อ้อมกอดของฝันกลางฝน
เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีดังเรียงร้อยเป็นจังหวะ วิวัฒน์ยืนอยู่ริมระเบียงสำนักงานชั้นสี่ เขาหลบมาสูบบุหรี่ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยแตะมันมาก่อนในชีวิต หากแต่ในคืนแปลกแยกนี้ เขาต้องการอะไรก็ตามที่ทำให้เขารู้สึกตื่นและมีชีวิตจริงๆ หลังการประชุมใหญ่ประจำสัปดาห์ซึ่งหัวหน้าเพิ่งประกาศให้ ‘ทีมพัฒนาโครงการสถานีรถไฟฟ้าสายใหม่’ เร่งแก้ไขดีไซน์ภายในหนึ่งเดือน ความกดดันหนักหน่วงกวาดผ่านแววตาเขา ทุกคนย้ายตัวเองกลับบ้านไปหมดแล้ว ยกเว้นหญิงสาวคนหนึ่งที่ยังนั่งทำแบบร่างต่อในห้องข้างๆ เขารู้จักชื่อ—นที—นักออกแบบสาวจากเชียงใหม่ที่เพิ่งย้ายมาทำงานในกรุงเทพไม่ถึงปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขาทำทีเดินผ่านประตูห้อง เธอง่วนกับหน้าจอ เลยไม่ได้สังเกต เขาเคาะประตูเบาๆ เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนเสียงเปียกฝนเปิดออก นทีโผล่มาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กที่ฝืนๆ “มีอะไรรึเปล่าคะพี่วิว?” วิวัฒน์แอบรู้สึกว่าคำว่า ‘พี่’ ในที่ทำงานนั้นทำให้เขาดูแก่กว่าวัยไปหลายปี แต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์สนใจแค่เรื่องเหล่านี้
“ยังไม่กลับเหรอ ฝนตกหนัก เดี๋ยวค่อยออกก็ได้…หรือจะนั่งรอข้างนอกด้วยกัน สักพักไหม? ถึงจะเย็นแต่ข้างในเหม็นกลิ่นกาแฟ” วิวัฒน์พูดพลางเหลือบไปที่กระป๋องกาแฟเปล่ากองพะเนินใกล้คีย์บอร์ด นทีหัวเราะเบาๆแบบเกรงใจ เธอหยิบแจ็คเก็ตมากอดไว้กับตัว ก่อนเดินตามเขาไปที่ระเบียง
ลมกรุงเทพยามค่ำปะทะหน้า เสียงฝนเป็นเพลงประกอบฉากอย่างดี ทั้งคู่ยืนเงียบๆ ข้างกัน วิวัฒน์ขัดๆเขินๆ ไม่คุ้นกับการอยู่กับคนเงียบๆ แบบนี้ “คิดอะไรอยู่เหรอ” เขาถามเสียงแผ่ว
“ก็คิดแบบเดียวกับพี่นั่นแหละ…โปรเจกต์ยังออกแบบไม่ตรงตามโจทย์เลย ยิ่งวันประชุมยิ่งดูไกลสุดสายตา” นทีว่าเบาๆ เธอกำลังพยายามกลบความกระวนกระวายในสายตา แต่กิริยาสั่นเทาของมือที่กอดเสื้อก็โผล่ให้เห็น
วิวัฒน์สังเกตเห็นแต่ไม่พูดอะไร เขายื่นเสื้อสูทของตนให้เธอโดยไม่พูด เธอรับไว้แบบไม่กล้ามองหน้า
หลังจากนั้นคืนเดียวกัน พวกเขาต่างกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด ไม่ใช่แค่ฝน มันคือความโดดเดี่ยวที่ไม่เหมือนเดิม
เช้าวันต่อมา โถงสำนักงานเต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดและบทสนทนาเรื่องงาน แต่นทีและวิวัฒน์แทบไม่ได้มองหน้ากัน ต่างยุ่งกับงานและหลบเลี่ยงความอึดอัดที่ยังตกค้าง พอถึงช่วงบ่าย วิวัฒน์เรียกนทีเข้าไปคุยแบบเงียบ ๆ เกี่ยวกับแนวคิดตกแต่งภายในใหม่ เธอพูดเป็นภาษาวิชาชีพ ละเอียด รัดกุม แต่น้ำเสียงเย็นยะเยือก ไม่เหมือนเวลาคุยกันริมระเบียงเมื่อคืน
“ผมรู้ว่าน้องเก่งนะ แต่งานนี้ต้องใช้ความหวือหวา…มากกว่านั้นนิดนึง คิดว่าทำได้ไหม”
นทีเงียบไปครู่แล้วตอบ “จะพยายามค่ะ ถ้านั่นคือสิ่งที่พี่ต้องการ…”
เธอไม่ได้สบตาเขาเลยตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เวลายื่นไฟล์งานมา มือกลับสั่นเล็กน้อยจนเขาเห็น วิวัฒน์ถอนหายใจเบาๆ
ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ ทีมประชุมกันรอบใหม่ ไฟล์แบบร่างของนทีได้รับเสียงชื่นชมจากบางคน แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งร้องท้วงว่างานของเธอ ‘ประหลาดเกินไป’ นทีเก็บอารมณ์ปกติไว้แต่แววตาหม่นวิตก เธอตอบโต้ด้วยเหตุผล แต่คนในทีมกลุ่มนั้นยังคงตั้งแง่ เธอแอบเหลือบตาไปที่วิวัฒน์ รู้ดีว่าเขาคือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย
“ถ้ายังไม่ตรงโจทย์ก็…แก้เพิ่มอีกได้นะครับ เวลาเหลืออีกตั้งสามสัปดาห์” วิวัฒน์พูด เขาไม่ได้ปกป้องเธออย่างที่เธอหวัง เพียงมองผ่านเหมือนไม่เคยมีอะไรกันมาก่อน
บรรยากาศตึงเครียดยืดออก เหล่าทีมหันไปสนทนากับหัวหน้าต่อ นทีขอตัวออกไปเงียบๆ เธอนั่งเหม่อมองฝนอีกครั้งที่หน้าต่างห้องน้ำ แววตาสะท้อนความเหนื่อยล้าที่ไร้คำบรรยาย
เมื่อเลิกงาน วิวัฒน์เดินผ่านห้องพักหญิง เลือกเดินเร็วกว่าปกติ แต่สุดท้ายก็หยุดรอ เขาพิมพ์ไลน์หานที ‘กลับรึยัง’ กว่าหนึ่งชั่วโมงถึงได้รับตอบสั้น ‘เพิ่งออก’ คืนนี้ฝนไม่ตก แต่บนทางเท้ายังชื้นหมาด
ทั้งสองเดินเคียงข้างเงียบ ๆ ระยะห่างเปลี่ยนไปจากวันที่เริ่มต้น วิวัฒน์ตัดสินใจถาม “น้องเคยคิดว่า…จะย้ายงานบ้างมั้ย”
“เคยค่ะ…แต่แม่ห้าม บอกว่าต้องอดทน อยู่ไม่นานก็ชิน แต่หนูไม่ชินสักที”
วิวัฒน์พยักหน้า เขามองไฟรถลางๆ ในที่ไกล เห็นแววเศร้าในคำพูดเธอแต่ทำเหมือนไม่รับรู้ เขาเองก็มีเรื่องในใจ แต่ยังไม่กล้าพูด
เวลาผ่านไป การทำโปรเจกต์ใกล้กันมากขึ้น วิวัฒน์กับนทีต้องไปดูไซต์งานกลางแดดเปรี้ยงด้วยกันบ่อยขึ้น เจอปัญหาเดียวกัน ถกเถียงกันบ้าง ทะเลาะกันเงียบๆ บางวันเธอพูดน้อยมาก หรือบ้างก็พูดประชด เขาตอบโต้แบบประชดประชันกลับไป ไม่มีใครยอมใครจริงจัง แต่ไม่มีใครเดินหนีจนหมดกันไปจริงแท้
วันหนึ่งระหว่างกลับจากไซต์ เธอเผลอพูดลอยๆ “บางทีการอยู่เฉยๆ ก็น่าจะดีกว่าความพยายามสนุกสนานนะ”
วิวัฒน์ฟังแล้วขมวดคิ้ว “น้องเคยพลาดอะไร…หนักขนาดนั้นเลยเหรอ”
นทีเงียบอยู่นานจนเขานึกว่าเธอจะไม่ตอบ “หนูเคยทำให้ครอบครัวผิดหวัง ครั้งนั้นเลยออกจากบ้านไป กลับมาอีกทีก็แทบไม่เหลือใครที่มองแบบเดิม…” เธอยิ้ม ทั้งที่น้ำตาซ่อนอยู่ข้างใน
วิวัฒน์ไม่พูดอะไร เพียงแค่นั่งนิ่งไปด้วยกันสักพักในรถ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องงาน ทำเหมือนไม่มีอะไร แต่นับจากวันนั้น เขาอ่านงานของเธอทุกชิ้นละเอียดขึ้น เสียงบ่นตำหนิกลายเป็นการให้ข้อเสนอแนะที่ลึกและแฝงกำลังใจ เธอเองก็รับฟังมากขึ้น
วันที่งานนำเสนอรอบใหญ่ใกล้มาถึง ความกดดันในสำนักงานเพิ่มขึ้น แต่ทั้งสองสนิทกันอย่างช้าๆ เวลาพูดจาเริ่มมีมุขตลกแทรกขึ้นบ้าง ในทีมมีบางคนแซวเบาๆ แต่เขากับเธอเลือกทำเป็นไม่สนใจ
คืนหนึ่งก่อนวันพรีเซนต์ พวกเขาทำงานล่วงเวลาคนเดียวในออฟฟิศเหมือนครั้งแรก นทีทำหน้าบึ้งเพราะคุมไฟล์กราฟิกค์ไม่ผ่านซักที “ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเลย…” เธอทุบโต๊ะเบาๆ
“แน่ใจเหรอว่าทุกอย่างต้องดั่งใจเราหมด?”
“งั้นพี่มีอะไรที่ไม่เป็นอย่างที่หวังบ้างมั้ยคะ?”
เขาชะงัก เงียบไปนาน “ผมเคยฝันว่าพ่อจะภูมิใจในตัว…แต่ไม่เคยพูดมันเหมือนกัน พ่อคงไม่มีวันเข้าใจคนที่เดินตามใจตัวเอง”
“งั้นตอนนี้พี่สนใจใคร…”
วิวัฒน์ยิ้มเลือนๆ “ผมกำลังสนใจว่าการอยู่ตรงนี้ มันมีค่าขนาดไหน ถ้าทำดีแล้วไม่มีใครเห็นเราเลย”
เงียบไปอีกอึดใจ ก่อนนทีตอบเสียงแผ่ว “บางทีการมีใครสักคนเห็น ว่าพยายามอยู่ มันก็ดีมากแล้วนะคะ”
ในเงียบเหน็บของกลางคืนสองคนแบ่งยิ้มให้กันจางๆ โดยไม่มีถ้อยคำอื่น
วันพรีเซนต์มาถึง ผลงานของทีมได้รับเลือกเป็นต้นแบบหลัก วิวัฒน์ได้รับคำชมจากผู้บริหาร แต่เขาช่วยเติมเครดิตไปหานทีด้วยเสียงแน่นนุ่ม “ทั้งหมดนี้ไม่มีใครสำคัญเท่าคนที่แก้ปัญหาและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ห้องประชุมเงียบกริบก่อนเสียงปรบมือดังตามมา นทีน้ำตาปริ่ม เธอยิ้มละไมแต่ยังหลบสายตาเขาเหมือนเดิม
หลังเหตุการณ์นั้นวิถีชีวิตกลับมาเป็นปกติ ทั้งคู่ตกลงอยู่ในระยะห่างใหม่ ไม่สนิทไป ไม่นิ่งไป สลับมาหาเรื่องกันบ้าง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าในความธรรมดามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปทั้งในใจเขาและเธอ
อยู่ๆ แม่ของนทีโทรมาหากลางดึก อาการป่วยกำเริบหนัก เธอต้องลางานรีบกลับเชียงใหม่อย่างกะทันหัน ไม่ทันแม้แต่จะบอกลา วิวัฒน์มาเห็นโต๊ะเธอว่างในตอนเช้า แค่โน้ตสั้นๆ วางทิ้งไว้ “ต้องกลับบ้าน ฝากขอโทษ ถ้ามีงานด่วนฝากพี่ช่วยด้วย สักวันจะกลับมาแน่นอน” เขานั่งนิ่งนาน ไม่ตอบข้อความ ไม่มีแม้แต่คำอวยพร เขาลังเลมากกว่าที่เคย
วันเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ข่าวจากนทีค่อยๆ ห่างหาย เธออ่านแต่ไม่ตอบ วิวัฒน์พยายามหาเรื่องคุยแต่กลายเป็นประโยคทั้งสั้นง่ายและแห้งแล้ง โกรธตัวเองที่ออกแนวประชดประชันจนคราวนี้ไม่มีใครตอบโต้อีก
บางคืนเขานั่งอยู่ที่ระเบียงเดิม ฟังเสียงฝนกลับมาใหม่ จำได้ถึงรุ่งเช้าวันฝนแรกที่ทั้งคู่ยืนด้วยกัน เงียบๆ
ระหว่างที่นทีดูแลแม่ อินบ็อกซ์ไลน์ของเธอมีข้อความอ่านแต่ไม่ตอบซ้อนกันเป็นแถว เธอกอดโทรศัพท์ไว้แน่น คืนหนึ่งสุดท้ายก่อนแม่เสีย เธอฟังเสียงแม่ปลอบประโลม”อย่าเสียใจกับทางที่เคยเดินมา ลูกต้องให้อภัยตัวเองก่อน ถึงจะให้อภัยคนอื่นได้…” คืนนั้นนทีกลั้นน้ำตาและเผชิญความกลัวอดีตอย่างเต็มหัวใจ
หลังแม่เสีย เธออยู่เงียบๆ ไปหลายสัปดาห์ ก่อนตัดสินใจส่งข้อความถึงวิวัฒน์ “ขอบคุณนะ พี่ทำให้หนูอยากกลับไปสู้กับตัวเองอีกครั้ง”
วิวัฒน์ตอบกลับด้วยใจเต้นแรง “ผมก็อยากให้กลับ…ทุกคนก็อยากเห็นงานดีๆ จากคุณอีก แต่ถ้าคุณไม่กลับ ผมจะอยู่กับที่นี่ต่อได้ยังไง”
นทีอ่านข้อความ เธอหัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนพิมพ์กลับไป “ถ้ามีงานใหม่ อย่าใจร้ายกับมือใหม่เหมือนหนูเมื่อก่อนนะ”
“ถ้ามีโอกาส ผมจะเรียนรู้การไม่ใจร้ายกับตัวเองไปพร้อมกัน”
เธอกลับมาในเย็นฤดูฝนรอบใหม่ วันที่ออฟฟิศเงียบเหงา วิวัฒน์เดินมาส่งเธอขึ้นลิฟต์ ใจทั้งสองเต้นโครมครามในความเงียบ
“ฉันไม่รู้หรอกว่าเราคืออะไรกัน…แต่ฉันดีใจที่ได้กลับมาอยู่ตรงนี้” นทีตัดสินใจพูดขึ้นแบบสั่น ๆ
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมพร้อมจะเติบโตข้าง ๆ คุณ … แม้จะกลัวเหมือนกัน”
สองสายตาสบกันในเงาสะท้อนลิฟต์ มือทั้งคู่แตะกันเบา ๆ เชื่อมโยงความอ่อนแอและความหวังในอ้อมกอดที่มองไม่เห็น
เสียงฝนริมระเบียงยังดังอยู่เหมือนเพลงกล่อมอย่างเคย ทว่าในใจพวกเขา ฝนหยาดสุดท้ายไหลรินเพียงพอให้ดินใจงอกงาม — การให้อภัยและการเติบโต ผ่านค่ำคืนยาวนานของชีวิตและความรักรูปแบบใหม่