สายหมอกแห่งคำสาป
เสียงเครื่องยนต์สองแถวสีแดงครางก้อง การเลี้ยวโค้งแต่ละครั้งเหมือนจะโยนเด็กมหาวิทยาลัยทั้งห้าคนออกจากเบาะอยู่รอมร่อ ด้านข้างมีสายหมอกหนาตามมาตลอดทางบนถนนลาดยางสภาพทรุดโทรม “ถ้าเกิดเมารถตอนนี้ ผมยอมเดินกลับล่างเลย” ไทด์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดตลก แววดวงตาใต้แว่นหนาเป็นประกายขบขันแต่ซ่อนความหวั่นอยู่ข้างใน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แพร หนึ่งในกลุ่ม เพ่งมองออกไปที่ม่านหมอก เอื้อมมือแตะกระจก พลางหลบสายตาเพื่อน ๆ “อย่ากลัวเลยน่า เดี๋ยวก็ตื่นเต้นเอง” ฝนที่นั่งข้าง ๆ กระซิบ “แต่เธอว่าหมอกวันแรกมันหนาแปลก ๆ มั้ย” ฝนหลบตาเงียบไป ขณะจูนที่นั่งหลังสุดยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ รู้สึกถึงบางอย่างในสายตาคนขับรถที่เหลียวหลังมองเป็นระยะ ๆ
สองแถวจอดหน้าศูนย์ชุมชนหมู่บ้านบนเขา อากาศหนาวเย็นแทงผิวทุกคนจนต้องกอดตัวเองแน่น มือไทด์ล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมเฟ้นหาไฟแช็กสูบบุหรี่ แต่ลังเลเมื่อแพรจ้องด้วยสายตาตำหนิ “อย่าเพิ่งเลย มันดูไม่เหมาะที่นี่…” เธอกระซิบเบา ๆ
เสียงผู้ใหญ่บ้านเอื้อนเอ่ยต้อนรับในห้องไม้เก่า คำว่า “คำสาป” โผล่ขึ้นมาในบทสนทนา คุณยายเจ้าของบ้านพักเล่าเรื่องป่าทึบ คนที่หายตัวไปในหมอก ไม่มีใครกล้าขำ ไทด์หัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะกลบความอึดอัดด้วยคำถามจี้ใจ “แล้วถ้าใครเดินเข้าหมอกล่ะครับ จะเกิดอะไรขึ้นจริงรึเปล่า” ทุกสายตาหันไปทางผู้ใหญ่บ้าน เหมือนคำถามนั้นไปปลุกอะไรบางอย่างขึ้นมาในห้องทันที
ค่ำวันแรก ทุกคนแยกย้ายเตรียมที่นอนบนพื้นไม้ ธันวา โฮสต์ของกลุ่ม เดินมาตรวจดูอุปกรณ์ ไทด์ถกเถียงกับฝนว่าใครควรเป็นหัวหน้าทีม แพรเอาแต่เงียบ จูนใจร้อนอยากออกไปถ่ายหมอกกลางคืน ธันวาหรีตา “ถ้าจะออกไปจริง ต้องขอกุญแจฉันก่อน” มีเสียงใครบ่นอุบแผ่ว ๆ ความเงียบตึงเครียดสั่นไปทั้งห้อง
กลางดึก แพรสะดุ้งตื่น ท่ามกลางเสียงลมหายใจของเพื่อน ๆ เพราะเสียงเหมือนใครกำลังเดินอยู่บนระเบียง เสียงไม้กระดานลั่นดังขึ้น จูนพลิกตัวถามเสียงเบา “ได้ยินมั้ย…” ฝนส่ายหน้า ไทด์พยายามทำตัวเป็นผู้นำ แต่เสียงก็หยุดลง ก่อให้เกิดความกังวลไม่หายไปจากใจ
รุ่งเช้า งานฝึกงานวันแรกคือสัมภาษณ์คนในหมู่บ้าน ฝนซักถามเด็กหญิงตาโตที่นั่งตรงบันไดบ้าน “หนูเคยกลัวหมอกมั้ย” เด็กนิด ๆ มองกลับนิ่ง ๆ “แม่บอกว่าถ้าออกไปตอนหมอกลง จะไม่ได้กลับมาอีก” คำพูดนั้นทำให้อากาศเย็นเยียบลง ฝนกับแพรสบสายตากัน ก่อนจูนขัดขึ้น “งั้นคืนนี้เราต้องออกไปดูเอง จะได้พิสูจน์” ไทด์รีบแย้งแต่ถูกจูนหันกลับจ้องเขม็ง
กลางวันแดดลำแสงจางลง ทุกคนเดินสำรวจรอบหมู่บ้าน ถนนดินเล็ก ๆ พาไปถึงศาลเจ้าไม้โทรม ฝุ่นจับกลุ่มก้อน ธันวาสังเกตเห็นสัญลักษณ์แกะสลักที่เสา นัยน์ตาเขาดูเคร่งเครียด ฝนเผลอเอื้อมแตะมือธันวาโดยไม่รู้ตัว เพราะรู้สึกได้ถึงกระแสความไม่สบายใจ แต่เขาชักมือลงช้า ๆ “อย่ามายุ่ง สิ่งนี้มันเกี่ยวกับอดีตที่ฉันไม่อยากกลับไปแตะ” นัยน์ตาธันวาเต็มไปด้วยความหมองเศร้า
บ่ายนั้น กลุ่มเพื่อนทะเลาะกันเรื่องการจัดตาราง ฝนหัวแข็ง insisting ให้ลงพื้นที่ทุกบ้านแต่แพรลังเลกลัวใครบางคนเอาเรื่องลับในใจมาเปิดเผย ไทด์หัวเสียพูดเสียงแข็ง ลอดไรฟัน “ใคร ๆ ก็มีอดีต แต่เราต้องทำงานให้จบ” น้ำตาแพรคลอแต่เธอปาดออกอย่างเงียบ ๆ จูนสบตาไทด์อย่างหัวเสีย “นายจะรีบไปไหน กลัวจะเจออะไรรึเปล่า” เป็นครั้งแรกที่รอยร้าวชัดขึ้นในกลุ่ม
พลบค่ำ ฝนเห็นเงาตะคุ่มเคลื่อนผ่านหน้าต่างจาง ๆ เธอย่องออกไปริมระเบียง เห็นเพียงหมอกขาวโพลนและเสียงหายใจของตัวเอง ไทด์เดินตามมาข้างหลังแบบขัดเขิน “ที่บ้านฉัน… เขาก็มีเรื่องราวแปลก ๆ เกี่ยวกับหมอกนะ” เสียงเขาเบาเหมือนกลัวตัวเอง “แต่ไม่เคยมีใครกล้ายืนยันอะไรสักอย่าง” ฝนสบตา แต่ไม่พูดอะไร มีเพียงความเงียบโอบคลุม
ก่อนนอน จูนลุกเดินวนรอบบ้าน ถ่ายภาพแสงโคมไฟที่ส่องลอดหมอก หยุดที่ภาพเงาคนหน้าศาลเจ้า เธอกดชัตเตอร์ ทันใดนั้นเงาก็หายวับไป เธอขยี้ตา อึ้งกับสิ่งที่เห็น
เช้าวันต่อมา ไทด์ตื่นก่อนใคร ริมหน้าต่างมีรอยเท้าจาง ๆ บนฝ้าหมอก เขาใช้ปลายเท้าเกลี่ยรอยออก จ้องไปที่ไหล่เขาเหมือนมีอะไรทาบไว้แต่ไม่มี เขาเดินไปปลุกแพรโดยลังเล “เมื่อคืนมีคนออกไปข้างนอกแน่ ๆ” แพรย่นคิ้ว มือสั่นเล็กน้อย
ระหว่างเก็บข้อมูล จูนตั้งใจถ่ายรูปทุกตารางนิ้ว จนตกบ่ายก็เริ่มหงุดหงิดที่ไม่มีอะไรมากกว่าความนิ่ง แพรกำลังจะพูดอะไรแต่หยุดกะทันหันเมื่อเห็นชายชราคนหนึ่งโผล่พ้นต้นสน ชายชราจ้องแพรราวกับจำกันได้ แพรหลบตาว่องไว หัวใจเต้นแรง ความหลังของเธอกำลังจะโผล่ขึ้นมาแต่เธอกัดฟันไว้
ช่วงบ่ายสาม หมอกหนาแปลกตา ปกคลุมหมู่บ้านอย่างผิดสังเกต เด็กในหมู่บ้านหลายคนรีบวิ่งกลับบ้าน จูนถ่ายภาพ แต่แล้วกล้องกลับดับวูบ ไฟไม่ติด เธอสบตาฝนกับไทด์ ธันวาแวะผ่านมาอย่างรีบเร่ง “นี่ปกติไหม มีหมอกแบบนี้ตั้งแต่ตอนเด็กมั้ย” ฝนถามเสียงตะกุกตะกัก ธันวาชะงัก ก่อนถอนหายใจยาว ๆ “บางอย่าง… ยิ่งพูดยิ่งตามมา” เขาเงียบไป”