฮ้ เอก มึงจะมุ่งหน้าหาฝันหรือจะหนีอะไรซักอย่างกันแน่วะ” เอกหยุดเดิน มองกลับ ชายคนนั้นคือพี่หลายที่เคยเป็นอดีตนักเรียนดีเด่นแต่กลับออกจากโรงเรียนก่อนจบด้วยเหตุผลที่ใคร ๆ ต่างเดาไม่ถูก
เอกยิ้มแหย ไม่ตอบอะไร เพียงมองสบตาช่วงสั้น ๆ ก่อนหันหลังเดินต่อไป ริมฝีปากสั่นไหวเหมือนไม่กล้าพูดคุย เขาเพียงขยับมือกำสายกระเป๋าแน่นขึ้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบา ๆ ของพี่หลายที่ดังตามหลังมา
เมื่อถึงตรงตรอกแคบข้างบ้านไม้เก่า ๆ เสียงกริ่งจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นแรง เอกหยิบมันขึ้นมาเห็นชื่อ “ต้น” บนหน้าจอ เขากดรับ เสียงอีกฝ่ายกระซิบเบา “คืนนี้ไปหาได้มั้ย…มีเรื่องจะเล่า” คำพูดสั้น ๆ นั้นเต็มไปด้วยแรงสั่นไหว แทบจะฟังไม่ได้ศัพท์
เอกนิ่งงัน หัวใจเต้นกระหน่ำแต่ตอบรับอย่างไม่เต็มเสียง “เออ เจอกัน…”
แสงแดดเริ่มอ่อนลงเมื่อเอกเดินมาถึงหน้าบ้านทรุดโทรมของตนเอง ประตูไม้บานเก่าปิดสนิท เขาบิดลั่นกลอนเข้าไปข้างใน แม่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ริมหน้าต่าง แสงอ่อนส่องกระทบปลายกายทำให้ใบหน้าแม่ดูอิดโรย
แม่เหลือบตามอง “ไปโรงเรียนเป็นไงลูก” เสียงเรียบ อารมณ์แอบแฝง
เอกวางกระเป๋าและพึมพำ “เหมือนเดิม….แต่ว่าตอนเย็นขอออกไปบ้านต้นหน่อยนะ”
แม่ถอนหายใจ นิ่งอยู่อึดใจ “อย่าไปดึกนะ อย่าไปกวนบ้านเขา”
เอกไม่ตอบ เลื่อนสายตามองใบหน้าของแม่ แววตาหนักใจประหลาด ชั่วขณะหนึ่งในห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงจักจั่นแว่วผ่านหน้าต่าง
บ่ายวันนั้นในโรงเรียน ห้องเรียนคณิตศาสตร์เต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้ก เอกนั่งหลังห้องจ้องตามองไปทางโต๊ะว่างด้านข้าง ที่ปกติเป็นที่นั่งของต้น เจ ไม่เคยเห็นต้นขาดเรียนมาก่อน ครูเดินเข้ามาวางหนังสือลงบนโต๊ะหน้าชั้น ทุกคนเงียบลงทันที
ระหว่างสอน เอกหยิบมือถือแอบส่งข้อความในกลุ่มเพื่อน “ใครเห็นต้นบ้าง” ไม่มีใครตอบ ความเงียบก่อตัวขึ้นในหัวใจเขาเหมือนเงามืดบางอย่าง
เย็นวันเดียวกัน เอกขี่จักรยานฝ่าสายลมเย็นริมหาดเข้าไปยังเขตบ้านของต้น เขาเห็นบ้านไม้สองชั้นริมคลองที่หน้าต่างปิดทึบ ยายต้นยืนรดน้ำต้นไม้ตรงหน้าบ้าน พอเห็นเอก เธอก็หยุด เงียบ มองอย่างจับผิด
“ต้นอยู่มั้ยครับ” เอกถามเสียงแผ่ว
ยายลังเลก่อนตอบเบา “แกบอกจะไปเดินเล่น…แต่ยังไม่กลับเลย”
เอกรู้สึกจุกในอก หันหลังกลับ ขณะเดินออกไป เห็นนกกาหลายตัวเกาะอยู่บนสายไฟพร้อมกัน เปลวแดดสีส้มตกกระทบหน้าเขา
ค่ำวันนั้น เอกเดินฝ่าความมืดไปตามตรอกเล็ก ๆ เขาหยุดยืนใต้เสาไฟดวงเดียวที่ยังสว่างอยู่ มองบ้านต้นที่หน้าต่างยังปิด ไม่มีเสียงใด ๆ
จู่ ๆ มีเสียงฝีเท้าดังกุก ๆ จากด้านหลัง เอกสะดุ้งหันไป เจ เพื่อนร่างอวบที่ใจร้อนยืนหน้าขาวจั๊ด หอบหายใจแรง
“มึง…ต้นยังไม่กลับบ้านเลยว่ะ” เจว่าด้วยความกลัวในเสียง
เอกนิ่ง มือเผลอกำโทรศัพท์แน่น “โทรไปก็ไม่รับ…เปิดอ่านแต่ไม่ตอบ”
ทั้งสองยืนนิ่ง มองหน้ากันท่ามกลางแสงไฟสลัว ๆ นกกายังร้องจากชายคลอง เสียงลมหายใจแผ่วเบาของเจค่อย ๆ สงบลง “หรือว่าต้นเจออะไร…เหมือนที่เคยมีกันในหมู่บ้านนี้วะ”
เอกไม่ได้ตอบโดยตรง เพียงสบตาแล้วรีบพูดตัดบท “พรุ่งนี้เช้าเราไปหาต้น…เริ่มจากตามริมคลองก่อน”
รุ่งเช้า ที่ริมคลองใต้สะพานไม้ เอกกับเจเดินค้นหา ระหว่างเดินเจยื่นโทรศัพท์ให้ดู เป็นข้อความแปลกจากเบอร์ไม่รู้จัก “ขอโทษด้วย…อย่าตามหา”
เอกใจสั่น มองข้อความเหมือนต้องมนต์ เขาผงะถอยหลังเบา ๆ แล้วเสยผม “ต้น…เล่นอะไรของเขาวะ หรือว่า…” อยู่ ๆ เสียงน้ำกระซิบกระซาบผ่านเข็มขัดสะพานเหมือนมีคนพูดเบา ๆ “อย่าเข้ามา…”
สายตาเอกจับไปที่รอยรองเท้าบนดินโคลนข้างคลอง รองเท้าหนึ่งคู่จมหายไปในโคลน หมวกของต้นตกอยู่ตรงนั้น เขาหยิบมันขึ้นมาพลิกดู เจหน้าซีดเผือด
“ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ…มึงว่าต้นจะ…” เจพูดไม่จบ เพราะเอกรีบตัดบท
“เราแยกกันไปทางซ้ายขวา มึงดูฝั่งท่าเรือ เราไปสวนของลุงทอม”
เอกเดินเร็วไปทางสวนยาง เส้นทางแคบมีรอยรองเท้าลากยาว ข้างหน้าเสียงสุนัขหอนเจื้อยแจ้ว เส้นสายในหัวเขาตึงเครียด เขาชะงักเมื่อเจอพี่หลายกำลังนั่งสูบบุหรี่บนตอไม้ ริมสายตาราวแอบมอง
“เดินตามหาเพื่อนหรอ” พี่หลายก้มหน้าคุย หยอกเสียงเรียบ ๆ
เอกไม่ตอบ แค่เดินเลยไป จะหลบหน้า พี่หลายหัวเราะเบา ๆ “ระวังโดนหลอกเหมือนหลาย ๆ คนที่เคยหายไปจากหมู่บ้านนี้นะเอก…มึงคิดว่ามันไม่มีอะไรจริง ๆ เหรอ”
เอกหยุด หันไปมองสบตานิ่ง ท่าทางขึงขังจริงจัง “มึงรู้ใช่มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นกับต้น…”
พี่หลายยิ้มเย็น ๆ ควันบุหรี่ลอยวนในอากาศ “บางที…การรู้ความจริงมันไม่ได้ทำให้ใครมีความสุขขึ้นหรอก…ฝากไปคิดดี ๆ เถอะ”
เอกเดินออกจากสวนยางโดยไม่พูดอะไรต่อ ใจเขาเต็มไปด้วยคำถามและความกลัว กลับมายืนรวมกับเจริมสะพานไม้ ทั้งสองคนสบตากัน ต่างคนต่างเงียบ
คืนต่อมา เอกนอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาบนที่นอนไม้ เสียงนาฬิกาจักรกลเดินติ๊ก ๆ ในความมืด เขาลุกขึ้นเดินออกจากบ้าน แรงกระตุ้นบางอย่างทำให้เขาเดินไปยังคลองตามลำพัง
แสงจันทร์พร่า ๆ สะท้อนลงผิวน้ำ เอกนั่งลงริมตลิ่ง มองหมวกของต้นในมือ สัมผัสเย็นเฉียบ
จู่ ๆ มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาแทรกเข้ามา แล้วต้นโผล่ออกมาจากเงาไม้ ใบหน้าซีดขาว ดวงตาแดงก่ำ
เอกหน้าตื่น “ต้น นี่มึงไปไหนมา…ทุกคนตามหามึงกันหมด!”
