คืนฟ้าฟาด ณ โรงแรมริมป่า
เสียงฝนขับกล่อมหายใจแผ่วของป่า ใบไม้กระทบหน้าต่างไม้ โคมไฟติดปลายทางเดินสว่างไหวขึ้นเมื่อฟ้าแลบวาบ ทุกอย่างดูหยุดนิ่งก่อนเกิดเหตุรุนแรง เหมือนตั้งใจรอเวลาพังทลายลง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภีม เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี เดินตรวจตราโถงยาวของโรงแรมเก่า ตัวสั่นเมื่อได้ยินฟ้าฟาดไกล ๆ เขาพยายามสร้างความกล้าสำหรับคืนแรกในฐานะผู้จัดการโรงแรม—หน้าที่ที่เป็นเหมือนโซ่ตรวนหลังแม่เสียและพ่อหายตัวไปกะทันหัน
แสงไฟจากล็อบบี้สาดคลุมหน้าม่านระลอกนักท่องเที่ยว ภีมยืนหน้าเคาน์เตอร์ ดูป้ายชื่อ “Phim: Manager” ที่เพื่อนสนิทวาดลายหน้ายิ้มให้ แม้ดูตลกแต่เขากอดป้ายไว้แน่น—สิ่งเดียวที่ยังเชื่อว่าตัวเองทำได้
เสียงฝีเท้าดังขึ้น เก๋ หญิงสาววัยสามสิบสาม ผมยาวและดวงตาเปล่งสีเศร้า เดินมาทัก “กลัวพายุ?” เธอยิ้มปนประชด “คืนนี้มันแบบนี้ทุกปี หรือคืนนี้จะมีอะไรพิเศษให้ดู?”
ภีมส่ายหน้า พยายามจะหัวเราะแต่เสียงกลัวยังหุบไม่ขาด “เมื่อคืนก่อน ผมยังนอนกับไฟฉายเลย” เขาตอบเบา
ระหว่างที่ทั้งสองมองหน้ากัน เสียงผีเสื้อกลางคืนกระแทกกระจกดังจนสะดุ้ง ไกลออกไปประตูห้องหมายเลข 6 แง้มเบา ๆ ราวกับมีใครมองลอดออกมา เก๋ขมวดคิ้วมอง ภีมฝืนยิ้ม “สงสัยลมพัด”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากห้อง 6 ไม่แรงแต่สม่ำเสมอราวกับส่งสัญญาณบางอย่าง ภีมส่งสายตาขอร้องให้เก๋อยู่ใกล้ ก่อนเดินไปเปิด มองเข้าไปในความมืด เขายกไฟฉายส่อง เห็นเพียงเงาร่างผู้หญิงสูงใหญ่ยืนหันหลัง “ขอโทษครับ มีอะไรให้ช่วยไหม?”
ผู้หญิงคนนั้นไม่ขาน ภีมยืนทำอะไรไม่ถูก เสียงกรอบแกร่บจากกรอบรูปบนหัวเตียงดังตอบแทน ก่อนเสียงประตูค่อย ๆ ปิดลงด้วยตัวมันเอง เก๋รีบพาภีมกลับมายังโถง เหงื่อเย็นซึมเต็มแผ่นหลังทั้งสองคน
“แขกใหม่ รึแขกเก่า?” เก๋ถาม ภีมกลั้นหายใจ—เขาเองก็เริ่มไม่แน่ใจ กลับนึกถึงภาพเก่า ๆ ในสมุดบันทึกแม่ที่เล่าถึงห้องนี้ มีบางอย่างผิดปกติ…
รุ่งขึ้น ฟ้าเปิดแต่กลิ่นอายชื้นหมอกยังลอยฟุ้ง ภีมถือสมุดบันทึกเก่าไปเช็กสภาพโถง ทุกมุมมีเพียงรอยเท้าโคลนใหม่ที่ยังเปียกในทางเดิน เก๋เดินมาตามหา “มีเลขห้อง 6 อยู่ในนี้ด้วย” เธอเปิดหน้าสมุดช้า ๆ เขียนด้วยลายมือแม่ “ห้ามเปิดประตูห้องนี้ในคืนฟ้าฟาด”
ภีมหน้าเสีย ใจเต้นผิดจังหวะ ขณะที่เขาตั้งสมาธิสืบย้อนความทรงจำเกี่ยวกับแม่ ก็บังเอิญไปพบเศษผ้าสีดำขาดวิ่นตรงบันได—ลายปักเหมือนชื่อ “Janitra” ภีมคุ้นทันที นั่นคือชื่อแขกเก่าซึ่งเคยหายตัวไปเมื่อปีก่อน
คืนนั้นพายุฟาดอีกครั้ง โรงแรมสั่นสะท้านเหมือนใจของภีมที่สั่นไหว จู่ ๆ ไฟดับพรึบ เหลือเพียงแสงฟ้าและเสียงฮัมฮัมเบา ๆ จากห้อง 6 เขาตัดสินใจเดินไปเคาะ ประตูขยับโดยไม่ต้องแตะ มือเย็นของภีมผลักเข้าไป เห็นผู้หญิงในชุดดำ เธอหันหน้ามาช้า ๆ เผยแผลเก่าที่ยาวจากคางจรดหู
“ช่วยฉัน…ได้ไหม” เสียงสะอื้นดังลอดห้อง “ฉันไม่ต้องการให้เขาเจอฉัน”
“ใคร…?” ภีมถาม น้ำเสียงกล้าเกินจริง
เธอยื่นของบางอย่างมา—เป็นผ้าปักชื่อ “Janitra” ภีมรับมาและรู้สึกถึงความเย็นเฉียบราวกับน้ำค้าง ยิ่งภีมกางผ้าในมือ เงาดำที่ผนังก็พองใหญ่ตามเสียงพายุที่โหมกลับมาอีกครั้ง
ไฟฟ้ากลับมาติด เก๋ยืนอยู่หลังบานประตูด้วยความกังวล “เกิดอะไรขึ้น?”
ภีมรีบส่งสายตา “เธอขอให้เราซ่อนอะไรบางอย่าง…หรือซ่อนเธอจาก—”
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องและแรงลมหอบดังขึ้นจากเบื้องล่าง เก๋กับภีมวิ่งลงไป พบโต๊ะไม้ล้ม เศษภาพถ่ายเก่า ๆ กระจายบนพื้น หญิงวัยกลางคนอีกคนหนึ่งกำลังกรีดร้องอยู่กับพื้นด้วยความกลัว เธอคือคุณส้ม แขกเก่าแก่ที่ไม่เคยเล่าอดีตตัวเอง ภีมใช้ความกล้าเดินไปใกล้ “เกิดอะไรขึ้น?”
คุณส้มมองผ้าปักสีดำในมือภีม เหมือนเธอเห็นผี น้ำตาเอ่อเบ้า “นั่น…ของจณิตรา…เธอไม่ควรอยู่ที่นี่!”
ความจริงค่อย ๆ ถักทอ—ทุกคนต่างมีอดีตต้องหลีกหนี จณิตราเคยถูกทิ้งไว้ในโรงแรมแห่งนี้ในคืนพายุ เหลือไว้เพียงรอยแผลและความกลัวที่ไม่อาจเล่า ภีมรู้สึกผิดกับการตัดสินใจเดินเข้าห้องนั้นและดึงอดีตกลับมา
เช้าวันต่อมา ภีมนั่งภาวนาบนบันไดหน้าโรงแรม เก๋เดินเข้ามา “นายจะทำยังไง?”
“ผมจะคุยกับเธออีกครั้ง ขอให้เธอยอมให้อดีตผ่านไป เช่นเดียวกับผมกับครอบครัว”
กลางคืน ภีมถือผ้าสีดำเดินเข้าไปในห้อง 6 อีกครั้ง เสียงน้ำตากับเสียงฝนที่ขับกล่อมผสานกันอย่างเยือกเย็น “คุณจณิตรา ผมขอโทษที่ลากคุณกลับมา…แต่คุณยังอยู่ได้ถ้าคุณให้อภัย”
หญิงสาวเงียบไปนาน “ถ้าเธอให้อภัยฉัน…นายจะให้อภัยตัวเองไหม?”
เสียงคำนี้ทิ่มแทงใจภีม เขาน้ำตาไหลพราก นึกถึงแม่ ความทรงจำตอนสบตากันในคืนสุดท้าย “ผม…ผมพยายามอยู่”
เงาดำในห้องค่อย ๆ จางลงเมื่อภีมวางผ้าไว้บนโต๊ะ เศษผ้าที่เคยเต็มไปด้วยน้ำตา กลายเป็นเพียงผ้าเปียกฝนธรรมดา ภีมนั่งอยู่ในความสว่างของวันใหม่ที่เริ่มต้นขึ้น เก๋เดินมากอดเขาเงียบ ๆ
บางคนไม่อาจเปลี่ยนอดีตได้ แต่เลือกที่จะเดินต่อและให้อภัยสิ่งที่เคยพลาด โรงแรมหลังนี้จึงคลายปริศนา เพื่อนใหม่และความสัมพันธ์เงียบงันในคืนฟ้าฟาดได้เริ่มต้นขึ้น เรียนรู้จะข้ามผ่านรอยแผลทีละน้อย โดยรู้ว่าตัวเองไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว