ระหว่างเงาแห่งทะเลสีเงิน
เสียงคลื่นซัดเบา ๆ กระทบฝั่ง ไฮย์ ดมกลิ่นไอเค็มของทะเลอีกรอบก่อนจะเหม่อมองไกลออกไป ริมท่าเรือ ยามเช้าที่แสงยังสาดหมอกคละคลุ้ง เมืองชายฝั่งนี้แทบไม่มีใครพลุกพล่าน เขาเดินผ่านร้านชำไม้เก่า บนบ่ามีถังเหล็กเล็กใบหนึ่ง ทุกก้าวเหมือนหนักอึ้งกว่าน้ำหนักจริง นัยน์ตาเขาเลี่ยงสายตาชาวบ้านที่เหลียวมองมาด้วยความสงสัยบางอย่าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กล้ามาแถวนี้ด้วยเหรอ?” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากริมทาง ลินดายืนเอนหลังพิงเสารั้ว เธอถือขนมปังเก่า ๆ อยู่ในมือ มองเขาตาเขียว “คิดว่าจะมาช่วยอะไรได้นักหนาหรือ?”
ไฮย์หยุดเดิน “ฉันแค่มาหางานเท่านั้น” เขาเสียงเบาแต่ตรง แววตาไม่กล้าฉีกสายตาไปมองทะเล ยังกลัวมันเหมือนเดิม
ลินดาหัวเราะหยัน “คงหวังเงินค่าจ้างมากกว่า ไม่งั้นคงไม่อยู่ที่นี่ในวันที่แดดลับหมอกหนักแบบนี้หรอก” เธอหันขวับ เงียบไปพักหนึ่ง ทั้งสองยืนมองกัน พลันเสียงฝีเท้าหนักดังจากท้ายถนน
ชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง เดินมากะเผลกเท้าขวา เสื้อคลุมถูกขยับด้วยมือข้างเดียว อีกข้างดูเหมือนไม่ทำงาน “จะทะเลาะกันหรือจะไปแล้ว?” เขาถามเสียงนิ่งแต่ทุ้มต่ำ
“เราไม่ใช่เพื่อน” ลินดาปรายตาไปทางชายพิการแล้วเบือนหน้าหนี
แต่ชายคนนั้นกล่าว “เมอร์ลิน ว่าฉัน มือเดียวก็ก้มเก็บเรือได้ ใครไม่กล้าออกทะเลก็แค่หาข้ออ้าง”
ไฮย์กลืนก้อนในคอ “ก็มีแต่คนเสียหายกลับมาทุกปี ฉันไม่อยากขึ้นเรือ…” เขาเสียงอ่อย ลินดาเบ้ปาก (เธอก็ไม่อยากเชื่อใจใครเหมือนกัน…แต่เธอมีเป้าหมายต้องทำให้สำเร็จ)
เสียงระฆังโบสถ์ในหมอกดังขึ้น “ถึงเวลาแล้ว” เมอร์ลินพูด เขามองไฮย์กับลินดาสลับกัน “ตกลงจะไปหรือจะนั่งกลัวในเงามืดทั้งวัน?”
ไฮย์ลังเล เขามองลงที่มือของตัวเองที่สั่นน้อย ๆ อยากปฏิเสธแต่รู้ว่าต้องไป หากไม่ออกไปตามหาน้องชายที่หายไปเมื่อสามวันก่อน คำตอบก็ไม่มีวันได้คืนมา
“ฉันไป” เสียงไฮย์แผ่วแต่หนักแน่นขึ้น
ลินดาหันไปสบตาเขาแววเย็นชา “หวังว่าจะไม่สร้างปัญหาละกัน” เธอเดินนำ ลมหอบหมอกหมุนไปรอบ ๆ ทั้งสามเคลื่อนตัวไปท่าเรือไม้ผุ
เรือลำเก่า กราบแห้งจนเห็นรอยซ่อมเมอร์ลินใช้มือข้างดีหยิบเชือกโยนให้ลินดา “เธอผูกปลายให้แน่นหนา” ลินดาทำอย่างไม่มั่นใจนัก มือหยาบกร้านของเธอสั่นนิด ๆ
ไฮย์อัญเชิญพระเล็ก ๆ ในกระเป๋าขึ้นจ้อง “ละ…แล้วถ้าพายไปแล้วไม่รอด?” เขาถามเบา ๆ
เมอร์ลินคว้าหนวดหนวดจากกล่องเรือ “ถ้านายกลัวนัก วันนี้อาจจะไม่ได้เจออะไรเลย… หรืออาจจะได้รู้ว่าเงาในใจกลัวอะไรกันแน่” เขาว่าพลางมองลึกเข้าตาไฮย์
เรือออกช้า ๆ ยามสายน้ำใสสะท้อนสีเงินรอบด้าน ล้อมเรือคล้ายจะจมหายในทะเลหมอก เสียงน้ำกระทบกราบชวนขวัญหาย ทุกคนเงียบ ทุกคนต่างพกเป้าหมาย
ลินดามองไกลสุดสายตา “ฉันฝันถึงเกาะนั้นมาตลอด…บางอย่างที่แม่เคยพูดไว้…ถ้าเจอจะต้องยอมรับมันให้ได้”
ไฮย์ลูบราวเรือ หัวใจเขาเต้นแรง “ฉันไม่อยากเสียใครไปอีก…ไม่อยากเห็นอะไรเหมือนในฝันนั่นอีกต่อไป”
เมอร์ลินพิงขอบหัวเรือ สายตามองตรง “ทุกคนล้วนมีเรื่องต้องหนี เกาะนั้นไม่ใช่คำตอบ…แต่เป็นจุดเริ่ม”
หมอกหนาขึ้นจนรู้สึกเย็นชื้น เสื้อของลินดาเปียกปอน ไฮย์ดึงตัวเองให้ชิดกลางเรือ ไกลขอบน้ำที่สุด
เสียงกุกกักใต้น้ำดังเข้าหูทุกคน ลินดาขยับบริการหัวเรือ “นั่นอะไร?” เสียงเธอดังพอได้ยิน
เมอร์ลินหยุดการหัวเราะ “สัตว์ในน้ำ หรือใครลอยมาตามกระแสก็ไม่รู้” เขาจ้องหมอกหนาอย่างระแวดระวัง
ไฮย์ยกมือกำพระแน่น ดวงตากลัวจัดแต่ไม่พูดอะไร ลินดาสบตาเขา เงียบสักพัก
เรือกระแทกบางอย่างข้างลำจนสั่น ทุกคนลุกขึ้น ลินดาทำหน้าเคร่งขรึม เมอร์ลินจับไม้พายแน่น “เงียบ อยู่กับที่”
เสียงน้ำซู่ซ่าดังขึ้น “มันเข้ามาใกล้อีกแล้ว”
ไฮย์กลั้นหายใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความละลายระหว่างกลัวกับต้องก้าวต่อ เงาดำโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำ ทุกคนหยุดนิ่ง ใจเต้นแรง
“มองดี ๆ” เมอร์ลินกระซิบ
แววตาหวาดกลัวของไฮย์ หยุดที่วัตถุหนามซึ่งชูคอขึ้นจากน้ำ มันเป็นกระสอบผ้าใบขาดวิ่น ข้างในมีเศษเสื้อผ้าสีจาง ลินดาขมวดคิ้ว เขาหยิบมันขึ้นมาเปิดดู
ข้างในมีจดหมายนิรนาม เขียนด้วยหมึกซีด