ต้นเม้มปาก มองไปที่น้ำกระเพื่อมเบา ๆ ก่อนจะพูดเบา ๆ “กูหนีไปเอง กูแค่…อยากให้ทุกคนเลิกตาม…”
เอกอึ้งไป หัวใจเต้นแรง “อะไรเกิดขึ้นวะ บอกกูได้ปะ”
ต้นน้ำตาคลอ “ที่บ้านกู…ยายจะให้กูย้ายไปอยู่กับลุงที่นคร…กูไม่อยากไป กูไม่อยากทิ้งมึง ไม่อยากทิ้งหมู่บ้านนี้ แต่ก็ไม่รู้จะหนียังไง…” เขาสะอื้นเบา ๆ”
เอกวางมือบนไหล่ต้น รู้สึกถึงความอึดอัดของเพื่อน ริมฝีปากสั่นไหว
“ต้น…เราจะหาทางด้วยกัน ไม่ว่ะมึงจะไปไหน กูจะไม่ปล่อยมึงง่าย ๆ” เสียงของเอกนิ่งแต่แอบสั่น
ทันใดนั้น มีเสียงเจวิ่งมาสมทบ สีหน้าตกใจ “มึง เจอต้นแล้วเหรอ!”
ทั้งสามนั่งนิ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์ เสียงคลื่นซัดเบา ๆ เจนั่งกอดเข่า สายตาเต็มไปด้วยคำถาม
ความเงียบเข้ามาครอบงำ
รุ่งเช้า เอกกลับไปบ้าน เจอกับแม่ที่นั่งรออยู่ แม่พยักหน้าให้เขา “ดีใจที่ลูกปลอดภัย…แต่เอก ต่อไป อย่าออกหายไปตอนกลางคืนอีกนะ”
เอกยิ้มบาง ๆ ในสายตามีทั้งความกลัวและความโล่งใจแอบซ่อน เขากอดแม่แน่น รู้ว่าต่อจากนี้ ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีก
ที่โรงเรียน เอกกับต้นและเจนั่งรวมกันใต้ต้นโพธิ์ ต้นยิ้มเศร้า ๆ โอบไหล่เพื่อนเบา ๆ “ขอโทษ…ที่กูทำให้พวกมึงเครียด กูแค่กลัว…กลัวทุกอย่างเปลี่ยน กลัวไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำ”
เจถอนหายใจยาว เอ่ยเบา ๆ “ก็กลัวเหมือนกัน…แต่ถ้าไม่บอกกัน มันก็คงไม่มีทางช่วยอะไรกันได้”
เอกมองสองเพื่อนด้วยสายตาเข้าใจ เจ็บปวดแต่ก็ยอมรับ “พวกเราโตขึ้นแล้วว่ะ…” เสียงเขาแผ่วลง
เสียงกริ่งโรงเรียนดังขึ้น ทั้งสามลุกขึ้นเดินออกจากใต้ต้นโพธิ์ไปสู่แสงอาทิตย์ที่เริ่มร้อนขึ้น ทิ้งภาพแผ่นหลังของเพื่อนสามคนในหมู่บ้านชายฝั่งใต้ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป