เงาใต้ผิวน้ำ
เสียงน้ำไหลเอื่อยใต้สะพานไม้เก่าเด้งรับเท้าของเด็กหนุ่มที่ก้าวเหยียบอย่างไม่คุ้นเคย กร ศิลป์กิจ เด็กหนุ่มวัย 24 ปี ผู้มีชีวิตในเมืองหลวงมาเนิ่นนาน หยุดยืนตรงหน้าแพเล็กริมแม่น้ำสายใหญ่ สายตากวาดมองบ้านไม้ทรงไทยริมน้ำที่คุ้นตาแต่ไกลห่างจากหัวใจเต็มที ชายชราคนหนึ่งลุกขึ้นจากขอบแพ สายตาหรี่จับจ้องลูกชายคนเดียวที่ไม่ยอมกลับบ้านมากว่า 8 ปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทำไมพ่อถึงยังอยู่ตรงนี้” กรถามเสียงเบา ในขณะที่ชายชรายังคงจ้อง ด้วยสายตากัดกร่อนความเงียบจนกรต้องเบือนหน้ามองแม่น้ำ
“บ้านมันก็ยังอยู่ของมัน ลูกชายจะปล่อยมันทิ้งก็แล้วแต่” น้ำเสียงของพ่อเปรม สะท้อนผ่านเสียงคลื่นกระทบไม้กรุฉับ ๆ กรนิ่ง อึดอัด สุ้มเสียงโต้แย้งในคอแต่ไม่เปล่ง หลบตาเข้าบ้านไป เหลือแต่เงาผู้เป็นพ่อบนแพ เปรมสูบบุหรี่ ทอดสายตามองไปยังฝั่งตรงข้ามที่หมอกจางเบาบางปกคลุม
อาหารค่ำจาง ๆ ระคนความหวานขม ทั้งสองไม่ชวนคุยนอกจากเสียงจานกระทบ ในที่สุดแม่ลำดวนจึงเป็นฝ่ายพูดก่อน “หนูบัวเขียนจดหมายถาม” กรหยุดมือชั่วครู่ “ผมตอบเขาไปแล้วครับ”
บรรยากาศแน่นขนัดด้วยความไม่พูด แม่เหลือบตามองคราบอ่อนบนเสื้อของกร “งานในกรุงเทพเป็นไงลูก” กรถอนใจ “ผมลาออกแล้วครับ” น้ำเสียงราบเรียบ ซ่อนความขมขื่น หัวหน้าครอบครัวปรายตาแบบไม่แปลกใจ
เสียงร้องแผ่วของเสียงน้ำกลางคืน พัดความรู้สึกแปลกประหลาดเข้ามา กรเดินริมระเบียง เห็นแม่น้ำดำสนิท เลียบลงข้างท่าน้ำ เสียงผิวน้ำแผ่วเสียดยิ่งกว่าเดิม เหมือนมีบางสิ่งแหวกว่ายเบา ๆ เบื้องลึก
รุ่งเช้า กรตื่นเพราะเสียงชาวบ้านร้องโวยวายริมแม่น้ำ เรือชาวบ้านลำหนึ่งไม่กลับเข้าฝั่งเมื่อคืนก่อน พ่อเปรมรีบพากรวิ่งฝ่าเงาหมอก ไปยืนร่วมกับคนในหมู่บ้าน ศพชายนายอำนาจผู้เป็นเพื่อนเก่าของพ่อ ถูกลากขึ้นมา น้ำอาบทั้งร่างเหมือนลอยวนอยู่นาน ปากเขียวคล้ำด้วยคำสาปแช่งจากสิ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยชื่อ
“อีกแล้ว…” คนเก่าคนแก่นินทาเบา ๆ “ปีนี้ ลำที่สาม…” สายตาทุกคู่เงียบงัน พ่อเปรมเงียบจ้องไปที่น้ำ กรสังเกตมือพ่อที่สั่นเล็กน้อย
กลางคืนอึมครึม กรได้ยินเสียงฝีเท้าบนระเบียง สะท้อนพลาง ถามด้วยเสียงสั่น “พ่อเหรอ?” ไม่มีคำตอบ แต่เสียงน้ำยิ่งหนักขึ้น กรค่อย ๆ เลื่อนบานประตู เห็นใครบางคนยืนหันหลังให้ปลายแพ
“แม่?” กรเอ่ยเร็ว ๆ เงาที่เห็นหันมาช้า ๆ ไม่มีหน้า มีแต่ความมืดชีพขาด เงานั้นค่อย ๆ เลื่อนไหลกลับไปในแม่น้ำ
วันต่อมา ข่าวลือใหม่กระซิบไปทั่วหมู่บ้าน “คนที่เห็นเงาสะท้อนในน้ำยามค่ำ จะเป็นรายต่อไป” กรพยายามถามพ่อกับแม่ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สองคนปฏิเสธเสียงแข็ง ยืนยันว่า“อย่าไปข้องเกี่ยว”
กรแอบสืบจากยายกุ้งหญิงแก่ประจำแพขายข้าวเจ้า เธอเล่าว่าเมื่อ 20 ปีก่อน เคยมีครอบครัวหนึ่งจมน้ำต่อหน้าเด็กเล็กคนหนึ่ง ไม่มีใครกล้าช่วย แขนขาขึ้นพันผิวน้ำดั่งมีมือดีดึงไว้ มีเพียงเสียงร้องสุดท้ายว่า “ให้อภัยฉัน…” ก่อนร่างจะจมหาย
กรเริ่มสงสัยในอดีตของครอบครัวตนเอง เขาแอบค้นของเก่าในบ้าน พบจดหมายฉบับหนึ่งลงชื่อ “เปรม” ถึงหญิงชื่อ “ดาวเรือง” เนื้อความตัดพ้อและขออโหสิกรรม กรใจเต้นระรัวจนมือสั่น เขานำจดหมายนั้นไปเผชิญกับพ่อขณะพายเรือไปขึงแหกลางฝนพรำ
พ่อเอามือถูกขมับ “แกไม่รู้เรื่องของผู้ใหญ่” กรสวน “แต่ผมเองก็โตพอจะรับฟังแล้ว” ฝนถล่มกระหน่ำ พ่อหยุดพาย “ยี่สิบห้าปีก่อน ฉันทำผิดไว้กับคนรักเก่า เธอจากไปคืนวันนั้น…” น้ำตาผสมฝนไหลบนหน้าเปรม เขาไม่พูดอะไรต่อ กรชะงัก โกรธปนสงสาร
กลางคืนหลงเหลือเงียดคลุมแม่น้ำ ลำดวนมาเคาะประตู กรเปิดรับเสียงแม่ “ลูกฝันอะไรหรือเปล่า?” กรส่ายหัว ขยับเข้าใกล้แม่ “แม่กับพ่อมีอะไรไม่บอกผมหรือ” ลำดวนลังเล “คนเราทุกคนต่างก็มีเงาในอดีต” เสียงแม่กลบเสียงหรีดหริ่ง กรได้แต่นิ่งฟังด้วยใจระแวง
เช้ามืดต่อมา กรพบรอยเท้าเปียกน้ำบนระเบียง ไต่ลงไปจนถึงริมแพ ทันใดนั้นเงาสะท้อนของเขาในน้ำกลับเคลื่อนไหวแยกออก ร่างเงาดำจ้องกลับมาด้วยรอยยิ้มเศร้า กรถอยกรูด เสียงน้ำดังราวกับจมลงทั้งแพ
เย็นวันนั้น กรไปที่ศาลเจ้าเก่าในหมู่บ้าน พบรูปเก่าและของบูชาน้ำมันหมด เขาจุดธูปถามยายกุ้ง “วิญญาณในน้ำไม่เคยจาก พวกมันคอยอยู่ที่เงาเงียบๆ คนที่มีบาปจะเห็นก่อนใคร” ยายกุ้งยื่นเทียนไขกับแหวนเงิน “ถ้าอยากปลดปล่อย ต้องขอขมาที่ต้นน้ำ…” กรลังเลแต่รับของมา
คืนต่อมา ฝนอีกชุดเทกระหน่ำ กรพายเรือฝ่าสายฝนไปยังป่าใหญ่เบื้องต้นแม่น้ำ พ่อเปรมตามไปด้วยทั้งที่ขาเจ็บ “แกจะไปให้เจอดาวเรืองหรือ!” “ผมจะไปขออโหสิแทนพ่อ!” กรแผดเสียง น้ำตากับฝนปะปนกันไม่รู้จบ
กลางป่าแสนมืด กรจุดเทียนไขที่ศาลร้างในเงาน้ำ เงาผู้หญิงเปียกปอนและเศร้าสร้อยปรากฏกลางแสงเทียน น้ำเสียงแผ่วแต่น่ากลัว “พวกแกกล้าทำลายคำสัตย์ ใช่ว่าจะลอยตัวเหนือผิวน้ำได้” แสงเทียนดับวูบทันที ฉับพลันแพไม้โครงเก่าหักร้าง กรคว้าพ่อ พยายามลากขึ้นฝั่ง
ชายสูงวัยเป็นลมกลางโคลน กรตะโกนร้องขอชีวิตต่อเงาหญิงกลางน้ำ “ผมขอโทษแทนพ่อ ได้โปรดให้อภัยเรา” เงาดาวเรืองแล่นวนรอบร่างกรก่อนจมหาย ผิวน้ำสงบลงในที่สุด
รุ่งเช้าหลังคืนฝันร้าย บ้านไร้เสียงร่ำร้อง พ่อเปรมตื่นพร้อมน้ำตาคลอเบ้า เขาค่อย ๆ เดินออกไปเฝ้าท่าน้ำ ดวงตาหม่นหมองคลายความทุกข์ พูดกับลูกชายช้า ๆ “บางบาป ถ้าเรากล้าเผชิญ มันก็จะกลายเป็นอดีต” กรยิ้มอ่อนผสมความโล่งใจ แม่ลำดวนสวมกอดทั้งสองแน่น พร้อมน้ำตาเปื้อนยิ้มกลางสายหมอก
ช่วงพลบค่ำ แม่น้ำกลับมาเงียบงัน ผิวน้ำสะท้อนภาพครอบครัวสามคนโดยไม่มีเงาดำซ้อน หลังฝนใหญ่ คลื่นนิ่งสงบ ราวกับไม่มีอดีตหลงเหลืออีกต่อไป