แสงเงาของเรา
เสียงโทรศัพท์กริ่งดังในเช้าวันจันทร์ พีทเดินลากเท้าผ่านโต๊ะกาแฟในออฟฟิศ พยายามหาวรดน้ำต้นไม้ที่วันไหนก็เหมือนเดิม “ไงพีท กาแฟเข้มอีกแล้ววะ?” บอยเพื่อนร่วมทีมยิ้มยียวน พีทหัวเราะแห้ง ๆ “เมื่อคืนอดนอนอ่ะดิ… ไม่ได้เล่นเกมนะ งานน่ะ งาน” เขายกแก้วขึ้น เหลือบมองขวา ก่อนจะเห็นอายเดินเช้าตรู่เข้ามา วางโน้ตบุ๊กอย่างเงียบขรึมพอดี บรรยากาศระหว่างทุกคนดูเนิบนาบจนกระทั่งอายชำเลืองมา พีทแอบรีบก้มลงซ่อนรอยยิ้มเจื่อนเบา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทีมประชุมประจำสัปดาห์ อายเสนอแนวคิดโปรโมชั่นใหม่พลางเปิดสไลด์ ชัดถ้อยชัดคำแต่ไม่ชวนสัมผัสถึงความตื่นเต้น พีทแอบมอง เธอดูมั่นใจแต่สายตานั้นเหมือนไม่เคยสนุกกับสิ่งที่ทำจริง ๆ หลังประชุม บอยแซวเบา ๆ ถึงจังหวะพูดของอาย “แกว่าน้องอายเขาเปลี่ยนไปปะ? เมื่อก่อนขี้เล่นกว่านี้” พีทส่ายหัว “เขาคงเหนื่อย” เสียงตกในแทบไม่ได้ยิน
วันเวลาผ่านไป งานของอายถูกรีวิวอย่างไม่ปราณีจากผู้บริหาร เธออึดอัด รู้สึกมุมานะ แต่อีกใจก็เหมือนอดีตยังรั้งไว้ พีทพยายามช่วยเหลือพองาม แอบพิมพ์แชททัก “โอเคไหม พอช่วยอะไรได้ปะ” รอนานอายตอบกลับสั้น ๆ “ขอบคุณ ไม่เป็นไร” พีทรู้สึกเก้อ ๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายปิดประตูใจไว้เหมือนเดิม
แต่หลังเหตุการณ์นั้น อายเริ่มสนใจไอเดียของพีทในการพัฒนาแอป พีทแปลกใจที่เธอเดินมาขอคุยหลังเลิกงาน ทั้งคู่คุยงานกันจนดึก บางจังหวะเงียบ ๆ จิบชาเขียว พีทแกล้งยิ้มคุยเล่น ๆ เรื่องไร้สาระให้บรรยากาศเบาหวิว อายหลุดหัวเราะอย่างไม่ตั้งใจ พีทรู้สึกยิ้มออกมาจากใจจริงครั้งแรกในรอบหลายเดือน
วันศุกร์ พีทชวนอายไปเดินหาอะไรกินใกล้ ๆ ออฟฟิศ เขาทำเป็นพูดติดตลกแต่แอบหวังให้เธอผ่อนคลาย ระหว่างกินข้าว อายขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อน พีทอดถามไม่ได้ “เวลาเครียด แกทำไงให้ผ่านไปได้วะ” อายนิ่งไป น้ำเสียงแผ่วเบา “หนีไปคิดถึงอดีต… ถึงไม่ได้ช่วยอะไร” เธอเลี่ยงสายตา พีทกลืนข้าวฝืดในคอ หัวใจหนักอึ้งแต่ไม่กล้าถามต่อ
ช่วงสองเดือนต่อมา ทั้งคู่ร่วมงานกันมากขึ้น มีปากเสียงบ้างเรื่องดีไซน์และกลยุทธ์ พีทมักแหย่ให้อายผ่อนคลายขึ้นบ้าง แต่บางครั้งแอบเจ็บกับปฏิกิริยาวางตัว หรือหลายวันที่อายแทบไม่พูดกับใคร งานค่อย ๆ ไปต่อแต่บรรยากาศระหว่างเขาและเธอกลับซับซ้อนขึ้นทุกวัน
ระหว่างประชุมทีมอีกรอบเมื่อไอเดียอายถูกบอยเสนอปรับ พีทเถียงแทนเธออย่างไม่ตั้งใจ อายมองพีทนิ่ง ๆ หลังประชุม พีทละล่ำละลัก “ขอโทษนะเมื่อกี้ไม่ได้คิด” อายยิ้มจาง “ขอบคุณที่ซื่อสัตย์” แล้วเดินจากไป พีทงุนงงกับความอ่อนโยนนั้น
คืนนั้น ในไลน์กลุ่มงาน อายส่งข้อความถามปัญหาเทคนิคกับพีท พอพีทตอบกลับ เธอสัญญาจะเลี้ยงกาแฟให้วันรุ่งขึ้น พีทล้อเล่น “ไม่เอาขมเหมือนชีวิตก็พอ” อายอ่านข้อความนั้น… แล้วตอบกลับ “ของฉันหวานขมปนกัน” ต่างฝ่ายเริ่มส่งข้อความทักทายกันมากขึ้น แม้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องงาน แต่บางครั้งก็ยอมเปิดใจให้กันมากขึ้นทีละเล็ก
วันหนึ่ง พีทเห็นอายนั่งเหม่อหน้าคอมฯ มือกุมขมับ เขาเดินเข้าไปส่งลูกอมวางข้างมือ อายมองหน้า “เด็กดีจัง วันนี้ว่างหรอ” เสียงเบาเหมือนประชดแต่มีแววอ่อนโยน พีทกลั้นยิ้ม “เจ้านายยังไม่มาไง เลยว่าง” บทสนทนาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนอายถอนหายใจเบา ๆ
หลังเลิกงานวันนั้น อายชวนพีทเดินทางกลับด้วยกันบน BTS อายเล่าว่ากลัวเสียงโทรศัพท์ช่วงกลางคืน พีทฟังอย่างตั้งใจ ไม่ถามต่อ อายพูดต่อเบา ๆ “คุณแม่ฉันไม่สบาย อยู่ต่างจังหวัด… ตอนนี้ฉันต้องดูแลงานกับทางบ้านพร้อมกัน” พีทพยักหน้า น้ำเสียงจริงจัง “เหนื่อยก็พักบ้างก็ได้ แกไม่ต้องเก่งตลอดเวลา” เธอยิ้มเศร้า ๆ “พูดเหมือนเข้าใจเลยนะ”
พีทยิ้ม ไม่พูดอะไร อากาศบนรถไฟฟ้าอึดอัดแต่เงียบสงบ ต่างคนต่างเฝ้ามองกรุงเทพยามค่ำคืนผ่านกระจก ใจเต้นอย่างประหลาด ๆ
เข้าสู่ช่วงปลายไตรมาส โปรเจกต์แอปเกิดปัญหาใหญ่ ข้อผิดพลาดของทีมทำให้งานชะงัก ผู้บริหารกดดันให้ทุกคนเร่งรีบ แถมยังมีข่าวลือว่าสำนักงานอาจมีการปรับโครงสร้าง ทีมเครียดถึงขีดสุด พีทหงุดหงิดมากขึ้น อายเริ่มเก็บตัว ไม่ค่อยพูดกับใคร
เย็นวันหนึ่ง พีทเผลอขว้างกุญแจลงโต๊ะอย่างแรง อายเดินเข้ามาช้า ๆ เธอพูดเสียงเคร่ง “อย่าเอาความเครียดมาลงกับของบนโต๊ะได้ไหม คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกัน!” พีทตกใจ เสียงเบาลง “ขอโทษ…” อายเม้มปากแน่น ต่างฝ่ายต่างเงียบ อายกลับบ้านก่อน ปล่อยพีทจมอยู่กับความรู้สึกผิด
วันรุ่งขึ้นอายไม่เข้ามาทำงาน ส่งแค่เมลลางาน ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหน พีทพยายามโทรหาแต่ไม่ได้รับสาย จากที่เนิบชา พีทเริ่มทุรนทุราย เขาเฝ้าดูโทรศัพท์ทั้งวันไม่มีสายกลับ ออฟฟิศดูว่างเปล่ากว่าที่เคย
แผนการโปรเจกต์ยิ่งวุ่นวาย พีทเอาแต่ทำงานจนน็อก บอยทัก “แกคิดถึงใครวะ? ตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ” พีทปากแข็ง “คิดมากไป เดี๋ยวเขากลับมาก็เหมือนเดิม” แต่บอยหัวเราะเบา ๆ ดวงตาเจ้าเล่ห์ “แต่แกไม่เหมือนเดิมนะ”
อาทิตย์หนึ่งผ่านไป อายกลับมาในเช้าวันฝนพรำ เธอดูเหนื่อยและเปราะบางกว่าทุกที ไม่มีใครกล้าทัก พีทเดินเข้าไปถามเบา ๆ “โอเคไหม” อายส่ายหน้าแต่ไม่พูดอะไร จากวันนั้น เธอหลบเลี่ยงไม่ยอมคุยกับพีทแม้แต่เรื่องงาน ทำพีทงุนงงและเจ็บลึก ๆ
โปรเจกต์แอปถึงวันต้องส่งมอบ ทีมวุ่นวาย ตึงเครียด อายพยายามไม่พูดกับพีทแม้จะนั่งติดกัน พีทรวบรวมความกล้าเดินเข้าไป “มีอะไรขาดไหม ฝากบอกได้” อายเอ่ยเสียงเรียบแต่เจือความเหนื่อยล้า “ทุกอย่างของฉันขาดหมดแล้ว” พีทนิ่งไป อายลอบกำสองมือแน่น ใจเต้นรัวแต่ไม่พูดอะไรต่อ
หลังโปรเจกต์จบ บอสเรียกประชุมใหญ่ประกาศปรับองค์กร มีโครงการย้ายทีมหลายคน พีทไม่แน่ใจว่าอายจะถูกย้ายหรือเปล่า สายตาอายหลบเลี่ยง แต่พีทเห็นแววสั่นไหวในดวงตาคู่นั้น ก่อนเธอจะเดินหนีอย่างรวดเร็ว
ตกเย็นวันศุกร์ในร้านกาแฟ พีทนั่งมองหน้าต่างพลางคิดเรื่องที่ผ่านมา อายเดินเข้ามาช้า ๆ เงียบ ๆ นั่งตรงข้าม พีทพูดก่อน “เหนื่อยใช่ไหม… ถ้าจะย้ายทีมจริง ๆ ก็อยากขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ” อายส่ายหัว สายตามั่นคง “ฉันไม่ได้อยากหนี แต่ฉันแค่กลัว… ฉันกลัวการเริ่มต้นใหม่ กลัวว่าจะไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ” พีทยิ้มเศร้า “ฉันอยู่นี่ไง…” อายเมินหน้า ไม่พูด พีทลุกขึ้นเดินหนีไปช้า ๆ
สองวันต่อมา อายส่งข้อความมาหาพีท “เราคุยกันได้ไหม” ทั้งสองนัดเจอกันใต้ต้นไม้หน้าสวนสาธารณะ อายสารภาพเสียงสั่น “ฉันมองตัวเองในอดีตตลอดเวลา ฉันรู้ว่าฉันเคยผิด ฉันแพ้ และฉันชินกับการไม่ไว้ใจใคร ฉันกลัวจะเจ็บ กลัวต้องเริ่มใหม่… ทั้งหมดนี่แหละที่ทำให้ฉันทำร้ายคนรอบข้าง” พีทเงียบอยู่นานก่อนพูดเบา ๆ “ฉันเองก็เคยหนี เคยปิดใจ เคยกลัวเหมือนกัน… ที่ผ่านมา ฉันมัวแต่รอ แทนที่จะเดินเข้าหาโอกาสจริง ๆ”
ความเงียบแผ่ขยายอยู่ครู่ใหญ่ก่อนอายพูดขึ้น “ถ้าฉันพยายามเชื่อใจคนอื่นอีกครั้ง แกจะรำคาญฉันไหม” พีทหัวเราะในลำคอ “อย่าถามเลย… รำคาญก็จะยังอยู่ตรงนี้”
หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองคนค่อย ๆ เติบโตต่ออย่างช้า ๆ พวกเขายังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้และให้อภัยตนเอง แต่ความจริงใจและการยอมรับข้อบกพร่องของกันและกัน เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์จากคนแปลกหน้าในออฟฟิศ ให้กลายเป็นเงาและแสงของกันและกัน
คืนหนึ่ง ทั้งสองนั่งมองวิวเมืองบนดาดฟ้าอาคารเก่า ต่างคนต่างเงียบ อายเอ่ยขึ้นเบา ๆ “บางทีอดีตก็จะอยู่กับเราไปแบบนี้” พีทตอบ “แล้วมันจะกลายเป็นเรื่องดีบ้างได้ไหม” อายยิ้ม “บางทีมันก็เป็นแล้วนะ… อย่างคืนนี้” แสงเมืองและเงามืดสลับกระทบใบหน้า ทั้งคู่ไม่พูดต่อ แต่มองโลกใบเดิมด้วยสายตาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป